“เหล้าเก่าในขวดใหม่” ดื่มอำนาจนิยมยี่ห้อ “ทวงคืนผืนป่า”
  • Social
  • Aug 26, 2019

เคยตั้งคำถามกับตัวเองกันไหมว่า ถ้าไม่มีบ้านอยู่  หรือไม่มีแม้แต่ที่ดินเป็นของตนเองจะทำอย่างไร คนทำงานออฟฟิศอาจจะนึกภาพไม่ออกเพราะมีงานที่ได้เงินเดือน ที่อยู่ยังพอสามารถเช่าห้องพักอยู่ได้ แต่ถ้าสมมติเหตุการณ์ขึ้นมาว่า วันหนึ่งรัฐมองว่าตำแหน่งของออฟฟิศ และที่พักของคุณเหมาะที่จะสร้างสวนธารณะ จึงมีกฎหมายขอเวรคืนพื้นที่ ออฟฟิศเลยปิดตัวลง รายได้คุณไม่มี ซ้ำร้ายห้องพักก็ไม่อยู่ ทางออกของคุณคืออะไร?

หาลู่ทางใหม่ไปประกอบอาชีพอื่น แต่คุณก็ไม่รู้ว่าในอนาคตอาชีพใหม่จะเป็นอย่างไรใช่หรือไม่ หรือจะต่อสู้ว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นออฟฟิศและที่พักของฉันมาก่อน ฉันควรจะมี “สิทธิ” บริหารจัดการพื้นที่ตรงนี้ด้วยเช่นกัน

ปัญหาเหล่านี้กำลังเกิดกับประชาชนในเขตพื้นที่ทับซ้อนกับอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ จากนโยบายทวงคืนผืนป่า หรือคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 64/2557 ที่มีเป้าหมาย เพิ่มพื้นที่ป่าเป็น 40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งปัญหาการแย่งยึดที่ดินโดยรัฐเป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชาวบ้าน และส่งผลกระทบต่อประชาชนมานานแล้วก่อนที่จะมีคำสั่งคสช. ออกมา

การบริหารทรัพยากรป่าไม้ที่ผ่านมามีลักษณะแนวคิด “อำนาจนิยม” คือผูกขาดการบริหารจัดการทรัพยากรโดยหน่วยงานรัฐเป็นหลัก พื้นที่การมีส่วนร่วมของประชาชนถูกจำกัด

และดูเหมือนว่าแนวคิดนี้ไม่ได้จางหายไปไหน โดยลองย้อนกลับไปในนโยบายป่าไม้แห่งชาติ ปี2528 มีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ 40 เปอร์เซ็นต์ จะเห็นว่าเหมือนกันกับคำสั่งคสช.ที่ 64/2557 ซึ่งการออกนโยบายที่มีรากฐานจากแนวความคิดเดิมคือมีลักษณะอำนาจนิยม ผลกระทบที่ตกอยู่กับประชาชนก็คงไม่แตกต่างไปจากเดิม

ความต้องการที่อยากจะให้พื้นที่ป่าเพิ่มมากขึ้นเป็นเป้าหมายที่ดี แต่วิธีการจัดการเปรียบเหมือน “เหล้าเก่าในขวดใหม่ ระดับ 40 ดีกรี” เหล้านั้นเก่าด้วยแนวความคิดการบริหารจัดการแบบเดิมๆ ในชวดใบใหม่ที่เรียกว่านโยบายทวงคืนผืนป่าเท่านั้น โดยมีระดับแอลกอฮอล์ คือ 40 เปอร์เซ็นต์ที่ต้องได้พื้นที่ป่าคืนมา

เมื่อดื่มเหล้าขวดนี้แล้วจะรู้สึกว่ารสชาติของแนวคิดอำนาจนิยมนั้นเข้มข้นกว่าเดิม เพราะนอกจากกฎหมายป่าไม้เดิมที่เป็นเครื่องมืออยู่แล้ว คือ พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484, พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504, พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507, พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535  คำสั่งคสช.ที่64/2557 ได้เพิ่มอำนาจรัฐ โดยให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ติดตามการดำเนินการ และให้กระทรวงกลาโหม มหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย กองกำลังป้องกันชายแดนของกองทัพบก และกองทัพเรือ ดำเนินการปราบปรามและจับกุมผู้บุกรุก

ซึ่งคำสั่งนี้ยังคาดโทษกับเจ้าหน้าที่หากปล่อยปละละเลย จะต้องถูกดำเนินการทั้งทางวินัย และทางอาญาเด็ดขาดโดยทันที แต่ในคำสั่งไม่ปรากฏการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีเนื้อที่ป่า อยู่ 102,488,302 ไร่  หรือ 31.68 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับรัฐต้องเพิ่มพื้นที่ป่าอีก 8.32 เปอร์เซ็นต์

พื้นที่ที่จะต้องทวงคืนที่เหลือนี้จะเป็นพื้นที่ไหน และจะนำไปสู่ความขัดแย้งของชาวบ้านในพื้นที่นั้นหรือไม่เป็นเรื่องที่รัฐจะต้องพิจารณา เพราะด้วยวิธีการจัดการแบบโบราณ ใช้กระบวนการทางกฎหมายและอำนาจรัฐเป็นเครื่องมือเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ให้คุณแก่ประชาชนที่เป็นเพียงชาวบ้านที่บุกเบิกพื้นที่มานานก่อนเป็นพื้นที่ป่า ไม่ได้มีเจตนาบุกรุก แต่ให้โทษประหนึ่งเป็น “อาชญากร” ซึ่งบทลงโทษผู้ที่ยึดถือหรือครอบครองที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ตามพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ต้องระวางโทษจำคุก 4-20 ปี หรือปรับ 400,000 -2,000,000 บาท  หรือทั้งจำทั้งปรับเลยทีเดียว

การจัดการพื้นที่ป่าด้วยลักษณะแนวคิด และวิธีการเช่นนี้ไม่ได้สอดคล้องกับสังคมที่เปลี่ยนแปลง แต่สนใจแค่จำนวนพื้นที่ที่ต้องทวงคืนมา ไม่ได้คำนึงถึงเรื่อง “สิทธิที่ดินทำกิน” อันเป็นรากเหง้าปัญหาความขัดแย้งของรัฐกับประชาชนเลยแม้แต่น้อย ความขัดแย้งจึงรอที่จะปะทุขึ้นได้ทุกที่ตลอดเวลาเพราะปัญหาเรื่องป่าทับที่ของราษฎรมีกระจายอยู่ทั่วประเทศ

เหล้าใหม่ที่อยากให้รัฐลิ้มลอง คือ การบริหารจัดการป่าไม้ร่วมกัน ที่บรรจุในขวดใบใหม่ คือ ระบบกรรมสิทธิ์ร่วม พร้อมกับรสชาติที่น่าจะถูกปากทุกฝ่าย คือ การมีกติการ่วมกันที่จะดูแลพื้นที่ ให้ชาวบ้านเป็นผู้ดูแลป่าและเพิ่มพื้นที่ป่าด้วย

เหล้าขวดนี้อาจจะแปลกใหม่สำหรับรัฐ แต่รสชาติน่าจะตรงกับเป้าหมายของรัฐ ในการเพิ่มพื้นที่ป่าโดยไม่ต้องไปทะเลาะเบาะแว้งกับชาวบ้าน และชาวบ้านก็ไม่ต้องได้รับความเดือดร้อน การฟื้นฟูควรให้ประชาชนมีบทบาทในการฟื้นฟูป่ามากขึ้น แทนการให้เจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการหลักฝ่ายเดียวเหมือนที่ผ่านมา

ที่มา: https://library2.parliament.go.th/giventake/content_ncpo/ncpo-order64-2557.pdf

  • ศูนย์สารสนเทศ สำนักแผนงานและสารสนเทศ กรมป่าไม้

 

 

การทวงคืนผืนป่าตามนโยบายภาครัฐ ไม่ต่างจากการเป็นการเติมเชื้อไฟของความขัดแย้งให้พร้อมปะทุขึ้นทุกเมื่อ โดยไม่ได้คำนึงถึงสิทธิทำกินพื้นฐานของประชาชนเลยแม้แต่น้อย

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?