ผู้นำดี ต้องมีเมีย
  • Social
  • Jun 30, 2019

หลายคนอาจจะไม่เห็นด้วย และแย้งว่า สมัยนี้โลกไปถึงไหนกันแล้ว จะโสดหรือแต่งงานก็ไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับการทำงาน และมันก็ใช่ถ้าคุณเป็นคนทั่วไป!

แต่สำหรับผู้นำประเทศมีเต็มไปด้วยภารกิจสำคัญ ทั้งตัวผู้นำ และภริยาย่อมต้องตกเป็นเป้าสายตาทั้งจากผู้คนในสังคม และประชาคมโลกไปโดยปริยาย ส่วนจะนำไปชื่นชม หรือเมาธ์ แล้วแต่ว่าจะทำหน้าที่ได้ดีแค่ไหน สถานภาพสมรสกับภาพลักษณ์จึงต้องไปด้วยกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ยิ่งในโลกตะวันตก มหาอำนาจทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และการทหาร อย่าง สหรัฐอเมริกา เป็นอีกประเทศที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก 

อย่างที่สหรัฐอเมริกาเป็นที่ทราบกันดีว่า ประธานาธิบดีสหรัฐ เป็นสถาบันสำคัญของประเทศ ผู้คนที่แวดล้อม บุรุษหมายเลข 1 จึงสำคัญตามไปด้วย โดยครอบครัวหมายเลข 1 ก็มีธรรมเนียมให้ปฏิบัติสืบทอดกันมา เช่น ต้องปล่อยไก่งวงในวันขอบคุณพระเจ้าทุกปี เริ่มมาตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี ถึงวันอีสเตอร์ก็ต้องเปิดทำเนียบขาวต้อนรับประชาชนที่มาร่วมประเพณีกลิ้งไข่ที่สนามหญ้าด้านใต้ทำเนียบขาว เป็นต้น

ส่วนงานที่เป็นบทบาทของ สุภาพสตรีหมายเลข 1 ก็เริ่มตั้งแต่ ก่อนที่ประธานาธิบดีคนเก่าจะพ้นตำแหน่ง คนใหม่มารับหน้าที่แทน ภริยาของทั้ง 2 ก็ต้องดื่มน้ำชา พูดคุยกระหนุงกระหนิงตามประสาหญิงๆ “เธอต้องการให้ฉันช่วยอะไรฉันก็ยินดี” 

การตกแต่งทำเนียบขาวก็ต้องเป็นหน้าที่ของครอบครัวหมายเลข 1 โดยคองเกรสอนุมัติงบประมาณให้บางส่วน เกินจากนี้ก็ต้องจ่ายเอง แล้วงานใหญ่แบบนี้ใครจะเลือกอินทีเรียร์ดีไซเนอร์ล่ะ ถ้าไม่ใช่สุภาพสตรีหมายเลข 1 

เลือกดีก็ดีไป ตกแต่งออกมาสวยงาม มีรสนิยม ใครๆ ก็ชื่นชม เลือกไม่ดีแต่งออกมาไม่สวยก็โดนนินทาไปตามระเบียบ พอถึงวันคริสต์มาสเธอก็ต้องเป็นคนกำหนดธีมตกแต่งต้นคริสต์มาสที่โชว์ในห้องทำงานรูปไข่

ระยะหลังนับตั้งแต่ยุค เอลีเนอร์ โรสเวลต์ คู่ชีวิตของ ประธานาธิบดีโรสเวลต์ สุภาพสตรีหมายเลข 1 ได้แสดงบทบาทมากกว่าการเป็นเจ้าบ้านฝ่ายหญิง ด้วยทำงานการกุศลที่พวกเธอชื่นชอบ อย่าง มิเชล โอบามา ทำโครงการโภชนาการลดโรคอ้วนในเด็ก หรือ เมลาเนีย ทรัมป์ ทำโครงการบีเบสต์ หนุนเด็กใช้โซเชียลมีเดียอย่างสร้างสรรค์ 

กฎอีกข้อที่ครอบครัวหมายเลข 1 ต้องปฏิบัติตาม คือ ต้องอาศัยอยู่ในทำเนียบขาว แต่ตอนที่โดนัลด์ ทรัมป์ ย้ายเข้ามา เมลาเนียก็แหกขนบข้อนี้ ตรงที่เธอกับบาร์รอน ลูกชาย ไม่ได้ย้ายมาพร้อมกัน โดยอ้างว่ารอให้ลูกเรียนจบเทอมที่นิวยอร์กเสียก่อน

ซึ่งภายหลังทั้งคู่ก็ย้ายเข้ามาอยู่ร่วมกัน ส่วนจะมีความสุขดีหรือไม่ก็คงต้องตามสืบเสาะกันเอาเอง แต่อย่างน้อยเราก็เคยเห็นคลิปน่ากระอักกระอ่วนระหว่างสามีภรรยาคู่นี้อยู่หลายครั้ง 

มาดามเผิง เบื้องหลังประธานาธิบดีจีน

ส่วนทางฝั่งเอเชียเองแม้ความสำคัญของสุภาพสตรีหมายเลข 1 จะมีไม่มากหากเทียบกับสหรัฐ แต่ระยะหลังจีนซึ่งพยายามแข่งกับสหรัฐในทุกเรื่องดูเหมือนจะไม่ยอมน้อยหน้าเหมือนกัน 

เป็นที่ทราบกันว่าประธานาธิบดี สี จิ้นผิง มีภริยาคนสวย มาดามเผิง ลี่หยวน เป็นนักร้องประจำกองทัพปลดแอกประชาชนจีน เมื่อครั้งที่ประธานาธิบดีสีไปประชุมกลุ่มประเทศบริกส์ที่แอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นการเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคม 2556 โดยแวะที่กรุงมอสโกของรัสเซียก่อน 

นาทีที่ทั้งคู่ก้าวออกมาจากเครื่องบิน มาดามเผิงก็ขโมยซีนสามีไปเต็มๆ 

เธอนั้นงามสง่าในสีดำทั้งเทรนช์โค้ท ถุงน่อง รองเท้าส้นสูง และกระเป๋าหนังสีดำใบโก้ เบรกสายตาด้วยผ้าพันคอสีฟ้าอ่อน

ทันทีที่ภาพนี้ถูกแชร์ว่อนในโลกโซเชียล สุภาพสตรีหมายเลข 1 วัย 50 ปีจากแดนมังกรรายนี้ ก็ถูกเปรียบเทียบกับภริยาผู้นำโลกตะวันตกในยุคสมัยเดียวกันทั้ง คาร์ลา บรูนี ซาร์โกซี ของฝรั่งเศส มิเชล โอบามา แม้กระทั่ง เคท มิดเดิลตัน ดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ 

ความโดดเด่นของมาดามเผิง แตกต่างจากภริยาของประธานาธิบดีคนก่อนๆ ไม่ว่าจะเป็นหู จิ่นเทา หรือเจียง เจ๋อหมิน ที่มักเก็บตัวเงียบ ว่ากันว่า การที่มาดามเผิงเคียงข้างสามีไปเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการ ถือเป็นภาพลักษณ์ใหม่ของจีน และตัวเธอก็คือคนสำคัญที่จะนำเสนอซอฟท์เพาเวอร์ของจีนออกสู่สายตาชาวโลก 

ลองนึกภาพผู้นำประเทศ (ชาย) ไปราชการงานเมืองเพียงคนเดียว ด้วยหน้าตาเฉยเมยบรรยากาศคงจะเหี่ยวแห้งน่าดู ถ้าได้ศรีภรรยามาเดินเคียงข้าง ความสดชื่นก็ตามมาอีกโข 

ผู้นำประเทศมีเต็มไปด้วยภารกิจสำคัญ ทั้งตัวผู้นำ และภริยาย่อมต้องตกเป็นเป้าสายตาทั้งจากผู้คนในสังคม และประชาคมโลก สถานภาพสมรสกับภาพลักษณ์จึงต้องไปด้วยกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์