ชลมารคยาตรา  "เสด็จโดยแดนชล" ในความทรงจำ
  • Lifestyle
  • Dec 11, 2019

ชวนเปิดหนังสือเรียนภาษาไทยเรียกความทรงจำกันเสียหน่อย...

๏ สุวรรณหงส์ทรงพู่ห้อย       งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์

เพียงหงส์ทรงพรหมมินทร์     ลินลาศเลื่อนเตือนตาชม ฯ 

ส่วนหนึ่งของ บทกาพย์เห่เรือ พระนิพนธ์โดย สมเด็จเจ้าฟ้าธรรมธิเบศไชยเชษฐ์สุริยวงศ์ หรือพระนามที่รู้จักกันดีว่า “เจ้าฟ้ากุ้ง” ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ แห่งกรุงศรีอยุธยา  พรรณนาถึงความงดงามตระการตาของ เรือพระที่นั่งสุวรรณหงส์ ใน กระบวนพยุหยาตราทางชลมารค ที่เราได้เคยเรียนเคยท่องกันมาในวิชาภาษาไทย เมื่อชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย  ทำให้ใครหลายคนมีภาพทรงจำ และจินตนาการแรกถึงพระราชพิธีที่ยิ่งใหญ่อลังการแห่งยุคสมัยได้เป็นอย่างดี

ด้วยความงดงามทางวรรณศิลป์ ชนิดที่ว่าก่อให้เกิดทั้งเสียง จังหวะ และภาพเคลื่อนไหวในจินตภาพ จึงเหมาะเป็นอย่างยิ่งที่ใช้เป็นบทอาขยานให้เด็กๆ ท่องจำกัน ผู้เขียนจำได้ว่า ต้องเริ่มท่องอาขยานตั้งแต่บทร้องว่า

“พระเสด็จโดยแดนชล  ทรงเรือต้นงามเฉิดฉาย  กิ่งแก้วแพร้วพรรณราย  พายอ่อนหยับจับงามงอน ...”

นับเป็นหนึ่งในมรดกความทรงจำจากกรุงศรีอยุธยาที่ยังคงสืบทอดลมหายใจมาตราบจนปัจจุบันเพราะใครหลายคนก็ยังท่องอาขยานส่วนหนึ่งจากกาพย์เห่เรือดังกล่าวได้ดี

เห่...เอ๋ย... นาวาแน่นเป็นขนัด

ในกาพย์เห่เรือเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร มีเรือ 3 ประเภท คือ เรือต้น เรือชัย และเรือรูปสัตว์แสนยากร  สันนิษฐานกันว่า จัดเป็นขบวน 3 สาย คือ สายกลางเป็นขบวนพระราชยาน (เรือต้น) มีริ้วขบวนสายซ้ายและขวา กระบวนเรือพระราชยานมี 4 ลำ ได้แก่ เรือครุฑ สรมุข สมรรถไชย สุพรรณหงส์ และมีเรือชัย เป็นเรือแห่นำเสด็จคอยกระทุ้งเส้าให้สัญญาณ

ชื่อเหล่าเรือแสนยากรในกาพย์เห่เรือ ดังบทว่า “เสียงเส้าเร้าระดม ห่มท้ายเยิ่นเดินคู่กัน” โดยมีเรือคู่ฝ่ายขวาและซ้าย ดังบทว่า “คั่นสองคู่ดูยิ่งยง” และ “มังกรถอนพายพลัน ทันแข่งหน้าวาสุกรี”  ได้แก่ เรือคชสีห์น้อยคู่กับราชสีห์น้อย เรือคชสีห์ใหญ่คู่กับเรือราชสีห์ใหญ่ เรือเลียงผาใหญ่คู่กับเรือม้าใหญ่  เรือเลียงผาน้อยคู่กับเรือม้าน้อย เรือสิงห์คู่กับเรือสิงห์ เรือนาควาสุกรีคู่กับเรือมังกร เรือนาคเหราคู่กับเรือมังกร เรือนกอินทรีคู่กับเรือนกอินทรี

ขณะที่ใน ลิลิตพยุหยาตราเพชรพวง พรรณนาถึงภาพริ้วขบวนเรือพยุหยาตราชลมารคในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ว่าใช้เรือถึง 113 ลำ แบ่งตอนออกเป็น 5 ตอน ประกอบด้วย

1) ตอนหน้า เรียก กระบวนนอกหน้า เริ่มนำด้วยเรือคอยเก็บสิ่งต่างๆ ที่ลอยมาตามน้ำ ตามด้วยขบวนเรืออาสาชนต่างชาติ (ทหารกองนอก) เป็น เรือรูปสัตว์คู่ ได้แก่ คชสีห์น้อยคู่กับคชสีห์น้อย คชสีห์ใหญ่คู่กับคชสีห์ใหญ่

2) กระบวนในหน้า ประตูหน้า มีเรือม้าคู่เป็นเรือประตู แล้วตามด้วยเรือรูปสัตว์ต่างๆ ของขุนนางพลอาสาเครื่องดนตรี ประตูใน มีเรือไชยคู่ เป็นเรือประตูแล้วตามด้วยเรือทหารรักษาพระองค์เป็นเรือไชยต่างๆ แล้วตามด้วยเรือกิ่งของกรมตำรวจ 4 คู่ เรือตั้ง 5 ลำ

3) ตอนกลาง เป็นกระบวนเรือพระราชยาน

4) กระบวนหลัง เป็นกระบวนเรือกรมพระราชวังบวร เจ้าต่างกรม เจ้านายฝ่ายใน จัดเป็น 3 สาย

5) กระบวนนอกหลัง ประกอบด้วยเรือแซ 3 คู่ เรือพิฆาต 2 คู่ โดยที่ทุกกระบวนมีเรือประตูกั้นทุกๆ กระบวน

ในทรงจำของ นิโกลาส์ แชรแวส นักเดินทางชาวฝรั่งเศสที่เข้ามายังกรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พรรณนาถึงตอน “พระเสด็จโดยแดนชล” ไว้ว่า

“เสียงพายกระทบกันเบาๆ ประสานกับทำนองเพลงที่เขาเห่ยอพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดินเป็นเสียงคล้ายดนตรีที่เสนาะโสตของพวกชาวบ้านชาวเมืองเป็นอันมาก”

“ล้วนรูปสัตว์แสนยากร”  ยามศึกออกรบ ยามสงบจรรโลงวัฒนธรรม

พระนครศรีอยุธยา ตั้งอยู่ในชัยภูมิที่มีลำน้ำสำคัญ 3 สายโอบล้อม ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำลพบุรี ประกอบกับลำคลองสายน้อยใหญ่เป็นจำนวนมาก ซึ่งชัยภูมิของกรุงเทพฯ ก็เป็นเมืองแห่งสายน้ำเช่นเดียวกัน ในอดีตการเดินทางของผู้คนจึงนิยมสัญจรทางน้ำเป็นหลัก โดยใช้เรือเป็นพาหนะสำคัญ จนได้รับขนานนามว่า นาวานคร สำหรับเรือในวัฒนธรรมราชสำนักนั้นมิได้มีบทบาทเฉพาะแต่เป็นเรือพระราชพิธีเท่านั้น  แต่มีบทบาทหน้าที่หลายประการ ทั้งใช้ในยามศึกและยามสงบ

อยุธยาหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำสงครามกับรัฐต่างๆ รอบข้างเพื่อปกป้อง และขยายดินแดนออกไปทำให้มีการสร้างเรือรบ ซึ่งในสมัยอยุธยามีด้วยกันอยู่  2 แบบ คือ เรือรบทางแม่น้ำ กับ เรือรบทางทะเล ซึ่งเรือรบทางแม่น้ำนั้นถือกำเนิดขึ้นมาก่อนเรือรบทางทะเล ตามพระราชพงศาวดารในแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (พ.ศ. 2091-2111) กล่าวว่า

“ในจุลศักราช 910 ปีวอก สัมฤทธิศก พระเจ้าอยู่หัวแปลงเรือแซ เป็นเรือไชย และเรือศีรษะสัตว์ต่างๆ เนื่องจากพระเจ้าหงสาวดีตะเบ็งชะเวตี้ยกกองทัพพม่ามอญเข้ามาตีอยุธยา ฝ่ายอยุธยาก็เตรียมตั้งป้อมหอรบตามหัวเมืองต่างๆ ดังนี้ ทิศเหนือที่ลพบุรี ทิศตะวันออกที่นครนายก ทิศใต้ที่เมืองพระประแดง ทิศตะวันตกที่สุพรรณบุรี ในการศึกครั้งนั้นกองทัพข้าศึกเข้ามาที่สุพรรณบุรี ฝ่ายอยุธยาต้านทานไม่ไหวถูกตีแตกจนต้องถอยไปตั้งหลักใหม่ที่เกาะเมืองอยุธยา และถูกล้อมไว้แต่ด้วยกองทัพพม่าไม่มีกองเรือจึงทำให้ตั้งทัพไว้รออยู่ จนเมื่อพระมหาธรรมราชานำกองทัพจากเมืองพิษณุโลกลงมาช่วยตีกระหนาบจึงทำให้สงครามครั้งนั้นจบศึกได้”

ในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ จึงมีการสร้างเรือรบทางแม่น้ำเป็นครั้งแรก โดยดัดแปลงเรือแซซึ่งเป็นเรือลำเลียงพล และยุทธภัณฑ์ให้เป็น เรือไชย กับ เรือรูปสัตว์ โดยมีการติดตั้งปืนใหญ่ประเภทปืนจ่ารงให้ยิงได้จากหัวเรือซึ่งเป็นต้นแบบของเรือรบในสมัยต่อมา

ยามบ้านเมืองสงบสุข เรือรบก็แปรสถานะเป็นเรือพระที่นั่ง เรือรูปสัตว์ เรือแซง เรือดั้ง และเรือคู่ชัก โดยจัดสร้างอย่างงดงาม สำหรับเข้ากระบวนแห่เพื่อเสด็จพระราชดำเนินในการต่างๆ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก การเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน การเสด็จพระราชดำเนินไปสักการะพระพุทธบาท ขับกล่อมด้วยเสียงเห่ของเจ้าพนักงานเห่อันไพเราะประกอบกับเสียงขานรับของพนักงานฝีพายอันกึกก้อง

ภาพของกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคในทรงจำของใครหลายคนจากบทกาพย์เห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศรในชั้นเรียนเมื่อวันวาน ที่ให้จินตภาพถึงเสียงเห่กึกก้องไปทั้งลำน้ำ แสงสีทองจากเรือพระที่นั่งที่สาดส่องในสายนที สีสันของเครื่องแบบกำลังพลที่ประจำในเรือแต่ละลำอันหลากหลาย และอื่นๆ ที่มิอาจจะพรรณนาได้หมดสิ้นนั้น

ความงดงามแห่งสายน้ำทั้งหมดทั้งมวลในทรงจำนั้นจะปรากฏเกิดขึ้นอย่างแจ่มชัดอีกครั้งในกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562

 

 

ยามบ้านเมืองสงบสุข เรือรบก็แปรสถานะเป็นเรือพระที่นั่ง เรือรูปสัตว์ เรือแซง เรือดั้ง และเรือคู่ชัก โดยจัดสร้างอย่างงดงาม สำหรับเข้ากระบวนแห่เพื่อเสด็จพระราชดำเนินในการต่างๆ

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์