“ฟาร์มไก่” วัดมาตรฐานทวงคืนผืนป่า
  • Social
  • Nov 15, 2019

นโยบายทวงคืนผืนป่าเป็น 1 ในนโยบายหลักของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คสช. ฉบับที่ 64/2557 และฉบับที่ 66/2557

วัตถุประสงค์หลักของนโยบายนี้ก็เพื่อเพิ่มพื้นทีป่า มีเป้าหมายทวงคืนพื้นที่ป่าจากการรุกล้ำของนายทุน ซึ่งตั้งแต่นโยบายออกมาพื้นที่ป่าและจำนวนคดีการบุกรุกก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่การดำเนินคดีที่เป็นนายทุนจริงๆ ไม่เด่นชัดเท่าคดีที่ชาวบ้านทำกิน และอยู่อาศัยทับซ้อนกับเขตป่า

ถ้าการดำเนินคดีเกิดขึ้นกับนายทุนจริงๆ ผลกระทบต่อนายทุนไม่ได้เป็นสิ่งที่ต้องกังวล แต่การดำเนินคดีกับชาวบ้านทำให้ได้รับผลกระทบต่อที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน เป็นสิ่งที่มีการถกเถียง และนำเสนอทางออกอย่างป่าชุมชน การอยู่ร่วมกันไว้เยอะแยะมากมาย แต่ก็ยังไม่นำไปสู่ทางออกร่วมกัน ชาวบ้านยังคงถูกลงโทษประหนึ่งเป็นอาชญากร

ปัญหาที่ทำกินของชาวบ้านทับซ้อนกับพื้นที่ป่ามีอยู่ทั่วประเทศ และยังไม่ได้รับการแก้ไขเป็นรูปธรรม ถูกซ้ำเติมด้วยการออกนโยบายทวงคืนผืนป่าที่แม้ว่า จะมีวัตถุประสงค์ที่ดี แต่ในทางปฏิบัติกลับยิ่งตอกย้ำปัญหาที่ชาวบ้านกำลังประสบ ที่ผ่านมาการดำเนินคดีบุกรุกป่ามีน้อยนักที่จำเลยจะชนะคดี เพราะขาดเอกสารสิทธิที่ดินทำกิน

การไร้เอกสารสิทธิ และไร้ที่ทำกินก็เป็น 1ในปัญหาที่ดิน ปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย

กรณี 14 ชาวบ้านซับหวาย จ.ชัยภูมิ 

ถูกศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตัดสินจำคุกและปรับ หลังไม่ยอมย้ายออกจากที่ดินของตน ตามนโยบาย 'ทวงคืนผืนป่า' ทนายระบุปัญหาเริ่มจากการตกสำรวจที่นำไปสู่การไม่มีเอกสารสิทธิรับรอง และข้อต่อสู้ทางคดีที่ศาลไม่รับพิจารณา

กรณีชาวบ้านชุมชนบ่อแก้ว จ.ชัยภูมิ 

ศาลฎีกาสั่งให้ออกจากพื้นที่ ข้อหาบุกรุกเขตป่าสงวนห่งชาติป่าภูซำผักหนาม ขณะที่มีข้อพิสูจน์ว่าองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้รุกที่ดินทำกินของชาวบ้าน ขั้นตอนแก้ไขกรณีนี้เหลือเพียงการตัดสินใจเชิงนโยบายเท่านั้น

กรณีเจ้าหน้าที่รัฐไล่รื้อ – ฟันสวนยางชาวบ้าน จ.สกลนคร 

ชาวบ้านที่อยู่อาศัยรอบเขตอุทยานแห่งชาติภูผาเหล็ก เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าบะยาว ป่าหัวยางคำ ป่าหนองกุงทับม้าและป่าหนองหญ้าไชย ซึ่งมีพื้นที่รอยต่อ 3 จังหวัด คือ อำเภอนิคมน้ำอูน จังหวัดสกลนคร อำเภอวังสามหมอจังหวัดอุดรธานี และอำเภอสามชัยจังหวัดกาฬสินธุ์ ไม่มีเอกสารสิทธิ์ครอบครอง แต่มีใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ ถูกดำเนินคดีข้อหาบุกรุกป่า

เมื่อมาถึงกรณีของ คุณปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. พรรคพลังประชารรัฐ ที่ถูก นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบที่ดินกว่า 1,700 ไร่ ที่ตั้งฟาร์มเลี้ยงไก่ ใน จ.ราชบุรี ว่ารุกล้ำพื้นที่ส.ป.ก. และเขตป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่นั้น จะมองเป็นเกมการเมืองถูกกลั่นแกล้งไม่ได้

เพราะการใช้กฎหมายต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน กฎหมายยึดตัวบทไม่ใช่ยึดตัวบุคคลว่าผู้ได้กระทำได้หรือไม่ได้ ผิดก็ว่าไปตามผิด หากถือครองอย่างถูกกฎหมายต้องมีหลักฐานยืนยัน และคุณปารีณาก็ไม่จำเป็นต้องกลัวอะไรหากมีสิทธิในที่ดินเหล่านั้นอย่างชัดเจน

สิ่งที่สังคมต้องการเห็น คือแนวทางการตรวจสอบอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา ไม่เลือกปฏิบัติ แม้จะเป็นผู้มีอำนาจ อีกทั้งยังสังกัดพรรคเดียวกันกับ ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ ซึ่งคาดหวังว่าจะทำงานเพื่อพิสูจน์หาข้อเท็จจริงกรณีนี้ เพราะในฐานะ รมช.เกษตรแล้ว ปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกรเป็นเรื่องใหญ่ และหากพื้นที่ทับซ้อนกับพื้นที่ป่าจะดำเนินการอย่างไร

เรียกว่างานนี้ใครก็ช่วยส.ส.ราชบุรีไม่ได้ นอกจาก อัตตาหิ อัตตโนนาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน มีเอกสารอะไรก็รีบๆ ออกมาชี้แจงเสียดีกว่า

 

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

“เหล้าเก่าในขวดใหม่” ดื่มอำนาจนิยมยี่ห้อ “ทวงคืนผืนป่า”
 

กฎหมายยึดตัวบทไม่ใช่ยึดตัวบุคคลว่าผู้ได้กระทำได้หรือไม่ได้ ผิดก็ว่าไปตามผิด หากถือครองอย่างถูกกฎหมายต้องมีหลักฐานยืนยัน และคุณปารีณาก็ไม่จำเป็นต้องกลัวอะไรหากมีสิทธิในที่ดินเหล่านั้นอย่างชัดเจน

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์