ประชาชนต้องต่อสู้กับความทุกข์ยากและยากจนที่รัฐมอบให้
  • Social
  • Oct 27, 2019

กว่าครึ่งเดือนแล้วที่สมัชชาคนจน เครือข่ายสังคมที่มีความเคลื่อนไหวมายาวนานและมีเครือข่ายทั่วประเทศ มาชุมนุมอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาที่ดิน ที่เป็นปัญหาเรื้อรังมาตั้งแต่ปี 2535 และปัญหาที่ดินที่เกิดขึ้นใหม่ ซึ่งแบ่งเป็น 5 กลุ่มหลัก 35 กรณีย่อย เช่น ปัญหาเขื่อนปากมูล เขื่อนราษีไศล เขื่อนหัวนา และกลุ่มปัญหาใหม่ โดยเฉพาะข้อกังวลการผ่าน ร่าง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ 2562 ที่จะมีผลบังคับใช้กลางเดือน พ.ย.นี้ จะส่งผลกระทบต่อชาวบ้านหลายหมื่นครอบครัวที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ทำกินทั่วประเทศ

ที่ผ่านมาท่านนายกฯ ให้ความเห็นหลายครั้งว่าปัญหาต่างๆ มาจากรัฐบาลก่อนหน้า (แม้ว่ารัฐบาลก่อนหน้าก็คือรัฐบาลประยุทธ์ 1 อยู่ดี) แต่ครั้งนี้หากท่านจะพูดแบบนี้อีกท่านมาถูกทางแล้ว เพราะปัญหาความทุกข์ยากของประชาชนที่ปักหลักรอเจอท่านนายกฯ เป็นผลจากทิศทางและนโยบายการพัฒนาของรัฐเอง และปัญหาส่วนหนึ่งก็มาจากผลพวงนโยบายของ คสช. ด้วย เช่น นโยบายทวงคืนผืนป่า

นับตั้งแต่มีสมัชชาคนจนขึ้นในปี 2538 ขบวนการเคลื่อนไหวนี้ก็ได้มีบทบาทเคลื่อนไหวสำคัญอยู่หลายครั้ง ตั้งแต่ก่อตั้งในสมัยรัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา และเรื่อยมาทุกรัฐบาล การใช้พลังมวลชนเป็นแนวทางการเคลื่อนไหวต่อสู้ โดยการรวมกลุ่มผู้ได้รับความเดือดร้อน เดินขบวน หรือชุมนุมประท้วงอย่างสันติ ก็เพื่อหวังกดดันให้รัฐบาลเปิดเวทีเจรจาอย่างเสมอหน้า เพื่อให้มีการดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

ในด้านการเมือง การชุมนุมได้ก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ภายในกลุ่มผู้ชุมนุม ทำให้ชาวบ้านเห็นว่า ตนเองมีอำนาจ และอำนาจของตนเกิดจากการร่วมกันต่อสู้ การเดินทางมายังใจกลางศูนย์อำนาจก็เพื่อให้สังคมเห็นถึงความทุกข์ยากของพวกเขา

นอกจากการกดดันเรียกร้องรายประเด็นที่สมัชชาคนจนกำลังเผชิญอยู่ การเรียนรู้นี้เองที่สมัชชาคนจนได้เสนอปรับแก้รัฐธรรมนูญ กฎหมายที่เป็นตัวบอกความสัมพันธ์ระหว่างคนภายในรัฐ “ประชาธิปไตยที่กินได้ การเมืองที่เห็นหัวคนจน” คือ คำกล่าวที่สมัชชาได้หยิบยกขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างของทั้งประเทศ ส่วนหนึ่งมองว่าการให้ ส.ว. ที่เป็นคนที่ประชาชนไม่ได้เลือกมีอำนาจมาก กลไกตัวแทนประชาชนในระบบรัฐสภาจึงไม่ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ต้องการให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดกรอบอำนาจผู้แทนฯ ให้ชัดเจน กฎหมายต้องปรับปรุงตามเวลา แต่หลักการสิทธิเสรีภาพสมควรยืนอยู่

แก่นหลักของการแก้ไขความเหลื่อมล้ำ คือ การกระจายอำนาจ กระจายทรัพยากร

การให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และนโยบายชิม ช็อป ใช้ ที่มีเฟส 2 ออกมา ได้แตะแก่นของปัญหาของพี่น้องประชาชนจริงหรือไม่ จนนำไปสู่การที่สมัชชาเรียกร้องให้มีรัฐบาลที่เป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อเป็นตัวแทนสะท้อนความต้องการของพวกเขา และการเมืองแบบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ประชาชนสามารถกำกับการบริหารของรัฐบาลได้ จะลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และสังคม

“ความต้องการการมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายและแนวทางการพัฒนาไม่ใช่เรื่องใหม่ และดูเหมือนเป็นสิ่งที่ต้องต่อสู้ได้มา”

ตัวอย่าง ขบวนการในเคนยา คือ Shining hope for communities (Shofco) เป็นแนวหน้าของการเคลื่อนไหวระดับรากหญ้าเพื่อการเปลี่ยนแปลงชุมชนแออัดในเมืองต่างๆ โดยเฉพาะชุมชน Kibera ชุมชนแออัดที่ใหญ่ที่สุดในกรุงไนโรบี ที่สื่อต่างชาติใช้คำว่า Slum กันเลยทีเดียว

ผู้คนในชุมชนนี้ทำงานหนักต่อเนื่องหลายวัน พวกเขาจ่ายค่าเช่าในอัตราที่สูงลิ่วสำหรับเพิงอันแสนบอบบางบนพื้นที่ที่เป็นของรัฐบาล หรือไม่ก็ครอบครองโดยบรรดาเจ้าของที่ดิน พวกเขาไม่มีการบริการพื้นฐาน และการเก็บภาษีมาในรูปของการคุ้มครองเงิน ที่ตำรวจ และแก๊งต่างๆ เรียกร้อง แต่ละวันคือ การดิ้นรนหาเงิน และอาหารให้พอเพื่อวันข้างหน้า ในขณะที่ไฟฟ้า น้ำสะอาด สุขา สาธารณะสุข และโรงเรียนก็ไม่มี หรือไม่ก็ไม่สามารถเข้าถึงผู้อยู่อาศัยได้ทุกคน

ขบวนการทำงานร่วมมือกันกับผู้นำชุมชนภายใต้โครงการ Shofco Urban Network (Sun) ที่ให้ผู้นำชุมชนรับผิดชอบวาระการพัฒนาสลัมเสียเลย บทบาทของโครงการนี้คือมีกลไกการจัดระเบียบช่วยผู้อยู่อาศัยในชุมชนแออัดจัดตั้งองค์กรการกุศล และช่วยเจ้าหน้าที่รัฐในการรับผิดชอบ สิ่งนี้แหละที่เป็นการให้อำนาจกลับสู่ประชาชน

 

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

“เหล้าเก่าในขวดใหม่” ดื่มอำนาจนิยมยี่ห้อ “ทวงคืนผืนป่า”

http://www.bottomlineis.co/Politics_Forest_and_Government

 

การต่อสู้กับอุปสรรคในการพัฒนาชุมชนแออัดนั้น ความสำคัญอยู่ที่ใครเป็นคนกำหนดวาระ และใครเป็นคนทำงานมากกว่า แต่คนในระดับรากหญ้า หรือ องค์กรท้องถิ่นยังคงอยู่แค่ชายขอบของการกำหนดทิศทาง แต่ใครจะรู้จักปัญหาดีเท่าคนที่อยู่ในพื้นที่ จึงเป็นความจำเป็นที่ต้องหยุดระบบที่ทำให้คนยากจน และชุมชนเป็นผู้รู้ดีที่สุดว่าจะทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ

โครงการนี้ผู้นำชุมชนจะมีหน้าที่เหมือนสภาชุมชน ส่งเสริมความสงบและสันติภาพ มีการทำงานร่วมกันในด้านสังคม เช่น ชาติพันธุ์ และชนเผ่า มีการจัดระเบียบชุมชนให้สะอาด การศึกษา และการตระหนักถึงวัฒนธรรมผ่านศิลปะ โครงการ Sun ยังคงร่วมมือกับนักการเมืองเพื่อกดดันความรับผิดชอบต่อข้อสัญญาที่หาเสียงไว้

นอกจากนี้ใครๆ ก็สามารถเป็นสมาชิกโครงการนี้ได้ และยังสามารถเข้าถึงทรัพยากรด้านเศรษฐกิจพื้นฐาน เพราะโครงการได้ฝึกฝนสมาชิกชุมชนให้จัดตั้งกลุ่มเงินกู้ และการออม ซึ่งปีที่แล้วสมาชิกกว่า 8,000 คนมีการกู้ยืมเงินระหว่างบุคคลต่อบุคคลกว่า 200,000 ดอลลาร์ เครือข่ายสาธิตให้เห็นว่าการคืนศักดิ์ศรี และการเพิ่มขีดความสามารถประชาชนเป็นจริงได้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการช่วยเหลือ โมเดลการเพิ่มขีดความสามารถด้วยตนเองมุ่งเป้าที่การเป็นแรงบันดาลใจให้กับคลื่นลูกใหม่ของผู้นำชุมชนที่ต้องการสร้างอนาคตที่ดีขึ้นสำหรับชุมชนของพวกเขา

ขบวนการเคลื่อนไหวนี้มองว่า ถึงเวลาแล้วที่ผู้คิดนโยบายจะตะหนักถึงความชอบธรรม และการปฏิวัติอำนาจของชุมชนบนพื้นฐานความเป็นผู้นำ เมื่อเพิ่มขีดความสามารถของชุมชนแออัดต่างๆ ให้ออกแบบโครงการขนาดใหญ่และนโยบายต่างๆ ได้ ก็จะมีโอกาสแก้ไขปัญหาสลัมให้ดีขึ้น เท่านั้นก็จะปลดล็อคความหวังที่สร้างแสงสว่างให้แก่ประชาชน

กลับมาที่ประเทศไทย สมัชชาคนจนมีมากว่า20 ปี ผลงานของเครือข่ายมีมากมายไม่หวาดไม่ไหว จนได้แต่สงสัยว่าการออกนโยบายพัฒนาได้ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากน้อยแค่ไหน เพราะตั้งแต่ปี 2538 เป็นต้นมา คนชายขอบของการกำหนดนโยบายได้ผลักดันยกเลิกการสร้างเขื่อนถึง 4 เขื่อน คือ เขื่อนแม่ละเมา จ.ตาก เขื่อนสายบุรี จ. ยะลา เขื่อนคลองกลาย จ.นครศรีธรรมราช เขื่อนรับร่อ จ.ชุมพร และจ่ายค่าชดเชยอีก 7 เขื่อน รวมถึงหลายกรณีที่ยังไม่ได้รับค่าชดเชยจากการสร้างเขื่อน ด้านปัญหาป่าไม้ ก็มีกรณีปัญหารัฐประกาศเขตป่าหรือที่ดินสาธารณะทับที่ดินชาวบ้าน ต้องมาเฝ้ากันอยู่หน้าทำเนียบหลายครั้งหลายหน และมีผลงานคือผลักดัน พ.ร.บ. ป่าชุมชน และอีกเยอะแยะมากมาย

สิ่งที่ทุกรัฐบาลจะต้องทำคือฟังเสียงของประชาชนจริงๆ เพื่อหาทางแก้ไข และการแสดงความจริงใจในการแก้ปัญหาอย่างที่สมัชชาเรียกร้องก็เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่ผู้มีอำนาจการตัดสินใจเชิงนโยบายจะต้องเข้ามา ไม่ใช่ปล่อยให้ชาวบ้านนั่งอยู่หน้าที่ทำงานมากว่าครึ่งเดือน

ยิ่งปล่อยไว้นาน ยิ่งสะท้อนศักยภาพของรัฐบาลว่าไร้ความสามารถ ปราศจากความจริงใจ ให้ชาวบ้านนำพวงหรีดมาให้แทนดอกไม้ชื่นชม

 

 

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

“เหล้าเก่าในขวดใหม่” ดื่มอำนาจนิยมยี่ห้อ “ทวงคืนผืนป่า”

http://www.bottomlineis.co/Politics_Forest_and_Government

อ้างอิง

https://ilaw.or.th/node/5421

https://www.theguardian.com/global-development/commentisfree/2019/aug/07/i-spent-21-years-of-my-life-angry-before-i-realised-we-in-the-slums-must-lead-change

http://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%99

 

 

ความต้องการการมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายและแนวทางการพัฒนาไม่ใช่เรื่องใหม่ และดูเหมือนเป็นสิ่งที่ต้องต่อสู้ได้มา

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?