จากดินแดนที่มิชชันนารีเพียงผ่าน "วาติกัน-สยาม"
  • Social
  • Nov 20, 2019

“มิสซังสยามสามร้อยห้าสิบปี จากดินแดนที่มิชชันนารีเพียงผ่าน เป็นดินแดนมุ่งผดุงลงหลักปักฐาน ตราบนั้นเนานานหว่านธรรมบนแผ่นดินทอง อยุธยาสมัยเกรียงไกรกึกก้อง ต่อเนื่องเรืองรองพระจิตส่องสว่างทาง เมล็ดพันธุ์ข่าวดีมิมีวันจะร้าง...”

เนื้อร้องท่อนแรกของเพลง มิสซังสยามสามร้อยห้าสิบปี ซึ่งแต่งขึ้นในวาระพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 350 ปีที่คริสต์ศาสนา นิกายโรมันคาทอลิกเริ่มเผยแพร่คำสอนอย่างเป็นทางการในประเทศไทย  นับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมื่อ ค.ศ. 1669 และครบรอบ 350 ปี ใน ค.ศ. 2019

เนื่องในวาระพิเศษนี้ สำนักวาติกันประกาศอย่างเป็นทางการว่า สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสมีกำหนดเสด็จเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 20-23 พฤศจิกายน ค.ศ. 2019 ซึ่งเป็นปีครบรอบ 350 ปี การสถาปนามิสซังสยาม ทั้งยังเป็นปีครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-นครรัฐวาติกัน (1969-2019) และครบรอบ 35 ปี สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2 พระสันตะปาปาพระองค์แรกที่เสด็จเยือนไทยอย่างเป็นทางการ (1984-2019)

นครรัฐวาติกัน หรือ State of the Vatican City เป็นรัฐเอกราชที่ตั้งอยู่ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี มีสมเด็จพระสันตะปาปาทรงเป็นประมุข การบริหารแผ่นดินดำเนินการโดยสำนักเลขาธิการแห่งรัฐ นครรัฐวาติกัน มีพื้นที่เพียง 0.438 ตร.กม.และมีประชากรเพียง 1,000 คนเท่านั้น ภาษาราชการคือภาษาอิตาเลียนและละติน

ตั้งแต่ปี 1960  นครรัฐวาติกันได้รับการจารึกให้เป็นดินแดนที่จะต้องได้รับการปกป้องรักษาไว้เป็นพิเศษในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งทางอาวุธ เพราะเป็นแหล่งวัฒนธรรมของโลก นอกจากนี้ นครรัฐวาติกันยังให้ความสำคัญกับปัญหาสันติภาพ การลดอาวุธ และความมั่นคงระหว่างประเทศ รวมถึงปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน และประเด็นด้านมนุษยธรรม อาทิ การค้ามนุษย์และการขจัดความยากจน เป็นต้น

ไทยและนครรัฐวาติกันได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันอย่างเป็นทางการในปี 1969 แต่ความสัมพันธ์ระหว่างนั้น ได้เริ่มขึ้นแล้ว นับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เหมือนอย่างเพลงมิสซังสยามสามร้อยห้าสิบปีที่ว่า “มิสซังสยามสามร้อยห้าสิบปี จากดินแดนที่มิชชันนารีเพียงผ่าน    เป็นดินแดนมุ่งผดุงลงหลักปักฐาน

“จากดินแดนที่มิชชันนารีเพียงผ่าน”

ปีนั้น ตรงกับ ค.ศ. 1662 มีเรือเดินสมุทรลำใหญ่โล้ล่องท่องมาจากดินแดนฟากตะวันตกอันไกลโพ้นบ่ายหน้าสู่ดินแดนเบื้องบูรพาทิศ บรรทุกมิชชันนารีชาวฝรั่งเศสกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้แทนสมเด็จพระสันตะปาปาตั้งใจเดินทางผ่านเลยสยามประเทศ เพื่อไปยังประเทศจีน โคชินจีน (เวียดนามใต้) และ ตังเกี๋ย (เวียดนามเหนือ) แต่มีเหตุที่ทำให้เรือมิชชันนารีฝรั่งเศสไม่สามารถเดินทางต่อไปถึงยังที่หมายได้ เพราะมีรายงานข่าวว่าที่นั่นเกิดการเบียดเบียนและกีดกันทางศาสนา จำเป็นต้องหยุดแวะพักรอที่กรุงศรีอยุธยาเป็นการชั่วคราวก่อน

ทว่าหลังจากที่ได้เข้ามาสัมผัสกรุงศรีอยุธยาในช่วงเวลานั้น ซึ่งตรงกับสมัยสมเด็จพระนารายณ์ พวกเขาต่างเห็นพ้องต้องกันว่ากรุงศรีอยุธยาเป็นดินแดนที่สงบสุขและที่สำคัญคือเปิดกว้างทางศาสนา จึงตัดสินใจกันว่าจะเริ่มต้นประกาศคำสอนในกรุงศรีอยุธยา ดินแดนที่ตั้งใจจะผ่านเลยไปแต่แรก

“อยุธยาสมัยเกรียงไกรกึกก้อง”

เมื่อตัดสินใจว่าจะลงหลักปักฐานภารกิจในสยามตั้งแต่นั้น จึงแจ้งข่าวเพื่อขออนุญาตไปที่กรุงโรม  ครั้งนั้น พระสันตะปาปาเคลเมนส์ที่ 9 มีเอกสารทางการเมื่อ ค.ศ. 1669 เพื่อให้มีมิสซังสยาม และได้แต่งตั้งให้พระสังฆราชหลุยส์ ลาโน เป็นผู้แทนสมเด็จพระสันตะปาปา ศาสนาคริสต์เจริญก้าวหน้าขึ้นมากในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ถึงขั้นขยายออกไปตามเขตแดนต่างๆ ของอาณาจักร ตลอดจนมีการเจริญสัมพันธ์ทางการทูตกับกรุงโรมและฝรั่งเศส คงจำเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ไทยสมัยกรุงศรีอยุธยาที่เคยเรียน และเคยท่องจำกันมาตอนที่คณะทูตชุดโกษาปานไปฝรั่งเศส

เมื่อครั้งที่ลาลูแบร์เป็นราชทูตเข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์  พร้อมกับนำคณะราชทูตชุดโกษาปานกลับมาส่งนั้น สมเด็จพระนารายณ์ทรงฝากราชทูตไทยไปฝรั่งเศสอีกคณะหนึ่ง ซึ่งเป็นคณะสุดท้ายในรัชกาล ในการไปครั้งนี้ยังทรงส่งบุตรขุนนางไปเข้าโรงเรียนที่ฝรั่งเศสด้วย 5 คน ซึ่งเดิมมีพระราชดำริจะส่งไป 12 คน แต่อีก 7 คนคัดเลือกไม่ทัน ก็คงจะหาคนกล้ายากที่จะข้ามน้ำข้ามทะเลไปไกลโดยไม่อาจคาดเดาอนาคตได้ เด็กไทยทั้ง 5 นี้ถูกกำหนดจะให้เข้าศึกษาในโรงเรียนพระเจ้าลูอิศมหาราช ซึ่งเป็นโรงเรียนสำหรับบุตรขุนนางและบุตรบุคคลชั้นสูง

แต่ที่สำคัญคือ ราชทูตคณะนี้ยังอัญเชิญพระราชสาสน์อีกฉบับไปถึงพระสันตะปาปา ประมุขของคริสต์ศาสนา นิกายคาทอลิก ซึ่งเป็นเรื่องที่ชาวยุโรปต่างตะลึง ที่กษัตริย์ผู้นับถือศาสนาพุทธได้ทรงส่งคณะราชทูตมาแสดงความเคารพต่อประมุขศาสนาของตน ซึ่งแม้แต่คนที่นับถือคริสต์ด้วยกันเพียงแค่ต่างนิกายยังรบราฆ่าฟันกัน

คณะราชทูตไทยซึ่งมีขุนชำนาญเป็นราชทูต พร้อมอุปทูตอีก 2 นาย และนักเรียนไทยอีก 5 คน ได้เดินทางไปถึงกรุงปารีส ในขณะที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เสด็จไปประทับแรมที่พระราชวังฟองเตลโบล นอกกรุงปารีส มีรับสั่งว่าจะเสด็จมาต้อนรับคณะราชทูตไทยได้ในวันที่ 15 ธันวาคม ค.ศ.1688 แต่เมื่อทรงทราบว่าคณะราชทูตไทยจะไปเฝ้าโป๊ปด้วย เกรงว่าจะไม่ทันฤดูลมที่จะกลับไปสยาม จึงรับสั่งให้ส่งราชทูตสยามไปเฝ้าโป๊ปก่อน แล้วค่อยกลับมาเข้าเฝ้าพระองค์

คณะราชทูตสยามได้เดินทางไปถึงกรุงวาติกัน และได้เข้าเฝ้าพระสันตะปาปาในวันที่ 23 ธันวาคม ค.ศ.1688 เมื่อโป๊ปทราบว่าราชทูตสยามนับถือศาสนาต่างกัน จะรังเกียจในธรรมเนียมที่ก้มลงจูบพระบาท ซึ่งเป็นจารีตประเพณีที่ปฏิบัติกันมาแต่โบราณ จึงให้ยกเว้นธรรมเนียมนี้เสีย ทางสำนักวาติกันได้ส่งเสนาบดีกับบาทหลวงนำรถ 2 คันไปรับคณะราชทูตตามธรรมเนียมของการรับราชทูตของเมืองเอกราช

นี่ก็เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า สยามได้ส่งคณะทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับสำนักวาติกัน ของประมุขต่างศาสนาเมื่อสามร้อยกว่าปีล่วงมาแล้ว

ภาพจากเพจ pope visit thailand

“ต่อเนื่องเรืองรอง”

หลังจากเหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 งานด้านคริสต์ศาสนาของนิกายคาทอลิกก็กลับมาฟื้นฟูอีกครั้งและขยายตัวขึ้น โดยมีบุคคลสำคัญที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงคนหนึ่งคือ พระสังฆราชยัง บัปติสต์ ปัลเลอกัว ที่เข้ามาดูแลมิสซังสยาม ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 และได้เป็นพระสหายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ตั้งแต่เมื่อครั้งยังทรงผนวชอยู่ ด้วยการที่โบสถ์คอนเซ็ปชัญที่พักอยู่และวัดราชาธิวาส ที่สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎผนวชอยู่นั้น อยู่ใกล้กันและด้วยการที่ทั้ง 2 พระองค์เป็นผู้มีความรู้สนใจศาสตร์ด้านต่างๆ จึงแลกเปลี่ยนความรู้กันอย่างต่อเนื่อง

ในสมัยรัชกาลที่ 5  ทรงอนุญาตให้ชาวสยามมีเสรีภาพในการนับถือศาสนา และให้มิชชันนารีเผยแผ่ศาสนาได้อย่างเสรี และต่อเนื่องมายังสมัยต่อมา ก่อนจะสะดุดในช่วง เหตุการณ์ ร.ศ.112 ที่สยามมีปัญหากับฝรั่งเศส คริสต์ศาสนากลายเป็นศาสนาของศัตรูไปด้วยโดยปริยาย  และมีเหตุลักษณะเดียวกันอีกครั้งในช่วงสงครามอินโดจีน มิชชันนารีฝรั่งเศสต้องเดินทางออกนอกประเทศ

อย่างไรก็ดี หลังผ่านวิกฤตใหญ่ งานด้านศาสนาได้รับการสานต่อ มีการแต่งตั้งบาทหลวงชาวไทยเป็นผู้ดูแลศาสนจักรในประเทศไทยถึงปัจจุบัน และได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างประเทศไทย และนครรัฐวาติกัน  เมื่อวันที่ 28 เมษายน ค.ศ. 1969

ปัจจุบัน นครรัฐวาติกันถือว่ามีเครือข่ายการทูตที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยมีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับ 183 รัฐทั่วโลก และสำหรับไทย นครรัฐวาติกันมีสถานเอกอัครสมณทูตนครรัฐวาติกันประจำประเทศไทย โดยครอบคลุมดูแลกัมพูชา เมียนมา และ ลาวด้วย

ดังนั้นแล้ว การเสด็จเยือนของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสจึงถือเป็นโอกาสดีสำหรับประเทศไทยที่จะได้กระชับความสัมพันธ์ทางการทูตกับวาติกันให้แน่นแฟ้น  ในขณะเดียวกันก็ยังช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ  แม้ว่าปัจจุบัน วาติกัน​เป็น​ผู้​สังเกตการณ์​ถาวร​หรือ​รัฐ​ที่​ไม่​ใช่​รัฐ​สมาชิก​ใน​องค์การ​สหประชาชาติซึ่ง​มี​สถานภาพ​นี้​มา​ตั้ง​แต่​ปี 1964 ก็ตาม

 

อ้างอิง:

Historical Archives Archdiocese of Bangkok

 

ปัจจุบัน นครรัฐวาติกันถือว่ามีเครือข่ายการทูตที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยมีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับ 183 รัฐทั่วโลก และสำหรับไทย นครรัฐวาติกันมีสถานเอกอัครสมณทูตนครรัฐวาติกันประจำประเทศไทย โดยครอบคลุมดูแลกัมพูชา เมียนมา และ ลาวด้วย

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?