Digital Footprint ร่องรอยที่ไม่เคยถูกลบ
Digital Footprint ร่องรอยที่ไม่เคยถูกลบ
  • Social
  • Oct 30, 2019

เคยเป็นไหม? เวลาเราอยากรู้จักใครสักคน เราจะเริ่มจากการนำชื่อของเขามาค้นหาในอินเทอร์เน็ต ถ้าโชคดีเจอชื่อใน Facebook เราก็ตามไปส่องต่อ เพื่อดูว่าเขาทำอะไร มีกิจกรรมแบบไหน แล้วเรากับเขามีเพื่อนที่มีร่วมกันเป็นใครบ้าง ?

หรือบางทีก็เป็นเราเอง ที่อยากระบายกับสิ่งที่เจอในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็น โดนแซงคิวตอนจ่ายเงินซื้อของ, สั่งข้าวแบบนี้ แต่แม่ค้าทำให้อีกอย่าง, ซ้อนพี่วินมอเตอร์ไซค์ที่ซิ่งจนไม่แคร์ความปลอดภัยของผู้โดยสาร และเราก็ระบายความรู้สึกเล็กๆน้อยๆในหน้าเฟซบุ๊คของตัวเอง แต่ไปๆมาๆ คนรอบข้างก็เข้าใจผิด มองว่าเราเป็นพวกขี้บ่น ชอบโวย เป็นคนแรงๆ อะไรแบบนั้น

เราเคยมองว่า โลกกายภาพกับโลกออนไลน์ คือสิ่งที่แยกออกจากกัน แต่ปัจจุบัน โลกสองใบถูกเชื่อมโยงเข้าหากันจนแทบจะผสมกลมกลืนไปหมด  การกระทำในโลกออนไลน์ถูกเอาไปตัดสินในชีวิตจริง ในขณะเดียวกันเราก็เลือกที่จะพูดความจริงของเราในโลกออนไลน์

รอยเท้าที่ไม่เคยถูกลบ

เมื่อโลกจริงกับโลกออนไลน์เชื่อมโยงกัน สิ่งที่เราบอกและแสดงออกในโลกออนไลน์ที่ว่ามานี้คือหลักฐานที่ถูกเรียกว่า Digital footprint ซึ่งหมายถึงรอยเท้าในโลกดิจิทัล อันสะท้อนถึงพฤติกรรมจริงๆ ของคนเรา ไม่ว่าจะเป็นด้านดีหรือด้านร้าย

คู่มือพลเมืองดิจิทัล  โดยสำนักส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้นิยามว่า ร่องรอยดิจิทัล (Digital footprint) คือร่องรอยข้อมูลที่เราทิ้งไว้ขณะใช้อินเทอร์เน็ต เช่น  ข้อความที่เราโพสต์, เว็บไซต์ที่เราเข้าไปชอปปิ้ง, ข่าวที่เราอ่าน รวมไปถึงบริการออนไลน์ที่เราใช้

พูดกันตามหลักการ ร่องรอยดิจิทัลนี้ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือร่องรอยดิจิทัลแบบแพสซีฟ (Passive digital footprint) หมายถึงร่องรอยที่เราทิ้งไว้โดยไม่ตั้งใจแต่คนอื่นกลับดันมาเห็น ตัวอย่างเช่น เมื่อเราเยี่ยมชมเว็บไซต์ เว็บเซิร์ฟเวอร์จะล็อกไอพี (IP address) ซึ่งสามารถระบุผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและที่อยู่ หรือประวัติการค้นหาของคุณที่บริการเสิร์ชเอ็นจิ้นเก็บเอาไว้

กับอีกอันคือ ร่องรอยแบบแอ็กทีฟ (Active digital footprint) ซึ่งหมายถึงร่องรอยที่เราทิ้งไว้โดยตั้งใจ ตัวอย่างเช่น การโพสต์ถึงความรู้สึก, การส่งอีเมล์หาเพื่อน ซึ่งถูกเห็นและบันทึกไว้ (แบบที่เราตามเข้าไปส่องนั่นเอง)

หัวหน้าแผนกในบริษัทแห่งหนึ่ง ยอบรับว่า หลังจากได้รับประวัติของผู้สมัครเข้าทำงานซึ่งผ่านการสรรหาของแผนกทรัพยากรฝ่ายบุคคลแล้ว สิ่งที่พวกเขาจะทำเป็นอย่างแรกๆ คือการค้นประวัติในเฟสบุ๊ค เพื่อพิจารณาดูว่า บุคคลที่กำลังจะรับเข้าทำงานนั้นมีนิสัยส่วนตัวอย่างไร และพฤติกรรมทั้งหมดนี้มีผลต่อการรับเข้าทำงาน

“ถ้ามีผู้สมัคร 2 คนที่มีความสามารถ มีอายุไล่เลี่ยกัน มีประสบการณ์ไม่ต่างกันมาก เรามักจะเลือกคนที่มีพฤติกรรมที่ดูซอฟต์กว่า เพราะมันสามารถเดาได้ว่าเขาไม่ดรามา หรืออย่างน้อยเวลาไม่พอใจอะไร ก็ไม่น่าจะเอาเราไปในด่าในเฟซบุ๊ก”  

Digital Footprint ซึ่งหมายถึงพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของเรา การโพสต์ภาพกิจกรรม การเปิดตัวแฟน การบ่นสิ่งรอบๆตัว ฯลฯ จึงต้องคิดให้มาก เพราะไม่เพียงแต่จะอธิบายว่า เราได้ทำอะไร ที่ไหน อย่างไรบ้างในโลกออนไลน์ แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันยังถูกใช้เป็นหลักฐานในโลกออฟไลน์ ซึ่งไม่เคยถูกแยกออกจากกัน

เราจึงต้องตระหนักถึงร่องรอยดิจิทัลและคิดเสมอว่ากำลังทิ้งอะไรไว้ในโลกออนไลน์ซึ่งอาจส่งผลกระทบไปยังอนาคตบ้าง เช่น เราเคยไม่พอใจคนๆ หนึ่ง แล้วตัดสินใจโพสต์คำด่าทอลงไปในเฟซบุ๊ก ขณะที่เวลาผ่านไปข้อความเหล่านั้นจะยังคงอยู่ในระบบ ซึ่งผู้ที่เข้ามาพบก็อาจจะตีความว่าเราเป็นคนก้าวร้าวก็เป็นไปได้ (ทั้งๆ ที่ จริงๆ แล้วเราแค่บ่นนิดเดียวเองนะ)

เช่นเดียวกับการแชร์โลเคชันที่ตัวเองอยู่บ่อยๆ การทวีตถึงเรื่องตัวเองซ้ำๆ การแสดงความเห็นแบบสนุกๆ แต่ล่อแหลมต่อการถูกเข้าใจผิด เช่น เล่นมุกตลกที่พูดถึงเรื่องเพศ การเปรียบเปรยให้เห็นภาพ การเล่นคำที่ส่อไปในเรื่องเพศ (Sexual Harassment) ที่แม้ว่าเราจะมองว่าไม่รุนแรงแต่ถือได้ว่าไม่เหมาะ เพราะทำให้ผู้อื่นรู้สึกไม่สบายใจหรืออับอาย จนเข้าข่ายการกลั่นแกล้งในโลกออนไลน์ (Cyber bullying)

สิ่งเหล่านี้กำลังเป็นหลักฐานที่ถูกเชื่อมโยงสะท้อนเป็นตัวตนของเรา และถูกตีความเป็นอีกอย่าง โดยที่เราไมได้เป็นเช่นนั้นจริงๆ ก็เป็นได้

จุดเกิดอาชญากรรม

อย่างที่บอกว่า ร่องรอยดิจิทัลนั้นสำคัญมากๆ และยิ่งเราทิ้งข้อมูลไว้เยอะมากแค่ไหน มันก็จะถูกอธิบายถึงตัวตนเราได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

มากไปกว่านั้นร่องรอยที่ว่านี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดอาชญากรรมได้ ตัวอย่างเช่น หากมีคนแอบขโมยรหัสผ่านของเราไป เขาอาจเข้าไปสอดส่องข้อมูลและลบทุกอย่างทิ้งหมด อาจเข้าไปทำธุรกรรมออนไลน์จนเราสูญเงินมากมาย อาจปลอมตัวเป็นเราและส่งอีเมลที่ไม่พึงประสงค์ไปให้กับเพื่อนของเรา หรืออาจเข้าไปเปลี่ยนรหัสผ่านของบัญชีต่างๆ จนเราเข้าถึงบริการไม่ได้

หรือถ้าเราชอบโพสต์ภาพตัวเองในชุดว่ายน้ำบ่อยๆ ผู้ไม่หวังดีก็อาจจะคิดว่าเราเป็นพวกชอบโชว์ หาโอกาสมาตีสนิทและก่อเหตุคุกคามทางเพศได้

Digital footprint ในโลกอินเทอร์เน็ต จึงไม่ต่างจากรอยเท้าในจุดเริ่มต้นของการเกิดอาชญากรรม ถูกสอดแนมความเป็นส่วนตัว เราจึงต้องตระหนักและเรียนรู้วิธีรับมือกับความเสี่ยงใหม่ๆ ไม่ปล่อยให้ใครมาสอดแนมหรือสะกดรอยตามเราได้

ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวในโลกออนไลน์นับเป็นประเด็นสำคัญที่เราต้องเรียนรู้ไว้ไม่ต่างจากการสร้างความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวในโลกจริง

เตือนไว้ ก่อนประทับรอย Digital Footprint

ถึงจะต้องระวังกับ Digital Footprint แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่สามารถทำอะไรได้เลย เพราะโลกออนไลน์ยังคงเต็มไปด้วยประโยชน์ หากแต่เราต้องระวัง ไม่ให้กิจกรรมออนไลน์ของเรา ไม่ว่าจะเป็นการท่องเว็บดูวิดีโอ ส่งอีเมล แสดงความเห็น หรือแชร์ภาพของเพื่อน ล้วนตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะถูกสอดส่องและ ข้อปฏิบัติเหล่านี้ คือสิ่งเตือนใจ ที่เราจะใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

1. ไม่ตั้งรหัสผ่านที่ง่ายเกินไป เพราะรหัสผ่านเป็นกุญแจไขเข้าสู่ข้อมูล ควรตั้งรหัสที่ยากและซับซ้อน และไม่ควรบันทึกรหัสผ่านไว้ในอุปกรณ์

2. ติดตั้งเครื่องมือติดตามอุปกรณ์หรือล็อกหน้าจอ ในกรณีที่ทำอุปกรณ์สูญหาย เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่เก็บได้เข้าถึงข้อมูลในเครื่องได้

3. ระมัดระวังในการเข้าใช้ WIFI อุปกรณที่ใช้ควรมีความปลอดภัยและตั้งรหัสผ่านไว้ตลอดเวลา และไม่ใช้ WIFI สาธารณะเมื่อต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวหรือทำธุรกรรม

4. ลบข้อมูลหรือโปรแกรมที่ไม่ได้ใช้งาน เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนตัวในกรณีที่ผู้ใช้งานอาจจะลืม

5. ระมัดระวังการหลอกลวงให้กรอกข้อมูล ควรสังเกต URL ของเว็บไซต์ให้ชัดเจนและอย่ากดลิงก์หรือเปิดไฟล์แนบจากผู้ใช้งานที่ไม่รู้จัก

6. ใส่ใจรอยเท้าดิจิทัล สิ่งที่โพสต์ลงโลกออนไลน์จะคงอยู่ตลอดไป แม้ว่าจะลบโพสต์ต้นทางแต่ผู้อื่นสามารถติดตามร่องรองของเราได้ ดังนั้นเมื่อคิดที่จะโพสต์ ควรโพสต์แต่เรื่องราวที่ดีและระมัดระวังในการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว

 

Digital footprint ในโลกอินเทอร์เน็ต จึงไม่ต่างจากรอยเท้าในจุดเริ่มต้นของการเกิดอาชญากรรม ถูกสอดแนมความเป็นส่วนตัว เราจึงต้องตระหนักและเรียนรู้วิธีรับมือกับความเสี่ยงใหม่ๆ ไม่ปล่อยให้ใครมาสอดแนมหรือสะกดรอยตามเราได้

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?