ผู้หญิงในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35
  • Social
  • Nov 4, 2019

การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 35 และการประชุมที่เกี่ยวข้องระหว่างวันที่ 2 - 4 พฤศจิกายน 2562 ณ ประเทศไทย เป็นที่จดจ้องสนใจของคนทั่วโลก

ไม่ว่าจะเป็นข่าวที่ประธานาธิบดีทรัมป์ในฐานะประเทศคู่เจรจาไม่ได้มาประชุมด้วย มีวาระการประชุมเรื่องอะไรบ้าง ไปจนถึงการเปิดตัวอาหารและของที่ระลึกในงานประชุมครั้งนี้ แต่ในอีกส่วนหนึ่งที่เป็นที่น่าสนใจไม่แพ้กัน และแย่งชิงพื้นที่สื่อมวลชนได้ไม่น้อยนั่นคือ ความสง่างามของภริยาผู้นำต่างๆ ในอาเซียน

ที่มาภาพ: asean2019.go.th

ขึ้นชื่อว่าภริยานายกรัฐมนตรี ประธานาธิบดี หรือ ประมุขแห่งรัฐ ย่อมเป็นที่สนใจอยู่แล้ว ไม่เพียงแต่ถูกจับจ้องในฐานะภริยาของผู้นำ หากแต่เหล่าสตรีแถวหน้าทั้งที่เป็นศรีภรรยา และผู้นำประเทศยังเป็นตัวแทนสะท้อนภาพลักษณ์ของผู้หญิงและประเทศนั้นๆ ยามปรากฏตัวในที่สาธารณะ ทั้งบุคลิก การวางตัว รวมถึงการแต่งกายที่สื่อความหมายมากไปกว่าความสวยงาม

บางคนอาจจะยังคงรู้สึกว่ามันไร้สาระที่จะมานั่งวิจารณ์ หรือ วิเคราะห์ในเรื่องเสื้อผ้าหน้าผม ทำไมไม่ไปวิเคราะห์อะไรที่มันใหญ่กว่านั้น แต่อย่างที่บอกไปข้างต้นนั่นแหละ ที่สำคัญการเมืองมันอยู่กับเราทุกที่ ไม่เว้นแม้แต่บนเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของคน เพียงแต่เราจะมองหรือเปล่าว่ามันคือการเมืองในรูปแบบไหน

เหมือนอย่างที่มีข่าวว่าทุกๆ ครั้งที่มิสซิสทรัมป์ปรากฏตัวต่อสาธารณะชน หนึ่งสิ่งที่ถูกจับจ้องมากที่สุดคือ การแต่งกาย สำหรับสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ การแต่งกายไม่ใช่แค่แฟชั่น ไม่ใช่แค่กาลเทศะ แต่ทุกไอเทมตั้งแต่หัวจรดเท้า คือการบอกเล่านัยยะเชิงสังคม และการเมือง

Robb Young เขียนหนังสือ “Power Dressing : First Ladies, Women Politicians & Fashion” (2011) ชี้ให้เห็นว่า

การแต่งกายของผู้หญิงและการปรากฏตัวในสนามการเมืองไม่ใช่แค่เรื่อง ‘แฟชั่น’ แต่มันเป็นเรื่อง ‘การเมือง’ การเลือกที่จะใส่อะไร ไม่ใส่อะไร เลือกที่จะทำให้ผู้คนจดจำตัวเองในแบบไหน เป็นไปเพื่อการใด การสร้างเอกลักษณ์ ตัวตนของผู้หญิงในสนามการเมืองผ่านการแต่งกายมันคือการต่อสู้ทางการเมืองในรูปแบบหนึ่ง ทั้งในแง่ของพื้นที่ที่เป็นของผู้ชายและในแง่การช่วงชิงพื้นที่ในระดับมวลชน

เช่นเดียวกันกับผู้หญิง 3 คนในงานประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 35 ซึ่งพวกเธอได้ถมความหมายของชาติประดังประเดเต็มไปหมดเพื่อแผ่รังสีความเป็นประเทศนั้นๆ บนเวทีการประชุม

ผู้หญิงคนแรก คือ กลุ่มภริยาผู้นำ ในพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 35 ภริยาผู้นำต่างๆ ต่างแต่งกายด้วยชุดประจำชาติ การปรากฏตัวของผู้หญิงกับชุดประจำชาติในพื้นที่การเมือง มันก็สามารถบอกนัยยะแก่เราได้ว่า

ผู้หญิงเป็นผู้แบกรับและส่งมอบสิ่งที่เป็นเกียรติเป็นศรีและความสง่างามของชาติ เพราะผู้หญิงมิเพียงถูกให้ความหมายต่อรัฐว่าเป็นผู้แพร่พันธุ์และเผยแพร่วัฒนธรรมแห่งชาติระหว่างช่วงวัย แต่ผู้หญิงมักถูกสร้างให้เป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมร่วมของกลุ่ม

อย่างที่มีรายงานว่า รศ. นราพร จันทร์โอชา ภริยา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นำคณะคู่สมรสของเหล่าผู้นำฯ จากประเทศต่างๆ ได้แก่ อินโดนีเซีย  ลาว  มาเลเซีย  สิงคโปร์  เวียดนาม ญี่ปุ่น เกาหลี เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนครและรับชมโขนพระราชทาน รวมถึงเยี่ยมชมมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อรับชมการสาธิตการประดิษฐ์ย่านลิเภาและการทอผ้าไหมไทย ณ ตำหนักใหญ่ วังบางขุนพรหม

ผู้หญิงคนต่อมา คือ ปวีณสุดา ดรูอิ้น มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2019 ในคลิปที่เป็นตัวแทนชาวไทยกล่าวต้อนรับผู้นำที่เข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 เธอมาในชุดไทยอันงดงาม พร้อมด้วยไอเทมที่แสดงความเป็นไทย แม้ดูเหมือนว่ามันไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมืองอะไรเลย แต่ปฏิบัติการของเธอทำให้เห็นว่าโอกาสที่เธอจะช่วยชาติได้นั้นก็คือ การแบกเอาสง่าราศีของประเทศและวัฒนธรรมที่สถาปนาให้เป็นประจำชาติไว้บนเรือนกายของเธอ  ในนามตัวแทนของชาติ การทำหน้าที่ดังกล่าวของผู้หญิงจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองภาครัฐ  เพราะรัฐเองก็เห็นว่าเป็นหน้าเป็นตาของชาติ

ผู้หญิงคนที่สามคือ อองซาน ซูจี  ที่ปรึกษาแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา อองซาน ซูจี เป็นผู้นำสตรีที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งในเวทีโลก ทุกคนชินกับภาพของเธอในชุดเสื้อตัวสั้นเข้ารูปและผ้าซิ่น เสียบแซมผมด้วยดอกไม้สดอย่าง เอื้องตาเสือ บุนนาค กุหลาบ และผ้าคลุมไหล่ ดูเป็นสตรีงามแบบเมียนมาทุกกระเบียดนิ้ว แม้แต่ในการประชุมระดับโลกในหลายๆ ครั้ง ซูจีก็ยังไม่ใส่เสื้อชุดประจำชาติเจ้าภาพที่จัดไว้ให้ผู้นำที่มาเยือนตามธรรมเนียม นี่ไม่ใช่แค่เรื่องรสนิยม แต่ซ่อนความหมายทางการเมืองเอาไว้อย่างลึกซึ้ง

ซูจีก็ยังคงสวมชุดประจำชาติ แม้ในงานที่ทุกคนสวมใส่เสื้อประจำชาติเจ้าภาพ เรื่องเสื้อผ้า หน้า ผม ไม่ใช่เรื่องเล็กในเมียนมา ประเทศที่ผ่านยุคจักรวรรดินิยมมาอย่างเจ็บปวด และยังมีความอนุรักษ์นิยมสูงตกค้างมาจากการปกครองระบอบเผด็จการทหารที่หล่อเลี้ยงคนด้วยความภูมิใจในความเป็นชาติเมียนมาอันเข้มข้น เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน หรือแม้แต่ในโลก เมียนมายังเป็นประเทศที่คนยังนิยมสวมชุดแบบดั้งเดิมมากกว่าชุดสากลทันสมัย แม้ว่าแฟชั่นสมัยใหม่จะพยายามเข้ามาแทนที่ โดยเฉพาะผู้หญิง การสวมเสื้อทันสมัยถูกมองว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสม เปิดเผยเนื้อตัวมากเกินไป และปราศจากความภูมิใจในชนชาติของตนเอง เพราะเสื้อผ้าบ่งบอกถึงชาติพันธุ์ เพียงปรายตามองลายผ้าก็สามารถบอกได้ว่าคนๆ นั้นมาจากกลุ่มชาติพันธุ์อะไร

ที่มาภาพ: asean2019.go.th

อองซาน ซูจี ได้รับคำชื่นชมจากชาวเมียนมาอย่างมาก และไม่เคยปรากฏกายในชุดอื่นเลย นอกจากผ้าซิ่นและเสื้อตัวสั้น และประดับผมด้วยดอกไม้สด แม้แต่รองเท้าก็ยังเป็นรองเท้าคีบแบบเมียนมาแท้ๆ ชุดของเธอยังเป็นเครื่องมือแสดงออกถึงความปรารถนาจะสร้างความเป็นเอกภาพทางการเมือง

ซูจีมักสวมใส่ชุดที่มีกลิ่นอายของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในวาระที่เธอได้พบกับผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์นั้นๆ หรือเดินทางเข้าไปในพื้นที่ของรัฐมอญ กะเหรี่ยง กะฉิ่น  แม้คนชาติพันธุ์บางส่วนจะมองว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสมที่ชาวเมียนมาอย่างซูจี จะสวมใส่ชุดประจำชาติของพวกเขาก็ตาม การเลือกสวมใส่ชุดประจำชาติอยู่เสมอของซูจี ในทางหนึ่งจึงเป็นการบ่งบอกได้เป็นอย่างดีถึงแรงกดดันที่ซูจีต้องแบกรับจากประชาชนของตน ที่ไม่นิยมให้ผู้นำสวมใส่ชุดของชาติอื่น

ผู้หญิงสามคนที่ปรากฏกายบนเวทีการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 35 มีนัยยะหลายระดับ ประการแรก ที่เคยกล่าวกันในสังคมปิตาธิปไตยซึ่งผู้ชายเป็นใหญ่และมีบทบาททางการเมือง ผู้หญิงมักถูกกีดกันออกไปจากพื้นที่สนามการเมือง แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ผู้หญิงไม่ได้ถูกผลักออกไปจากพื้นที่ทางการเมืองภาครัฐ บทบาทของพวกเธออยู่บนพื้นที่ทางการเมืองระดับภาครัฐเสมอมา มิหนำซ้ำยังอยู่ในฐานะศูนย์กลางของโครงสร้างทั้งทางชีวภาพ และอุดมคติด้วยซ้ำ เนื่องจากว่า มดลูก และบทบาทหน้าที่การเป็นแม่ เธอจึงผลิตซ้ำวัฒนธรรมอุดมการณ์ของชาติและมอบประชากรให้กับชาติ เป็นตัวส่งคุณค่าของชาติ ทั้งชาติพันธุ์และประเทศชาติ

ที่สำคัญ นอกจากผู้หญิงที่เป็นภริยาผู้นำจะคอยเป็นผู้สนับสนุนอยู่หลังบ้านให้กับผู้นำ ในขณะเดียวกันในเวทีระดับโลก พวกเธอยังเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรม และประดับตกแต่งเนื้อตัวเพื่อโชว์ของดีประจำชาติ  ในแง่นี้ก็เช่นเดียวกันกับมิสยูนิเวิร์สหรือนางงามตามเวทีต่างๆ ที่ก็แบกรับความเป็นชาติด้วยจริตและสรีระความงาม

ประการที่สอง ในระดับผู้นำหญิงอย่างอองซานซูจี  แน่นอนว่ามองเผินๆ มันคือการเคารพและต้องการนำเสนอวัฒนธรรมผ่านทางเครื่องแต่งกาย แต่อีกนัยหนึ่งมันคือ การยักย้ายถ่ายเทอำนาจในเรื่องของการทหาร เศรษฐกิจ (ที่อาจจะมีน้อยในการต่อรองในเวทีโลก) มาสู่อำนาจของวัฒนธรรม ความเอ็กซอติก ที่ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจการเมืองอาจจะไม่มีหรือไม่เลือกต่อสู้ในประเด็นนี้ เพราะนั่นคือ ‘อำนาจ’ ของสัญลักษณ์หรือภาพตัวแทนของเธอ

ที่มาภาพ: Miss Universe Thailand 2019

แสงสปอตไลต์ที่ฉายลงมาบนผู้หญิงเหล่านี้ย่อมมีแสงสะท้อนกลับมากกว่าผู้นำบุรุษ บ่อยครั้งที่เรื่องรูปลักษณ์ภายนอกตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ทั้งแง่บวกและลบ แบบไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่าจะสาวหรือแก่ อันเป็นส่วนประกอบสำคัญนำไปสู่ภาพลักษณ์ที่จะเสริมภาพพจน์ ดูดีด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ที่มีความสัมพันธ์ทางอำนาจ มีนัยยะแฝงในทางการเมืองเชิง ‘สัญญะ’  ของแต่ละบุคคล ที่ใช้เป็นภาษาสื่อสารตัวตนให้โลกรับรู้

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

Power Dressing: First Ladies, Women Politicians and Fashion (2011) by Robb Young

Gender and Nation (Politics and Culture series) 1st Edition (1997) by Nira Yuvaldavis 

นอกจากผู้หญิงที่เป็นภริยาผู้นำจะคอยเป็นผู้สนับสนุนอยู่หลังบ้านให้กับผู้นำ ในขณะเดียวกันในเวทีระดับโลก พวกเธอยังเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรม และประดับตกแต่งเนื้อตัวเพื่อโชว์ของดีประจำชาติ  ในแง่นี้ก็เช่นเดียวกันกับมิสยูนิเวิร์สหรือนางงามตามเวทีต่างๆ ที่ก็แบกรับความเป็นชาติด้วยจริตและสรีระความงาม

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?