เดินเข้าสภาเพราะไม่ได้ไปตัดผม รังสิมันต์ โรม
  • Talk
  • Aug 21, 2019

ถ้าเปรียบการทำหน้าที่ในสภาเป็นเกม ซึ่งต้องวางกลยุทธ์ กำหนดตัวผู้เล่น และสร้างคาแรกเตอร์ในแต่ล่ะบทบาท รังสิมันต์ โรม บอกเราว่า เขาเปรียบได้กับกลุ่ม Front Line (แนวหน้า) ของพรรคอนาคตใหม่ เป็นพวกสายแทงก์ สายบู๊ที่พร้อมเปิดหน้าชนกับฝั่งตรงข้าม ชอบพูดแทงใจผู้มีอำนาจอย่างตรงไปตรงมา ตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นนักศึกษาทำกิจกรรมการเมือง

ในเว็บไซต์ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เผยแพร่ประวัติส่วนหนึ่งของ รังสิมันต์ ว่า นอกจากดีกรีนิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว เขายังมีคดีความที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง 9 คดี ทั้งยังเคยถูกศาลทหารสั่งขัง 2 ครั้ง ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

“ผมมันตัวเปิดอยู่แล้ว และถ้ามันเป็นเรื่องจริง คงไม่มีใครมาหยุดไม่ให้ผมพูดได้…เวลาอภิปราย สังเกตได้เลยว่าทุกครั้งที่พูดมันจะจี้ไปในใจดำของคนที่มีอำนาจทั้งสิ้น ซึ่งบางคนก็มาเตือนผมว่า พูดแบบนี้เดี๋ยวไม่ได้กลับบ้าน” เขาพูดทีเล่นทีจริงถึงบทบาทในสภา

หากผู้แทน สะท้อนถึงตัวตนของประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือก และสมัยการประชุมนี้ สภาผู้แทนราษฎร์ของไทยก็มี ส.ส.หน้าใหม่เกิดขึ้นมากมาย จากนี้ไปลองฟังทัศนะและตัวตนของส.ส.หน้าใหม่อีกราย ที่ยืนยันว่า เขาไม่มีวันจะพาการเมืองไทยเข้าสู่วังวนเดิมๆ

  • นักกิจกรรมสู่สถานะ สส.

ปีนี้รังสิมันต์ อายุ 27 ปี เขาเกิดที่ จ. ภูเก็ต และพื้นเพแบบคนใต้สังคม ที่มีทั้งร้านกาแฟ หนังตะลุง มโนราห์ ก็หล่อหลอมให้เขาสนใจการเมือง

“ผมเริ่มตั้งคำถามกับ 30 บาทรักษาทุกโรคตั้งแต่อายุไม่กี่ปี ผมถูกหล่อหลอมแบบนี้ ความสนใจทางการเมืองของผมเกิดตั้งแต่อายุยังน้อย แล้วพอเห็นการเมืองของประเทศเราเป็นแบบนี้ ทำให้รู้สึกว่าต้องติดตาม ถ้าเราปล่อยให้คนอื่นพูดแทน เราไม่สามารถเชื่อมั่นได้ว่านักการเมืองที่เราเลือกกันไป เขาจะพูดแทนเราได้ทั้งหมด”

จากนักศึกษาธรรมดาๆ รังสิมันต์ย้อนว่า เขาตกกระไดพลอยโจนไปแสดงออกตามเพื่อน ตามรุ่นพี่ ตั้งแต่เมื่อครั้งเรียนชั้นปีที่ 1 ทั้งที่วันนั้น ความตั้งใจแรกของตัวเองที่เดินออกมาจากที่พักเพื่อจะไปตัดผม พอทำครั้งแรกแล้ว ก็มีครั้งที่สอง จากนั้นเขาก็เริ่มอิน และมักจะตั้งคำถามถึงความไม่เท่ากันของสังคม ซึ่งเริ่มจากหน่วยหนึ่งคือระบอบการศึกษาและมหาวิทยาลัย

“ทำไมประชาชนแต่ละคนมันไม่เท่ากัน ? ทำไมคนที่อยู่ต่างจังหวัดกับคนในกรุงเทพฯ  มันไม่เท่ากัน ? เอาง่าย ๆ เรื่องเวลาก็ไม่เท่ากันแล้ว ถ้าคุณเป็นคนรวย คุณนั่งรถมา มีคนขับรถให้ คุณสามารถทำงานบนรถได้ แต่ถ้าคุณเป็นคนชนชั้นกลาง ถามว่าคุณทำงานบนรถได้ไหม? คุณมีเวลาเท่ากันในเชิงตัวเลข แต่ในความเป็นจริง มันไม่ใช่”

“แน่นอนว่าเวลาเราพูดถึงความเท่าเทียมทางสังคม คนมักจะบอกว่ามันเพ้อฝัน มันจะเท่ากันได้ยังไง แต่ละคนเตี้ย สูง ไม่เท่ากันเลย แต่ผมกำลังพูดว่า ถ้าเราสามารถลดช่องว่างเหล่านี้ ผ่านการสร้างสังคมที่มีคุณภาพ ผ่านสังคมที่มีความเป็นธรรม ทำให้คนที่จนที่สุดกับรวยที่สุดใกล้กันมากขึ้น มันดีกว่าหรือเปล่า?”

“ตอนนั้นเรามีชื่อกลุ่มว่าธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย ชวนกันจัดม๊อบบ้างในมหาลัย ในฐานะที่เราเป็นคนตัวเล็ก ในฐานะที่เราเป็นนักศึกษา ผมเริ่มจากประเด็นง่าย ๆ อย่างการใส่ชุดนักศึกษา ว่าทำไมนักศึกษาต้องใส่เครื่องแบบ แต่ทำไมอาจารย์ถึงไม่ถูกบังคับให้ใส่ชุดข้าราชการ หรืออย่างทรงผม ถ้านักศึกษาถูกบังคับ ตรรกะนี้ก็ต้องใช้บังคับกับอาจารย์ด้วย ถ้าเราใช้ชุดความคิดแล้วบอกว่า การบังคับการแต่งกายเป็นเรื่องที่ถูกต้อง การบังคับตัดผมเป็นเรื่องที่ถูกต้องมันก็ควรจะถูกประยุกต์ใช้กับทุกกลุ่ม ทำไมกลับเลือกปฏิบัติ ผมเลยเริ่มชวนเพื่อนมาทำกิจกรรม จัดเสวนาบ้าง นิทรรศการบ้าง เพื่อทำให้ประชาคมธรรมศาสตร์เขาตระหนักว่าเรื่องใกล้ตัวแบบนี้มันเป็นปัญหาที่ต้องไม่มองข้าม และถ้าเรื่องเล็กยังแก้ไม่ได้ เรื่องใหญ่จะแก้ยังไง”

 “ทุกวันนี้ผมมีคดีความเยอะมาก ผมก็จำไม่ได้แล้วว่ามีคดีจำนวนเท่าไร หลายครั้งไม่สามารถไปศาลได้เพราะตรงกับวันประชุม ก็ต้องขอเลื่อนศาลออกไป และนอกจากทำงานในสภา ส่วนใหญ่ผมจะใช้เวลาไปกับการลงพื้นที่ พูดคุยกับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน และตอนนี้พื้นที่ที่ดูแลมีอยู่จะมีสองพื้นที่หลัก ๆ คือ จ.ภูเก็ต และ จ. นครศรีธรรมราช”

"อย่างที่ จ.ภูเก็ตคือบ้านเกิดผม ผมโตจากที่นั่น ผมใช้เวลาเกือบทุกสุดสัปดาห์ กลับไปบ้านตัวเอง ไปดูว่าสามารถช่วยอะไรชาวบ้านได้บ้าง ปัญหาหลัก ๆ ของภูเก็ตตอนนี้คือที่ดิน ที่ภูเก็ตมีที่ดินที่ใช้สำหรับการเกษตร แต่ลองนึกภาพที่ดินการเกษตรตั้งอยู่บนภูเขา มองไปอีกฝั่งของทะเลเป็นวิวสวยมาก แต่กลับถือครองโดยคนไม่กี่คนที่มีอำนาจในภูเก็ต ดังนั้นในความเป็นจริงเราไม่ได้ถูกส่งมอบไปให้คนยากจน ที่เอาไปใช้ทำการเกษตรจริง ๆ แต่มันถูกเอาไปทำรีสอร์ต ทำโรงแรม ประเด็นเรื่องปฏิรูปที่ดินจึงเป็นเรื่องที่ผมร่วมต่อสู้อยู่”

ส่วนการตัดสินใจเข้าสู่สภา เขา บอกว่า มันเริ่มในคุกที่ สน.ชนะสงคราม และในคุกของ สน.ดินแดง ซึ่งวันนั้นเขาตั้งใจทำกิจกรรมเป็นครั้งสุดท้าย

“ผมจำได้ว่าวันที่ 22 พ.ค. 61 เป็นกิจกรรมครบรอบ 4 ปี รัฐประหาร กิจกรรมนั้นผมรู้สึกว่าเขายึดอำนาจมาตั้ง 4 ปีแล้ว นานจังเลย ผมพยายามเชิญชวนนักการเมือง นักวิชาการ ประชาชนให้มาร่วมกิจกรรมมากที่สุด ผมมีความคาดหวังกับนักการเมืองมากว่าเขาจะร่วมแล้วเปลี่ยนประเทศไทยด้วยกัน ปรากฏไม่มีนักการเมืองมาเลย แล้วผมก็ถูกจับกุมพร้อมกับเพื่อนไปอยู่ในคุกของสถานีตำรวจ”

“ในคืนนั้นผมคิดว่าสิ่งที่เราทำมาทั้งหมด เราทำไปเพื่ออะไร สมมติว่าประชาธิปไตยเกิดขึ้นจริง แล้วเรามีนักการเมืองกลุ่มเดิมเข้าสู่สภา คำถามคือแค่นี้มันเปลี่ยนประเทศไทยได้จริงเหรอ ผมได้คำตอบว่าถ้านักการเมืองกลุ่มเดิมคงไม่สามารถปกป้องสิ่งที่ผมและเพื่อนทำมา แล้วทำให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยต่อไปได้ ผมขอเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองแบบรัฐสภาเองแล้วกัน”

“ผมใช้พื้นที่ตรงนี้เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะไม่กลับไปจุดเดิม เราต้องยอมรับว่าการที่ไทยเกิดรัฐประหารแล้วประชาชนถูกปล่อยให้สู้เพียงลำพัง มันเกิดจากการที่นักการเมืองอยู่เฉย ๆ ผมจะเข้ามาตรงนี้แล้วไม่ทำแบบเดียวกัน ผมเชื่อว่าถ้าเราลองพยายามสู้อย่างเต็มที่ การเป็นนักการเมืองมันก็มีอภิสิทธิ์บางอย่าง คุณได้อภิสิทธิ์มาจากประชาชน คุณใช้มันสู้เพื่อประชาธิปไตยมันก็น่าจะเป็นไปได้ ผมเลยได้ข้อสรุปกับตัวเองว่าอยากเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ผมเลยตัดสินใจเข้ากับพรรคอนาคตใหม่”

  • เบื้องหลังของนักเคลื่อนไหว

กว่าจะเป็นนักทำกิจกรรมที่หลายคนต้องฟังถึงประเด็นที่เขาอยากสื่อสาร  รังสิมันต์ บอกว่า เขาขัดแย้ง กับที่บ้านมาตลอด เพราะที่บ้านเองก็ตั้งคำถามกับเขาเช่นกัน

“ทุกคนไม่อยากให้ผมมีปัญหา ไม่อยากให้ผมไปทะเลาะกับใคร บางอย่างเขาก็คิดว่าเราทำถูกนะ แต่ธรรมเนียมมันเป็นแบบนี้มา จะไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้ การทำงานทางความคิดกับที่บ้านหนักมาก เพราะมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน มันมีจุดอ่อนไหวที่บางเรื่องพูดไม่ได้ บางเรื่องต้องพูดแบบรักษาน้ำใจ”

ถึงอย่างไรก็ตามตอนนี้เขาปลดล็อคได้แล้ว และครอบครัวเขาก็มีความเข้าใจกันดี ทุกวันนี้ครอบครัวสนับสนุนเขาทำงานอย่างเต็มที่ และชีวิตด้านอื่นของรังสิมันต์ก็ไม่ได้แห้งแล้งเสียทีเดียว เขามีกลุ่มเพื่อนที่นัดทานข้าวกัน มีแฟนสาวนักกิจกรรมชาวอินโดนีเซียเป็นกำลังใจให้ และสำหรับความรักแบบหนุ่มสาว ตอนนี้รังสิมันต์คบกับแฟนสาวนักกิจกรรมชาวอินโดนีเซีย

“เขาสนับสนุนผมดี เขาก็เป็นนักกิจกรรมที่อินโดฯ เราก็แลกเปลี่ยนความเห็น การเมือง เปรียบเทียบกัน ไทย-อินโดตลอดเวลา หากเราทำอะไรที่สุ่มเสี่ยงเขาก็มีเตือนบ้าง ในมุมมองของแฟนผม ถ้าสิ่งที่เราทำไปแล้วทำให้เราเสียชีวิต ถูกทำร้าย มันไม่มีประโยชน์เพราะมันจะทำให้สังคมกลัวที่จะพูดความจริง เขาจะบอกเสมอว่า “ทำไปเถอะแต่อย่าตาย อย่าพิการนะ” เพราะถ้าขนาดนั้นมันจะทำให้สังคมไทยถอยหลังไปกว่าเดิม หากคุณไม่สามารถสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนได้เลย นั่นเท่ากับว่าสังคมวันนี้มันไม่ก้าวหน้าขึ้นเลย”

“ผมเองก็มีชีวิตแบบคนทั่วๆ ไป ไปกินข้าวคนเดียว เดินไปไหนมาไหนตามใจ แต่ก็มีบางคนบอกผมเหมือนกันให้ระวัง... เวลาผมอภิปรายที่ส่งผลร้ายต่อรัฐบาลเยอะ ก็มาบอกว่าไปไหนมาไหนคนเดียวต้องระวังหน่อย แต่ผมยังทำอยู่ คือโอเคผมต้องระวังมากขึ้น แต่ผมยังรู้สึกว่า ชีวิตผม เป็นตัวแทนของประชาชนนะ ประชาชนเขากินยังไง ผมก็ต้องไปเข้าใจชีวิตแบบนั้นไปขึ้นรถสาธารณะ ดูว่าการเดินทางเป็นแบบไหน สะดวกไหม? ผมไม่ได้มีฐานะที่ดี ผมเริ่มจากติดลบ การใช้ขนส่งสาธารณะยังเป็นเรื่องจำเป็น การกินข้าวแกงข้างถนน ในรถเมล์ รถไฟฟ้าก็ใช้อยู่ปัจจุบัน แต่ต้องระวังตัวหน่อย”

“ผมทำงานเต็มที่ แต่ถ้าถึงเวลาพัก ผมก็จะพัก เปิดซีรีส์ดู หาเวลาไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อน บางทีเราทำงานการเมืองมากๆก็เครียดนะ ผมขึ้นมอไซค์รับจ้าง หลังจากประชุมเสร็จ ผมก็อยากจะผ่อนคลายบ้าง แต่มอเตอร์ไซค์ก็ชวนผมคุยเรื่องการเมืองอยู่ (หัวเราะ)  ถามว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นอย่างไร จะยุบสภาเมื่อไร อนาคตใหม่จะโดนยุบหรือเปล่า มีแต่คนถามแบบนี้ จะให้ผมทำยังไงผมก็มีเรื่องอื่นที่สนใจ ไม่รู้สิ... เวลาคนเจอหน้าผมคิดแต่เรื่องฝ่ายค้าน คิดถึงว่าผมต้องมีอะไรพูดถึงพล.อ.ประยุทธ์ บางทีผมก็เอียนเหมือนกัน ผมก็เป็นคนธรรมดา ทำไมไม่มีคนมาถามบ้าง ประชุมสภาดึกดื่น จะเอาเวลาไหนให้แฟน (หัวเราะ)"

 

  • ถ้าไม่มีรัฐประหาร

รังสิมันต์ บอกว่า ถ้าไม่มีรัฐประหารเมื่อปี 2557 ก็คงไม่มีเขาในวันนี้  และถ้าไม่มีพรรคอนาคตเขาก็คงจะเรียนต่อเพื่อวางอนาคตไว้เป็นอาจารย์

“ผมอยากเป็นอาจารย์ คนที่พูดประโยคนี้ แล้วผมยังใช้ถึงปัจจุบันคือ อาจารย์กิตติศักดิ์ (รศ.ดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์) เขาบอกว่า การเป็นอาจารย์คือการได้ทำงานกับอนาคต ผมอยากทำงานกับอนาคต ผมอยากทำงานกับคนรุ่นใหม่ ปีที่แล้วมีเด็กเกิดใหม่ 3 แสน คน วันนี้มีประชากรอยู่ 65 ล้านคน อัตราการเกิดน้อยลงทุกปี ถ้าเราไม่ทำให้คนเกิดใหม่เหล่านี้มีคุณภาพ อนาคตของประเทศคงมืดมนจริงๆ "

อนาคตที่อยากจะสร้าง รังสิมันต์ บอกว่า หมายถึงคืออนาคตที่มีความยุติธรรม และคุณภาพชีวิตพื้นฐานไม่ขึ้นอยู่กับความรวยหรือจน

 “เวลาเจ็บป่วย หรือมีสมาชิกครอบครัวแก่ชรา เราไม่ต้องนั่งห่วงว่าเขาจะมีชีวิตลำบาก หรือเข้าถึงการรักษาได้แค่ไหน ผมอยากเห็นไทยที่เสมอภาค ลดช่องว่างคนรวยกับคนจนให้มากที่สุด ผมเป็นคนที่รังเกียจคนที่เกิดมามีอภิสิทธิ์มากกว่าคนอื่น รับไม่ได้กับการเกิดมาแล้วได้อภิสิทธิ์ ลองคิดดูว่าแม่ค้าที่ขายอาหาร Street Food ซึ่งเป็นสิ่งที่เชิดหน้าชูตาการท่องเที่ยว แต่เขาจะได้เม็ดเงินจากการค้าขายสักเท่าไร เมื่อเทียบกับนายทุน ผมอยากเห็นประเทศที่มันเป็นของเราจริงๆ และการจะให้มันเกิดขึ้นได้ไม่ใช่เรารออัศวินขี่ม้าขาวมาช่วย แต่เราต้องทำ “

“ผมไม่ได้เกลียดชังใครเป็นการส่วนตัวนะ บางคนผมว่าเราก็สามารถคุยกันได้ เอาแบบนี้ ผมเจอคนในฝั่งพรรคประชารัฐผมก็ยกมือไหว้สวัสดี ผมมีโอกาสเจอหลายคนอย่างเมื่อไม่นานมานี้ ผมได้มีโอกาสพบ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ในงานสโมสรสันนิบาต ท่านไม่คุยกับผมเลย (หัวเราะ) แต่ภรรยาแกคุยกับผมดีนะ แล้วก็ชี้แจงกับผมว่าบ้านพักที่ตั้งในค่ายทหาร ทำเอาไว้เพื่อรับเอกสารเฉยๆ เรื่องนี้ก็ดีเบตกันในทางข้อมูลแต่ว่ากับบางคนก็ยังพอคุยได้ และพูดตรงๆ โดยเนื้อหาสาระเขาเห็นด้วยกับผมเยอะนะ แต่อาจจะมีปัจจัยอื่นทำให้เขาพูดไม่ได้”

มีคนถามผมว่า พอผมเป็น ส.ส.แล้วจะเปลี่ยนไปไหม ผมยืนยันนะว่าเหมือนเดิม ผมเป็นคนเดิม แต่โตขึ้น ก่อนหน้านี้อาจจะเลือดขึ้นหน้า พร้อมลุย พร้อมชนเต็มที่ แต่วันนี้ผมต้องหาวิธีในการสื่อสาร เพื่อให้เขาฟังผม และเวลาที่ผมพูดไม่ได้ต้องการสื่อสารไป คสช.อย่างเดียวแล้ว แต่ต้องการสื่อสารไปประชาชน ขอให้มั่นใจว่า ความรู้สึกของการอยากเห็นสังคมไทยเปลี่ยนแปลงเป็นของทุกคนจริง ๆ ไม่เคยเปลี่ยน หากวันใดที่เห็นว่าผมไม่ได้ทำหน้าที่นี้เท่าที่ควรก็ขอให้บอกให้ผมรู้ตัวด้วย

และท้ายที่สุด

"ผมยืนยันจะพูดตรงไปตรงมา พูดในความจริงแม้ว่าส่วนใหญ่ของการพูดของผมผู้มีอำนาจไม่อยากได้ยินก็เถอะ"

อนาคตที่อยากจะสร้าง สำหรับ รังสิมันต์ โรม คือ อนาคตที่มีความยุติธรรม และคุณภาพชีวิตพื้นฐานไม่ขึ้นอยู่กับความรวย หรือ ความจน

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์