ก้าวเพื่อความยุติธรรมของผู้พิการ
  • Social
  • Sep 6, 2019

"เราขาดการปฏิบัติ ไม่ใช่ไม่รู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน แต่จะเอาใครมาทำ ทำอย่างไร และจะปกป้องคนให้ข้อมูลอย่างไร สร้างความมั่นใจต่อความก้าวหน้าให้เขาได้อย่างไร" เป็นคำกล่าวส่วนหนึ่ง ของ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี ในปาฐกถาพิเศษ "รวมพลังคนไทย อาสาสู้โกง" ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเช้าวันที่ 6 กันยายน 2562 ซึ่งองค์การต่อต้านคอรัปชั่น (ประเทศไทย) และภาคีเครือข่ายทั้งภาคประชาชน และภาครัฐร่วมกันจัดขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย

ห่างไปออกไปราว 500 กิโลเมตรทางภาคอีสาน เครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์คนพิการ คนพิการ และครอบครัวคนพิการ ผู้เสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิปฎิบัติไม่เป็นธรรมจากการถูกโกงค่าจ้างงานคนพิการ มาตรา 35 ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ได้เดินเท้าออกจาก อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ มุ่งหน้ากรุงเทพมหานคร ท่ามกลางสายฝน ภายใต้โครงการ “เดินต้านทุจริต พิทักษ์สิทธิ์คนพิการ 600 กิโลเมตร พิทักษ์สิทธิ์ เอาผิดคนโกง” หลังจากตลอดการยื่นเรื่อง 1 ปี ยังไม่มีความคืบหน้าทางคดี

"กฎหมายเพื่อสิทธิผู้พิการล้มเหลว คนพิการถูกละเมิดสิทธิ์อย่างไม่เป็นธรรม ผู้นำองค์กรคนพิการยังซ้ำเติมโกงคนพิการ สิ้นหวังข้าราชการทุจริตประพฤติมิชอบ 1 ปี ไม่มีผู้กระทำความผิด ไม่ได้รับโทษ"

ข้อความประชาสัมพันธ์ที่เป็นเหมือนคำชี้แจงถึงการเดินทางของกลุ่มผู้พิการในครั้งนี้

ปรีดา ลิ้มนนทกุล ประธานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์คนพิการ ระบุถึงการลุกขึ้นออกมาเดินรณรงค์ในครั้งนี้ว่า ต้องการบอกสังคมถึงการทุจริตคอรัปชั่นที่ยังมีอยู่ รวมทั้งกระตุ้นหน่วยงานงานภาครัฐให้เร่งดำเนินการ ผลจากการร้องเรียนที่ผ่านมาแล้ว 1 ปีที่ไม่มีอะไรคืบหน้า รวมทั้งขอให้มีการเยียวยา และขอให้สถานประกอบการเข้ามาช่วยเหลือกลุ่มผู้เดือดร้อนที่กล้าออกมาร้องเรียน

"เราได้ยื่นหนังสือเกือบทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงแม้ว่าจะมีการสอบสวนข้อเท็จจริงจนถึงขั้นสอบวินัยร้ายแรง แต่กลับไม่สามารถเอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ประพฤติมิชอบได้ หลักฐานต่างๆ สามารถเอาผิดเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 157 และมาตรา 200 ได้ เพราะเข้าไปมีส่วนช่วยเหลือผู้นำองค์กรคนพิการที่กระทำความผิดชัดเจน

"หากเอาผิดข้าราชการได้ จะไม่มีคนคอยช่วยผู้นำองค์กรคนพิการระดับประเทศที่ส่วนกลาง กลุ่มขบวนการทุจริตเหล่านี้จะค่อยๆ ถูกกฎหมายลงโทษไปเรื่อยๆ คนพิการก็จะสามารถลืมตาอ้าปากมีอาชีพ ได้รับการพัฒนาตัวเอง มีรายได้ มีชีวิตที่ดีขึ้นเองตามเจตนารมย์ของกฎหมาย พรบ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ซึ่งเป็นกฎหมายตามหลักสิทธิมนุษยชนได้เองครับ"

โดยเฉพาะที่จังหวัดกาฬสินธุ์ จุดเริ่มต้นของการเดินนั้นเป็นจังหวัดที่ ป.ป.ท.สอบพบทุจริตชัดเจน แต่ไม่มีใครต้องรับผิด แถมผู้ดูแลคนพิการยังโดนแจ้งความดำเนินคดีกลับ เดือดร้อนหนักขึ้นไปอีก

อย่างไรก็ตามทาง ธนาภรณ์ พรมสุวรรณ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) กระทรวงพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้เดินทางมาชี้แจงข้อมูล กับเครือข่ายฯ ยืนยันว่า ไม่ได้นิ่งนอนใจ อยู่ระหว่างการตรวจสอบเนื่องจากมีรายละเอียดมาก โดยเฉพาะการสอบวินัยข้าราชการ ซึ่งยอมรับว่า ผลสอบข้อเท็จจริง จ.กาฬสินธุ์ พบมีการฉ้อโกง และได้ให้ผู้เสียหายดำเนินการร้องทุกข์แจ้งความดำเนินคดี แต่การโกงคนพิการไม่ถึง 1,500 ล้านบาท ตามที่เครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์กล่าวอ้าง เพราะมีการร้องเรียนมาหลัก 10 เท่านั้น

"ถ้าอ้างว่ามีการทุจริตเพียง 10 ราย ผู้บริหารระดับสูงของประเทศไม่ว่าจะฝ่ายการเมือง ฝ่ายปกครอง ถ้าทำไม่ได้ เอาอำนาจมาให้ผม เรามีการเลือกตั้งแล้ว ตั้งผมเป็นประธานกรรมาธิการวิสามัญ ผมจะเอา 500 ล้านมาให้ดูภายใน 2 เดือน 1,000 ล้านบาทภายใน 6 เดือน ครบ 1 ปี 2,000 ล้านบาท" ประธานเครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์คนพิการท้าทายด้วยความโกรธ

ที่ผ่านมา ความพิการถูกหากินแบบไหน

รายละเอียดใน "กฎหมายการจ้างงานคนพิการ" ตามมาตรา 33 ระบุว่า หากสถานประกอบการใดมีพนักงานถึง 100 คน ต้องจ้างงานคนพิการ 1 คน ถ้าไม่จ้าง ตามมาตรา 34 ต้องจ่ายเงินสมทบเข้า “กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ” มีมูลค่า 365 วันคูณด้วยค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท 

หรือ รวมทั้งสิ้นเป็นเงินประมาณ 109,500 บาท เป็นเงินจำนวนเดียวกันกับค่าแรงพื้นฐานที่ผู้พิการจะได้รับโดยเฉลี่ยเดือนละ 9,150 บาท

สถานประกอบการหลายแห่งจึงมักเลือกใช้ “มาตรา 35” การจัดสัมปทาน และช่วยเหลือเพื่อส่งเสริมอาชีพคนพิการให้มีรายได้

แต่ใครจะคิดว่า นี่จะกลายเป็นการ “สบช่อง” ให้ “โจรในคราบคนพิการ” หากินบนหลังคนพิการด้วยกันเอง

จากกรณีหนังสือตอบเรื่องการตรวจสอบการละเมิดสิทธิคนพิการเพื่อประโยชน์อันมิชอบจากกรมการจัดหางาน ฉบับที่ รง 0307/20554 ลงวันที่ 22 มีนาคม 2560 ระบุถึงการจัดฝึกอบรมของสมาคมคนพิการแห่งหนึ่งที่ “ลักไก่” ใช้สิทธิคนพิการ 190 คนที่ “ส่งกลิ่น” การทุจริตไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท ที่ทางเครือข่ายพิทักษ์สิทธิคนพิการออกมาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องนั้นคงไม่ผิดนักที่จะบอกว่าเป็นเพียงส่วนหนึ่งบน “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” เท่านั้น

โดยเนื้อแท้ของระบบการเบียดบังผลประโยชน์ที่มีการตั้งข้อสังเกตออกมาก็คือ การเข้าไปตรวจสอบของระบบราชการ ซึ่งในกรณีดังกล่าวนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอ้างว่า “ยังสับสน” กับห้วงเวลา ซึ่งทางตัวผู้จัดนั้นเลี่ยงบาลีในเอกสาร แต่ตลอดการทำโครงการต่อเนื่อง 3 ปีนั้น เจ้าตัวกลับถอยรถยนต์ป้ายแดงได้ถึง 5 คัน

"ตัวอย่างการคอรัปชั่นลักษณะนี้สร้างความเสียหายต่อราชการ ปีละกว่า 500 ล้านบาท" เป็นสิ่งที่ ปรีดา ยืนยันมาโดยตลอด

ขณะที่ ก็มีบริษัทเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่แบรนด์ดังจ้างเหมาบริการคนพิการที่อาศัยอยู่ทางภาคเหนือ ให้มาทำงานบริการนวดให้กับพนักงาน นักเคลื่อนไหวเพื่อผู้พิการคนเดินชี้ประเด็นตรงที่ว่า วันไหนมาก็ได้เงิน วันไหนไม่มาก็ไม่ได้เงิน

สำคัญกว่านั้นคือ การเข้าทำงานนวดนั้น ไม่ได้ระบุวันชัดเจน ทำให้คนพิการมีรายได้เพียง 4-5 พันบาทหากเอาจำนวนเดือนคูณเข้าไป เท่ากับคนพิการกลุ่มนี้ได้รายได้เพียง ปีละ 48,000 - 60,000 บาทเท่านั้น

นอกจากการสวมสิทธิทำให้เกิด “ส่วนต่าง” และเงินเหล่านั้นก็อันตธานหายไประหว่างทางก่อนจะถึงมือคนพิการ ยังมีกรณีการใช้มาตรา 35 (หัวข้อ 3) “จ้างเหมาบริการ” ที่ผุ้พิการต้องมีส่วนต่างรายได้ไม่ต่ำกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ก็คือ 109,500 บาท หรือเฉลี่ยค่าแรงวันละ 300 บาท

แต่ก็มีการพลิกแพลงเอา “การจ้างเหมาบริการ” ไปใช้เทียบเคียงกับ “การจ้างงานตามมาตรา 33” ที่ทำในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การเลียนแบบการจ้างงานแต่ให้คนพิการอยู่บ้านเฉยๆ ซึ่งคนพิการจะถูกหักหัวคิวอีกทอดหนึ่ง เมื่อสถานประกอบการโอนเงินให้คนพิการโดยตรง แต่คนพิการที่ร่วมโครงการจะถูกยึดบัตร ATM และถูกหักเงินทุกเดือน หรือให้โอนกลับมา

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ยังมีกรณีผู้นำคนพิการที่มีเครือข่ายระดับต้นๆ ของประเทศไทยประกาศว่า ให้แต่ละจังหวัดหารายชื่อคนพิการมา จังหวัดละ 30 คน แต่ขอหักหัวคิวคนละ 3,000 บาท

"เมื่อคิดรวมทั้ง 77 จังหวัด ผู้นำคนนี้จะได้เงินเข้าส่วนตัวหรือพวกพ้องรวมกันประมาณกว่า 83 ล้านบาท ขณะที่คนพิการที่ได้เข้าไปทำงานจริงๆ สักพักก็จะถูกส่งกลับบ้าน" เขาเล่าถึงอีกด้านของเหรียญที่มองไม่เห็น

ตรงนี้จึงกลายเป็นช่องว่างของเหล่า “พ่อค้านั่งรถเข็น” หรือ “กลุ่มผู้นำคนพิการที่ไม่หวังดี” ทำนาบนหลังคนพิการอีกทอด อย่างรูปแบบหนึ่งของการจ้างเหมาบริการ เป็นการจ้างเหมาคนพิการให้ไปแจกใบปลิว แต่ในความเป็นจริงนั้นสัปดาห์หนึ่งแจกสัก 1-2 ครั้ง ทำให้มีรายได้เพียง 3-4 พันบาทต่อเดือนเท่านั้น

มุมหนึ่งต้องยอมรับว่า คนพิการจำนวนหนึ่งรู้ตัวเองดีว่า ถูกเอาเปรียบต่อเป็นทอดๆ มา แต่อยู่ในภาวะจำยอม

"คนพิการส่วนใหญ่ จะไม่ทราบสิทธิของตัวเอง เพราะผู้นำไม่ส่งเสริมให้รู้ คือ ไม่อยากอธิบายให้คนพิการรู้ ดังนั้น ถ้าได้เงินรวมกันทั้งปีสัก 1-2 หมื่นบาทก็ยกมือไหว้ท่วมหัวแล้ว ทั้งๆ ที่ตัวเองโดนโกงเงินไปเกือบแสนบาทต่อคน" อาจจะดูโหดร้าย แต่นี่ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับแวดวงคนพิการวันนี้

สังคมไทยฝ่าฟันอุปสรรคมากมาย ผู้นำคนพิการที่มีความสามารถเก่งๆ และจริงใจ ช่วยกันผลักดันกฎหมาย จากเจตนารมย์ที่ดูแลคนพิการตามหลักการสังคมสงเคราะห์ สู่หลักการสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2550

“แต่สังคมยังก้าวข้ามการมองคนพิการเป็นการสงเคราะห์คนพิการไม่ได้ เพราะมีผู้นำคนพิการ และข้าราชการจำนวนหนึ่ง รวมหัวกันส่งเสริมให้มีการละเมิดสิทธิคนพิการ เอาประโยชน์แบบขั้นเอาเปรียบเข้าพวกพ้องตัวเอง สถานประกอบการก็ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง ของผู้นำคนพิการระดับประเทศหลายๆ คน ที่เราเห็นมีหน้ามีตาในสังคมไทย ออกสื่อ ออกทีวีบ่อยๆ”

แน่นอนว่า เหตุการณ์เหล่านี้ก็ยังคงเกิดขึ้นในวังวนผู้พิการที่มีกว่า 1.8 ล้านคนของประเทศไทยตามทะเบียน และที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนอีกไม่รู้เท่าไหร่

การเดินเท้าจากกาฬสินธุ์เข้ากรุงเทพมหานครของเครือข่ายพิทักษ์สิทธิ์ผู้พิการนั้นเป็นผลมาจาก กฎหมายเพื่อสิทธิผู้พิการล้มเหลว คนพิการถูกละเมิดสิทธิ์อย่างไม่เป็นธรรม ผู้นำองค์กรคนพิการยังซ้ำเติมโกงคนพิการ สิ้นหวังข้าราชการทุจริตประพฤติมิชอบ 1 ปี ไม่มีผู้กระทำความผิด ไม่ได้รับโทษ

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์