14 ตุลา ทำไมคนเบื่อรัฐบาลทหาร
  • Explicit
  • Oct 13, 2019

จริงๆ แล้ว ถ้าพูดถึงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 โดยมองในมุมประวัติศาสตร์ เทียบเคียงระหว่าง 14 ตุลาคม 2516 กับ 6 ตุลาคม 2519 แน่นอนว่า เรื่องราวของ 14 ตุลา ได้รับการพูดถึงในวงกว้างมากกว่า เพราะมีข้อมูลและเอกสารหลักฐานที่เพียบพร้อม แพร่หลาย

จริงไหมที่ในสังคมไทยมีเสียงบ่นกันมาตลอด ที่ว่ากันว่า 14 ตุลา เป็นวันแห่งชัยชนะของนักศึกษา และประชาธิปไตย แต่เมื่อวันเวลาผ่านพ้นไป เราต่างรู้ซึ้งแล้วว่าชัยชนะนั้นเป็นเรื่องชั่วคราว เช่นเดียวกับประชาธิปไตยที่ไม่เคยเต็มใบเสียที!

ในฐานะคนรุ่นลูกรุ่นหลานรุ่นหลังที่เกิดไม่ทัน แม้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะมิได้อยู่ในสื่อกระแสหลัก แต่สมัยนี้มีสื่อ และเทคโนโลยีใหม่ๆ มากมาย ก็คงรับรู้กันเป็นอย่างดีแล้ว (หรือถ้าใครยังไม่รู้ลองเสริชหาคำว่า 14 ตุลาเลย)

นักศึกษาและประชาชนมากกว่า 5 แสนคนออกมาชุมนุมเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญจากรัฐบาลเผด็จการ จอมพลถนอม กิตติขจร นำไปสู่คำสั่งของรัฐบาลให้ใช้กำลังทหารเข้าปราบปราม ระหว่างวันที่ 14 ถึง 15 ตุลาคม 2516 มีรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตกว่า 77 ราย บาดเจ็บ 857 ราย และสูญหายอีกจำนวนมาก เหตุการณ์ครั้งนั้นได้ปะทุขึ้นด้วยสาเหตุที่สะสมมาก่อนหน้าหลายประการ โดยเฉพาะข่าวการทุจริตในรัฐบาล การสืบทอดอำนาจของจอมพลถนอม กิตติขจรต่อจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลทหารเข้าปกครองประเทศนานเกือบ 15 ปี และรวมถึงการรัฐประหารตัวเอง พ.ศ. 2514 ที่เด็ดสุดคือ ข่าว “พรานบรรดาศักดิ์”

#พรานบรรดาศักดิ์

ปลายเดือนเมษายน พ.ศ. 2516 ข้าราชการระดับบิ๊ก และนักธุรกิจจำนวน 50-60 คน ถูกเปิดโปงว่า ได้เข้าไปล่าสัตว์ในป่าทุ่งใหญ่นเรศวร กลายเป็นข่าวโด่งดัง สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก และเมื่อรัฐบาลแสดงท่าทีปกป้องกลุ่มบุคคลที่ถูกเรียกว่า “พรานบรรดาศักดิ์” ก็ทำให้สถานการณ์ยิ่งลุกลามบานปลาย จนนำไปสู่การแสดงพลังของประชาชนและนิสิตนักศึกษา

มีรายงานข่าวว่า วันที่ 29 เมษายน 2516 เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบกตกที่ อ.บางเลน จ.นครปฐม ทำให้มีผู้เสียชีวิต 6 คน และพบซากสัตว์ป่าขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก ต่อมาชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติจาก 5 มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ได้มีการเข้าไปสังเกตการณ์ และพบข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และนักธุรกิจ จำนวน 50-60 คน ตั้งแคมป์ล่าสัตว์ป่าในทุ่งใหญ่นเรศวรซึ่งเฮลิคอปเตอร์ที่ตก และพบซากสัตว์ป่าจำนวนมาก ก็คือ 1 ใน 2 ลำ ที่ใช้เป็นพาหนะในการเดินทางของกลุ่มบุคคลดังกล่าว

ต่อมาได้มีการเผยแพร่ภาพถ่ายและหลักฐานที่ยืนยันว่า มีการเข้าไปล่าสัตว์ป่าในทุ่งใหญ่นเรศวร แต่ทางรัฐบาลกลับอ้างว่า เป็นการเข้าไปปฏิบัติราชการลับ ก็ทำให้กระแสความไม่พอใจทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก

วันที่ 16 พฤษภาคม 2516 ทางศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ได้จัดการประชุมและอภิปรายถึงกรณีการล่าสัตว์ในทุ่งใหญ่นเรศวรอย่างดุเดือด มีผู้เข้าร่วมฟังเป็นจำนวนมากกว่าหมื่นคน ก่อนจะมีการออกหนังสือ “บันทึกลับจากทุ่งใหญ่” ที่เปิดโปงเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างเจาะลึก  ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ทำให้หนังสือ 5 พันเล่ม หมดเกลี้ยงในเวลาอันรวดเร็ว และเมื่อมีการพิมพ์เพิ่มกว่าอีกแสนเล่ม ก็จำหน่ายหมดในเวลาไม่นานนัก…

บรรยากาศตอนนั้น คือ สังคมเริ่มมีอาการ “เบื๊อเบื่อ” กับผู้นำทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเบื่อมากกับการใช้อำนาจทางการเมือง มันทำให้ความน่าเชื่อถือของผู้นำทหารในขณะนั้นกลายเป็นตัวตลก สำหรับการจัดละครล้อการเมืองในมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะการล้อเลียน จอมพลถนอม กิตติขจร นายกฯ และผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในเวลานั้น

#วัตถุเหลวสีดำที่ลื่นไหล

นอกจากอาการเบื่อทหารกับการใช้อำนาจทางการเมืองจนเป็นกระแสจุดติดร้อนแรงไปทั่วแล้ว ในระยะนั้นมันมีแรงเร่งเร้าจากกระแสโลกด้วยเหมือนกันที่จุดติดทำให้หลายฝ่ายดูจะมีทรรศนะที่สอดคล้องกันไปเสียหมดเลยว่า “หมดเวลา” สำหรับรัฐบาลทหารแล้ว

ในปี 2516 ประเทศไทยประสบกับปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สำคัญของโลกด้วย นั่นคือ วิกฤตพลังงานครั้งแรกของโลก ซึ่งมันได้กระแทกเข้าอย่างจังกับรัฐนาวาทหารโดยตรง ในยุครัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลกเริ่มขยายตัว ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันมีมากขึ้น ประกอบกับสถานการณ์การเมืองโลกในขณะนั้น เกิดข้อพิพาทระหว่างประเทศอาหรับกับอิสราเอล ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศสูงขึ้นตามไปด้วย จึงได้ออกพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 กำหนดให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจออกคำสั่งเพื่อกำหนดมาตรการแก้ไขและป้องกันการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง

พอพูดถึงอิทธิพลของวัตถุเหลวสีดำที่ลื่นไหลในตอนโน้น ทำให้ประหวัดนึกถึงเมื่อช่วงกลางปี 2561 ที่เน็ตไอดอลสายฮา โยชิ300 แต่งเพลงแซะน้ำมันขึ้นราคา เพราะหันไปไหนๆ ใครๆ ก็บ่นเรื่องน้ำมันขึ้นราคา ถกเถียงกันไปต่างๆ นานาว่าทำไมราคาน้ำมันไทย ถึงแพงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน แน่นอนว่าน้ำมันขึ้นราคา กระทบกับประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม นั่นก็บอกเล่าความรู้สึกออกมาเป็นบทเพลงส่งไปยังพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. อย่างเนื้อเพลงส่วนหนึ่งที่ร้องว่า

“แค่อยากจะถามว่าทำไมมันโครตแพง ทำไมมันแพงอย่างนี้ อยู่มา 4 ปี จะอยู่อีกนานมั้ยครับนี่ ...”

...ลองไปหาฟังได้เลย

มีผลการศึกษาสภาพเศรษฐกิจและสังคมไทยในช่วงพ.ศ.2516 รายงานว่า ประเทศไทยประสบปัญหาความยากลำบากทางเศรษฐกิจในช่วงก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลา ค่าครองชีพสูง ช่วงปี พ.ศ. 2516-2517 เกิดวิกฤตการณ์น้ำมันโลกครั้งที่หนึ่ง ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นเท่าตัว เงินเฟ้อสูงขึ้นอย่างมาก ปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองผูกขาดภายใต้ระบอบอุปถัมภ์ทำให้ธุรกิจรายกลางรายเล็กไม่ได้รับความเป็นธรรม ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2515-2519ไทยต้องเผชิญวิกฤตการณ์ทางการเมือง 2 ครั้ง ในช่วง 2 แผนพัฒนาฯ ที่ผ่านมาเน้นการขยายตัวและเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่ทำให้เกิดปัญหาช่องว่างของความแตกต่างด้านรายได้ระหว่างกลุ่มคนในสังคมที่มีมากขึ้น

ขณะเดียวกัน มีการเติบโตและขยายตัวของชนชั้นกลาง จำนวนนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาและปัญญาชนเพิ่มมากขึ้น มีการเปิดการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษาในต่างจังหวัด มหาวิทยาลัยรามคำแหงซึ่งเป็นตลาดวิชาเปิดดำเนินการในช่วงแผนพัฒนาฉบับที่ 2 ช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่3 (พ.ศ. 2515-2519) มีเหตุการณ์ทางการเมืองสำคัญ 2 เหตุการณ์ คือ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 และ เหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519

เหตุการณ์ 14 ตุลา และ 6 ตุลา ต่างอยู่ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยประสบกับปัญหาวิกฤตการณ์น้ำมันถึง 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 ในช่วง พ.ศ.2516-2517 และครั้งที่ 2 ในช่วง พ.ศ.2522-2523 เมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้นจนกลายเป็นวิกฤตการณ์น้ำมัน ประเทศไทยจึงได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเป็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของประเทศ

มีรายงานว่า ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2515 องค์การโอเปกประกาศเพิ่มราคาน้ำมันดิบจากบาร์เรลละ 2.29 ดอลลาร์สหรัฐฯเป็นบาร์เรลละ 2.48 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อมาในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2516 องค์การโอเปกเพิ่มราคมน้ำมันอีกร้อยละ 6.1 มีผลทำให้ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นเป็นบาร์เรลละ 2.63 ดอลลาร์สหรัฐฯ องค์การโอเปกใช้น้ำมันเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองเพื่อต่อต้านอิสราเอลในสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นสงครามระหว่างกลุ่มประเทศอาหรับและอิสราเอลครั้งที่ 4 ใน พ.ศ.2516 อย่างไรก็ตาม ก่อนที่องค์การโอเปกจะใช้น้ำมันเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองในเดือนตุลาคม พ.ศ.2516 จนเกิดเป็นวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งแรกนั้น ราคาน้ำมันดิบได้เริ่มสูงขึ้นแล้วเนื่องจากองค์การโอเปกสามารถเพิ่มภาษีน้ำมัน และเข้าไปถือหุ้นเพื่อควบคุมการผลิตน้ำมันของบริษัทน้ำมันต่างชาติได้สำเร็จ ทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกค่อยๆ ปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยมา ส่งผลให้ประเทศนำเข้าน้ำมันรวมทั้งประเทศไทยต่างเริ่มวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากปัญหาน้ำมันแล้วเช่นกัน

ในช่วงระหว่าง พ.ศ.2516-2523 ประเทศไทยประสบกับวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ในช่วงเวลาห่างกันเพียงไม่กี่ปี  ผลกระทบคือ ราคาจำหน่ายปลีกน้ำมันในประเทศปรับตัวสูงขึ้น จนกระทบต่อการผลิตสินค้าและราคาสินค้า รวมทั้งการขาดดุลการค้าระหว่างประเทศ

มีประกาศของทางการออกมาว่า วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2516 รัฐบาลตัดสินใจปรับขึ้นราคาจำหน่ายปลีกน้ำมันในประเทศ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ.2516 สิ่งที่ตามคือ มันกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนคนตัวเล็กๆ  ที่เห็นชัดเจนที่สุด ในช่วงวิกฤตการณ์น้ำมัน พ.ศ.2516 คือ รถโดยสารประจำทางในกรุงเทพฯ ต้องประหยัดค่าใช้จ่ายค่าน้ำมันลงด้วยการทิ้งระยะห่างในการออกรถให้ช้าลงกว่าเดิม ยิ่งเมื่อการขาดแคลนน้ำมันมีมาก รถโดยสายประจำทางหลายสายไม่สามารถออกรับส่งผู้โดยสารได้ เช่น รถของบริษัทนครธน และบริษัทเมย์แดงหลายสิบคันต้องจอดอยู่ที่อู่รถ  ทำให้รัฐบาลต้องอนุมัติให้ขึ้นค่าโดยสารรถประจำทางในเขตกรุงเทพฯ จากที่เคยเก็บค่าโดยสารตลอดสาย 50 สตางค์ เพิ่มเป็น 75 สตางค์ ส่วนที่เป็นเส้นทางไกลและเก็บค่าโดยสารเป็นระยะๆ นั้น ระยะแรกเก็บ 75 สตางค์ ระยะต่อไปทุกๆ 5 กิโลเมตร เก็บ 50 สตางค์  สินค้าที่จำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันมีราคาแพงขึ้นหลังจากได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์น้ำมัน พ.ศ. 2516 เช่น ผงซักฟอกยี่ห้อแฟ๊บและบรีสมีราคาจำหน่ายปลีกจากเดิมกล่องละ 9 บาทขึ้นเป็นกล่องละ 14 บาท สบู่ลักซ์ก้อนใหญ่จำหน่ายปลีกจากเดิมก้อนละ 3.50 บาท เป็นก้อนละ 4.50 บาท ข้าวราดแกงจากเดิมจานละ 2 บาท เพิ่มเป็น 3 บาท บุหรี่จากเดิมซองละ 3.50 บาทเป็น 4 บาท หนังสือพิมพ์จากเดิมฉบับละ 1 บาทเพิ่มเป็น 1.50 บาท เป็นต้น

#แบบว่าเบื๊อเบื่อ

ผลกระทบที่ประเทศไทยได้รับจากวิกฤตการณ์น้ำมันไม่เพียงกระทบต่อภาคเศรษฐกิจเท่านั้นแต่ยังกระทบไปถึงสภาพสังคมด้วย เนื่องจากเกิดการชุมนุมประท้วงของกลุ่มคนต่างๆ และยิ่งบวกกับการใช้อำนาจของรัฐบาลทหารอย่างที่เป็นข่าวครึกโครมจนจุดติดเป็นกระแสไปไกล มันทำให้สังคมตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของรัฐบาลทหารในการบริหารรัฐในระดับมหภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เยาวชน-คนหนุ่มสาว – คนรุ่นใหม่ ตั้งคำถามต่อความไม่พัฒนาของการเมืองการปกครองไทยที่มีการสืบทอดอำนาจกันอยู่ในหมู่ของคณาธิปไตยจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สู่จอมพลถนอม กิตติขจร และทำท่าจะสืบต่อไปยังจอมพลประภาส จารุเสถียร ยืดเยื้อกันเป็นทศวรรษ

ความรู้สึกเบื่อทหารเริ่มค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในหมู่ของคนรุ่นใหม่ในมหาวิทยาลัยต่างๆ และรับไม่ได้กับความไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลทหาร คำตอบเดียวที่ต้องการในสภาวการณ์เช่นนี้คือทหารต้องออกไปเท่านั้น กอรปกับเรื่องปากท้องประชาชนที่เป็นอยู่สภาพเยี่ยงนี้ด้วยแล้ว การเดินขบวนครั้งใหญ่ของขบวนการนิสิตนักศึกษาในเดือนตุลาคม 2516 จึงสอดรับกับอารมณ์ความรู้สึกเบื๊อเบื่ออย่างมากของผู้คนในสังคมตอนนั้นที่ต้องการยุติบทบาทของรัฐบาลทหาร และในที่สุดรัฐบาลทหารก็ถูกโค่นล้มด้วยพลังของประชาชนนิสิตนักศึกษาเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

#วัตถุเหลวสีดำที่ลื่นไหล 2

ส่วนเรื่องอิทธิพลวัตถุเหลวสีดำที่ลื่นไหลนี่ยังไม่จบนะ หลังจากนิสิตนักศึกษาประชาชนไล่รัฐบาลทหารออกไปแล้ว รัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เข้ามาบริหารประเทศภายหลังเหตุการณ์การเมือง 14 ตุลาคม 2516 สังคมไทยในช่วงนั้น มีความตื่นตัวทางด้านเสรีภาพและการแสดงออกทางการเมืองมากขึ้น  รัฐบาลของนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ปรับขึ้นราคาจำหน่ายปลีกน้ำมัน มีผลทำให้ค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้น จนทำให้นักศึกษาและประชาชนออกมาชุมชนประท้วง และวิพากษ์วิจารณ์การบริหารประเทศของรัฐบาลเพื่อกดดันให้รัฐบาลแก้ไขความเดือดร้อนจากปัญหาน้ำมัน

การปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล ในช่วงเดือนธันวาคม 2516 กลายมาเป็นผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เนื่องจากขณะที่รัฐบาลชี้แจงเหตุผลในการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลว่า เพื่อไม่ให้ประชาชนใช้น้ำมันกันอย่างสิ้นเปลืองเพราะหากน้ำมันมีราคาแพงขึ้น ประชาชนก็จะช่วยกันประหยัดน้ำมัน แต่ประชาชน และพรรคการเมืองฝ่ายค้านวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลขาดความรอบคอบในการแก้ไขปัญหาน้ำมัน  นอกจากไม่เป็นผลดีต่อประชาชนแล้ว  ยังเป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศด้วย เพราะเมื่อขึ้นภาษีน้ำมันแล้ว รัฐบาลก็ต้องอนุมัติให้ราคาจำหน่ายปลีกน้ำมันสูงขึ้นตามไปด้วย

ผลกระทบวิกฤตการณ์น้ำมันทำให้รัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ต้องประสบกับปัญหาหลายด้าน  ทั้งปัญหาค่าครองชีพของประชาชนที่สูงขึ้น ปัญหาการขาดแคลนน้ำมันและปัญหาการขาดดุลการค้าระหว่างประเทศ มีการชุมนุมประท้วงเพื่อเร่งรัดให้รัฐบาลช่วยบรรเทาความเดือนร้อนจากปัญหาน้ำมันและสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีราคาสูง และปัญหาน้ำมันแพงนี่แหละที่กลายเป็นปัญหารุมเร้า อันเป็นเหตุให้รัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ขาดเสถียรภาพทางการเมืองด้วยเช่นกัน จนเกิดเพลงฮิตในไทยถึงสถานการณ์น้ำมันในขณะนั้น อย่าง เพลงน้ำมันแพง ที่มีเนื้อร้องติดหูว่า

"น้ำมัน ขาดแคลน คุยกับแฟน ก็ต้องดับไฟ"

ยุค 14 ตุลาและยุค คสช.

อันที่จริงแล้ว บรรยากาศและอารมณ์ร่วมของคนในสังคมช่วง 14 ตุลา ไม่ต่างจากช่วงต้นปี 2019 ที่ดูเหมือนว่าผู้คนไม่พอใจรัฐบาลทหาร เริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างมีนัยสำคัญ กระแสไม่พอใจนายทหารที่ครองอำนาจนานๆ อย่างเปิดเผยในช่วง 14 ตุลา อย่างจอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร จนถูกประชาชนเกลียดชังและเดินขบวนขับไล่

เช่นเดียวกับที่เกิดกระแสความไม่พอใจรัฐบาล คสช.และกองทัพที่ยึดอำนาจมายาวนาน ทำให้คนจำนวนมากเริ่มรู้สึกอึดอัด จนวิพากษ์วิจารณ์ผ่านโลกออนไลน์อย่างเผ็ดร้อน แบบว่าไม่เกรงใจผู้มีอำนาจกันเลยทีเดียว 

...ใช่มั้ยถามใจเธอดู

 

 

เหตุการณ์ครั้งนั้นได้ปะทุขึ้นด้วยสาเหตุที่สะสมมาก่อนหน้าหลายประการ โดยเฉพาะข่าวการทุจริตในรัฐบาล การสืบทอดอำนาจของจอมพลถนอม กิตติขจรต่อจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลทหารเข้าปกครองประเทศนานเกือบ 15 ปี และรวมถึงการรัฐประหารตัวเอง พ.ศ. 2514 ที่เด็ดสุดคือ ข่าว “พรานบรรดาศักดิ์”

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์