6 ตุลา ของคนรุ่นหลัง เราไม่ได้ลืม
  • Social
  • Oct 5, 2019

เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และ 14 ตุลาคม 2516  ไม่ได้เป็นประวัติศาสตร์ที่ค่อยๆ จางหายไปตามกาลเวลา เพราะเหตุการณ์เหล่านี้ยังคงถูกนำมาระลึกถึงอยู่เสมอ

ไม่ใช่แค่เพราะเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ยากจะลืม แต่ผู้เขียนมองว่าเป็นเพราะประวัติศาสตร์ยังคงมีชีวิต บริบทของสังคมและความรู้สึกของประชาชนโดยเฉพาะคนรุ่นหลังที่สนใจต่อเหตุการณ์นี้แม้ว่า จะผ่านมา 40 กว่าปีแล้ว มีความเชื่อมโยงกันในหลายด้าน

และแทนที่วันเวลาจะทำให้ความทรงจำต่างๆ ลบเลือนไป วันเวลากลับทำให้ "6 ตุลา" กลับมาถูกพูดถึงอยู่ตลอด และนับวันยิ่งชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเทคโนโลยีและความพยายามของคนรุ่นหลังที่ต้องการบอกเล่าเรื่องราว

นอกจากกิจกรรมรำลึกเหตุการณ์จะถูกจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทุกๆ ปี นักวิชาการ นักกิจกรรมรุ่นใหม่ รุ่นเก่า หลายคนยังคงพูดถึงเหตุการณ์นี้เมื่อกาลเวลาเวียนมาบรรจบครบรอบอีกครั้งในสื่อต่างๆ ที่น่าสนใจก็หนีไม่พ้นบทเพลง ประเทศกูมี ของ Rap Against Dictatorship เมื่อปีที่แล้ว นอกจากเนื้อเพลงจะบาดจิตแทงใจหลายคนแล้ว ยังตอกย้ำสภาพสังคมอย่างดุเดือด ไม่ว่าจะเป็นรัฐประหาร การคอรัปชั่น เสือดำ บ้านพักศาล มิวสิควีดีโอของเพลงเป็นฉากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ตลอดความยาวเกือบ 5 นาที จนแวดวงสื่อและบรรดานักวิชาการออกมาให้ความเห็นและตีความ รวมทั้งรื้อฟื้นเหตุการณ์อยุติธรรมที่เกิดขึ้นมาได้อีกครั้ง

แม้ว่าแบบเรียนวิชาสังคมหลายสำนักพิมพ์ แม้กระทั่งของกระทรวงศึกษาแทบไม่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเหตุการณ์เดือนตุลาเลย จนผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า คนรุ่นหลังจะเรียนรู้พัฒนาการทางการเมือง และได้ศึกษาหาสาเหตุปัจจัยเพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์การเมืองซ้ำรอยได้เลยหรือ

แต่ความพยายามไม่พูดถึงไม่ได้ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วจางหายไปกับคนรุ่นก่อน เพราะเว็บไซต์ บันทึก 6 ตุลาฯ (Documentation of Oct 6) ที่ ศ.ดร. พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ และภัทรภร ภู่ทอง นักวิจัย ร่วมมือกันจัดตั้ง เพื่อเป็น หอจดหมายเหตุออนไลน์ สำหรับเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ โดยรวบรวมทั้งภาพถ่ายหลักฐานไม่ให้ใครมาบิดเบือนประวัติศาสตร์ได้ มีบทความและข้อคิด ข้อมูลเหยื่อที่บางคนหายสาบสูญ บางคนเสียชีวิต และยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ความพยายามในการลบประวัติศาสตร์กับคนรุ่นหลังจึงไม่สามารถทำได้ด้วยวันเวลาและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า

เหตุการณ์เดือนตุลา ได้ให้บทเรียนแก่สังคมไว้มากมาย ผู้เขียนจะชวนผู้อ่านไปดูบทเรียนที่เราได้จากประวัติศาสตร์นี้ ก่อนเหตุการณ์เดือนตุลาฯ ทั้งปี 16 และ 19 ประเทศไทยอยู่ภายใต้การปกครองระบอบเผด็จการกว่า 1 ทศวรรษ การเปลี่ยนโปรงโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตัว และเรียกร้องทางการเมือง จนนำไปสู่ 14 ตุลาคม 2516 ที่ประชาชนล้มระบอบเผด็จการได้สำเร็จ จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งต่อจากจอมพลสฤษดิ์ หนีออกนอกประเทศ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อของประชาชน และเข้าสู่ยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน

แต่ในระบอบเผด็จการหลายสิบปีนั้นได้แช่เย็นการพัฒนาทางการเมือง ทำให้การสร้างสถาบันเพื่อการมีส่วนร่วม และหาข้อยุติขัดแย้งขาดการพัฒนา เมื่อระบอบไม่สามารถรองรับกับข้อเรียกร้องทางการเมืองของประชาชนที่พรั่งพรูออกมาในยุคประชาธิปไตยแบ่งบานได้จึงนำไปสู่สถานการณ์ วันที่ 6 ตุลาคม 2519

ภาพจาก https://doct6.com/archives/8753 ถ่ายโดย แฟรงค์ ลอมบาร์ด นักข่าวของสถานีวิทยุนิวซีแลนด์ ในปี2519

เหตุการณ์ในวันนั้นเป็นการล้อมปราบนักศึกษาที่ชุมนุมประท้วงอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ประท้วงต่อต้านการกลับเข้าประเทศของจอมพลถนอม โดยการปราบปรามการประท้วงนั้นนักศึกษาถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ และหมิ่นพระบรมเดชานุภาพซึ่งเป็นข้อห้าร้ายแรง ในขณะที่นักศึกษาปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด เพราะการประท้วงนั้นมีเป้าหมายขับไล่จอมพลถนอม  อย่างไรก็ตาม มีการชุมนุมต่อต้านการประท้วงของนักศึกษา สังคมเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง และมีการใช้กำลังปราบปรามการชุมนุมในรั้วมหาวิทยาลัยจนนำไปสู่การรัฐประหารในเย็นวันนั้น

สภาวะในช่วงปี 2516 -2519 สอดคล้องกับ ทฤษฏีการพัฒนาการเมืองและความผุกร่อนทางการเมือง (Polical Development and Political Decay) ของซามูเอล ฮันติงตัน ( Samuel Huntington) ที่อธิบายว่า

ถ้าความเจริญทางการเมือง หรือ Political Modernization มีสูง ประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมืองซึ่งออกมาในแง่การแสดงออกและเรียกร้องทางการเมือง แต่ระดับการพัฒนาการเมือง (Political Development) ได้แก่ การจัดตั้งสถาบันทางการเมืองขึ้นมาจัดระเบียบการมีส่วนร่วมนั้นอยู่ในระดับต่ำ ก็จะนำไปสู่ความผุกร่อนทางการเมือง หรือ ความวุ่นวายและการล้มลงของระบอบการเมือง

ผู้เขียนชวนผู้อ่านพิจารณาเหตุการณ์หลัง 6 ตุลาฯ ประเทศไทยผ่านการชุมนุมครั้งใหญ่อีกหลายระลอก ที่น่าเศร้าคือนำไปสู่การทำรัฐประหารอีกหลายครั้ง และสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือสถานการณ์ของประเทศในปัจจุบันที่ยังวนอยู่ในยุคเผด็จการครึ่งใบ

การพัฒนาการเมืองให้สอดคล้องกับสังคมเป็นไปอย่างกระท่อนกระแท่น การปฏิรูปประเทศเป็นเหตุผลที่คสช.(และคณะรัฐประหารทุกคณะ) ใช้อ้างในการยึดอำนาจไม่ได้เป็นการพัฒนาการเมือง แต่ยิ่งเป็นการแช่แข็งไว้ 5 ปีนับแต่เข้ายึดอำนาจด้วยการปิดกั้นสิทธิและเสรีภาพการแสดงออกต่างๆ เมื่อเปิดให้มีการเลือกตั้งแทนที่สังคมจะคลายความขัดแย้ง แต่กลับทวีความรุนแรงจากแบ่งแยกกันด้วยสีเสื้อ เป็นการแบ่งแยกด้วยจุดยืนและอุดมการณ์เอาหรือไม่เอาเผด็จการ

การผลักดันให้เกิดการปฏิรูปอย่างจริงจังตามการเรียกร้องของประชาชนก็ไม่สัมฤทธิ์ผล เราได้เห็นการปฏิรูปการเมืองจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาแล้วว่าไม่ได้เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งเขตเลือกตั้ง การดูดผู้สมัคร หลักการนับคะแนนส.ส.บัญชีรายชื่อ บัตรเลือกตั้ง นอกจากนี้การเลือกตั้งยังถูกมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจด้วยซ้ำ ในขณะที่การพัฒนาการเมืองด้านอื่นๆ ก็หยุดนิ่งเพราะไม่ได้เห็นอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน

การโจมตีใส่สีตีไข่ยุค 4.0 ยังคงเป็นการใส่ร้ายป้ายสี กล่าวหากันและใช้ Fake news ไม่ต่างจากหนังสือพิมพ์ดาวสยามในสมัยนั้น  สร้างความเกลียดชังให้กับฝ่ายตรงข้ามทั้งๆ ที่เป็นผู้เห็นต่างร่วมชาติกัน

สิ่งที่กังวล คือ การวนอยู่อยู่ในระบอบเดิมๆ ความขัดแย้งที่ไม่ได้จางหายไป และการพัฒนาการเมืองให้ทันกับความตื่นตัวของประชาชนในยุคนี้แทบไม่แตกต่างจากยุคก่อน

การได้รำลึกถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ของคนรุ่นก่อนและรุ่นหลังจึงเป็นสิ่งเตือนใจว่าสังคมยังก้าวไม่พ้นวังวนเดิม ทบทวนบทเรียนเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขการเมืองให้ดีขึ้น และป้องกันไม่เดินซ้ำรอยเดิม

 

อ้างอิง

ลิขิต ธีรเวคิน. “วิวัฒนาการการเมืองการปกครองไทย.” กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2554.

https://doct6.com/

https://prachatai.com/journal/2019/01/80694

https://www.thairath.co.th/news/politic/1097677
 

การได้รำลึกถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ของคนรุ่นก่อนและรุ่นหลังจึงเป็นสิ่งเตือนใจว่าสังคมยังก้าวไม่พ้นวังวนเดิม ทบทวนบทเรียนเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขการเมืองให้ดีขึ้น และป้องกันไม่เดินซ้ำรอยเดิม

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?