เผด็จการคนสุดท้ายในศตวรรษที่ 20 ถูกพิพากษาประหารชีวิต
  • Social
  • Dec 24, 2019

ศาลพิเศษในปากีสถานมีคำสั่งพิพากษาโทษประหารชีวิตอดีตผู้บัญชาการกองทัพ และอดีตประธานาธิบดี เปอร์เวซ มูชาร์ราฟ (Pervez Musharraf)   เหตุเพราะทรยศต่อประเทศ ในข้อหากบฏ และล้มล้างรัฐธรรมนูญ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำรัฐประหารของมูชาร์ราฟ เมื่อปี 1999  ครั้งนั้น ทั่วโลกจดจำได้ว่ามันคือ การก่อรัฐประหารที่ไม่เสียเลือดเสียเนื้อ (Bloodless Coup)  และแทบจะไม่มีใครเลยในปากีสถาน ไม่รับรู้ถึงเรื่องการเดินขบวนครั้งใหญ่ของประเทศ ที่เป็นการออกมารณรงค์แสดงความไม่พอใจต่อการปกครองโดยรัฐบาลเผด็จการทหารที่นำโดย นายพลเปอร์เวซ มูชาร์ราฟ ต่อมาประธานาธิบดีเปอร์เวซ มูชาร์ราฟ ได้ปลด อิฟติคาร์ มูฮัมหมัด ชอร์ดรี้ (Iftikhar Muhammad Chaudhry) ประธานศาลสูงสุดของปากีสถาน (Supreme Court of Pakistan)

สมาชิกหลายร้อยคนในคณะบริหาร รัฐมนตรี และที่ปรึกษาทางการเมืองจำนวนมากของ นาวาซ ชารีฟ (Nawaz Sharif) นายกผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง ที่เขาได้ทำการรัฐประหารนั้น ถูกห้ามเดินทางออกนอกประเทศหลังจากที่บัญชีในธนาคารของพวกเขาถูกสั่งอายัด มีบุคคลสำคัญทางการเมืองหลายคนถูกจับหรือถูกควบคุม ในการทำรัฐประหารยึดอำนาจในครั้งนั้นเขาได้รวบอำนาจเกือบทั้งหมดมาอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้บัญชาการกองทัพ (ซึ่งมีเขาเป็นผู้นำสูงสุด) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระดับรัฐและประเทศ รวมทั้งคณะรัฐมนตรีประธานและรองประธานวุฒิสภาถูกปลดออกจากตำแหน่งทั้งหมด

คงเหลือแต่ศาล ที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ แต่ไม่มีอำนาจคัดค้านผู้บัญชาการกองทัพที่อยู่ในฐานะผู้นำสูงสุด เนื่องจากเกรงว่ากองทัพอาจถูกตัดสินว่ากระทำผิดกฎหมายฐานโค่นล้มรัฐบาล ส่วนอำนาจทั่วไปที่ไม่ขัดกับประกาศภาวะฉุกเฉินจะยังคงอยู่ต่อไป

สถาบันศาลนี่แหละที่ถือได้ว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมาของมูชาร์ราฟมาตั้งแต่ครั้งนั้น  และอาจกล่าวได้ว่านี่เป็นศึกเก่าที่นายพลมูชาร์ราฟได้เคยก่อไว้ก็ว่าได้ และได้ย้อนกลับมาหาเขาในคำพิพากษาของศาลครั้งนี้

การกบฏของมูชาร์ราฟ และความพยายามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เกิดขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2007 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่เขาพยายามระงับใช้รัฐธรรมนูญ ควบคุมตัวผู้นำ และปลดผู้พิพากษาทางการเมืองอาวุโส ซึ่งการกระทำของเขา ทำให้เกิดการประท้วงอย่างกว้างขวางในปากีสถาน

ในช่วงที่เขาประกาศใช้ภาวะฉุกเฉิน มีผลทำให้เสรีภาพ สิทธิมนุษยชน และกระบวนการประชาธิปไตยต่างก็ถูกถูกระงับชั่วคราว ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2007 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2008 จนสุดท้ายเขายอมลงจากตำแหน่งภายหลังในปีนั้น และคดีของเขาเองถูกฟ้องร้องต่อมาในปี 2013 ก่อนจะมีการเริ่มพิจารณาคดี

ซาลมาน นาดีม (Salman Nadeem) เจ้าหน้าที่กฎหมายของรัฐบาล กล่าวว่านั่นเป็นความผิดในมาตรา 6 เนื่องจากการละเมิดรัฐธรรมนูญของปากีสถาน

มีรายงานว่า ขณะนี้ มูชาร์ราฟเดินทางไปรักษาตัวอยู่ที่ดูไบ และก่อนหน้านี้ เขาได้ส่งคลิปวิดีโอว่ารักษาตัวอยู่ ด้วยอาการในตอนนี้ ทำให้ไม่สามารถเดินทางกลับปากีสถานไปฟังคำตัดสินได้

การตัดสินโทษประหารชีวิตผู้นำเผด็จการมีความสำคัญอย่างไรต่อการเมืองปากีสถานยุคใหม่

ปากีสถานยึดแนวการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีรัฐธรรมนูญเป็นหลักของประเทศนับตั้งแต่แยกตัวจากอินเดียเมื่อ ค.ศ. 1947 โดยได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญมาแล้ว 5 ฉบับ (เคยมีความพยายามในบางรัฐบาล เช่น รัฐบาลพลเอกเซียอุลฮัก และนายนาวาซ ชารีฟ ที่จะให้มีการปกครองในรูปแบบอิสลามโดยการนำเอา กฎหมายอิสลาม (Shariah) มาใช้ด้วยแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จสมบูรณ์)

ปากีสถานมีหลายพรรคการเมือง แต่ไม่มีความเข้มแข็งเท่าอำนาจการเมืองของฝ่ายทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายค้านที่เป็นพรรคเล็กหลายพรรค ที่ไม่มีอิทธิพลทางการเมืองเท่าใดนัก ปัจจุบันฝ่ายทหารยังมีอิทธิพลอย่างมาก เป็นผู้ชี้ขาดทางการเมืองขั้นสุดท้าย และเป็นแรงดันอยู่เบื้องหลังการปลดรัฐบาลที่ได้รับเลือกตั้งถึง 3 รัฐบาลแล้ว คือ

  • รัฐบาลของนางเบนาซีร์  บุตโต (Benazir Bhutto) ใน ค.ศ. 1990
  • รัฐบาลของนายชารีฟ ใน ค.ศ. 1993
  • รัฐบาลของนางเบนาซีร์  บุตโต (อีกครั้งหนึ่ง) ใน ค.ศ. 1996

โดยเชื่อกันว่าเหตุผลส่วนใหญ่เพราะรัฐบาลมีท่าทีใช้ความพยายามผนึกกำลังอำนาจให้เท่าเทียมฝ่ายทหาร

สิ่งที่เราเห็นได้ในประวัติศาสตร์การเมืองปากีสถานในทศวรรษ 1990 คือ กระแสคลื่นเผด็จการทหารที่ตีโต้กลับ และท้าท้ายแนวคิดเสรีประชาธิปไตยที่ถูกสถาปนาให้เป็นศาสนาใหม่ของมนุษยชาติ เช่นเดียวกันกับอีกหลายประเทศ ซึ่งลักษณะนี้ยังมีให้เห็นอยู่...

ความสำคัญของคำพิพากษานี้ทำให้เราเห็นว่า ศาลพิเศษของปากีสถานมีความกล้าหาญพอที่จะต่อกรกับกองทัพมากขึ้น เพื่อสร้างหลักนิติธรรม คำตัดสินของศาลนับเป็นครั้งแรกที่อดีตผู้นำกองทัพถูกตัดสินลงโทษในข้อหากบฏและมีโทษขั้นประหารชีวิต อย่างที่บอกแล้วว่า กองทัพยังคงมีบทบาทสูงในปากีสถาน และได้ปกครองประเทศมาเป็นเวลายาวนานกว่า 72 ปี ที่ผ่านมามีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงมักได้รับการยกเว้นจากการถูกดำเนินคดี

หลังมีคำพิพากษาเกิดอะไรขึ้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถานว่า กองทัพปากีสถานออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2019 เกี่ยวกับการที่ศาลคดีพิเศษในกรุงอิสลามาบัดมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2019 ด้วยการประกาศให้พลเอกเปอร์เวซ มูชาร์ราฟ อดีตประธานาธิบดีปากีสถานเป็นผู้ทรยศชาติ และต้องรับโทษประหารชีวิตจากความผิดฐานยกเลิกรัฐธรรมนูญ และประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อเดือนพฤศจิกายน  2007 ว่า

เป็นเรื่องที่น่าเจ็บปวดและกล่าวถึงพลเอกมูชาร์ราฟว่ารับราชการในกองทัพมานานกว่า 40 ปี ต่อสู้มาแล้วในหลายสงครามเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่พลเอกมูชาร์ราฟจะคิดทรยศชาติ และทิ้งทายว่า ดูเหมือนกระบวนการทางกฎหมายจะถูกละเลย

ในขณะที่ อาสัน อิกบาล (Ahsan IQbal) อดีตสมาชิกสมัชชาแห่งชาติของปากีสถานและผู้ช่วยของชารีฟ กล่าวว่าหวังว่ามันจะช่วยยุติประเพณีการละเมิดรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกับที่ บิลาวาล (Bilawal) บุตรชายของนางบุตโตได้ทวีตข้อความแสดงความพึงพอใจต่อคำตัดสินของศาลว่า “ประชาธิปไตยคือการแก้แค้นที่ดีที่สุด”

น่าสังเกตว่าคดีนี้อาจเป็นแบบอย่างสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายพลเรือนและกองทัพของปากีสถานในอนาคต และกองทัพเท่าที่มีอำนาจแทรกซึมอยู่ในการเมืองปากีสถานยุคใหม่นี้ก็ทำงานลำบากมากขึ้นเพราะถูกตรวจสอบควบคุมมากขึ้น

หรืออย่างที่ ฟรานซิส ฟูกูยามา (Francis Fukuyama) เขียนไว้ในบทความที่ถือเป็นงานคลาสสิกชื่อ “จุดจบของประวัติศาสตร์” (The End of History) ว่า อาจจะยังมีบางประเทศถูกปกครองด้วยระบอบเผด็จการอยู่ และประชาธิปไตยอาจจะถดถอยในบางประเทศ นั่นเป็นเพียงเหตุการณ์ปลีกย่อยซึ่งยังไม่จบ แต่ประวัติศาสตร์ในแง่การเดินทางทางความคิดได้จบลงแล้วในระยะยาว

ซึ่งเราล้วนเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตย!

 

 

เรื่อง : วาคีน

       

ศาลพิเศษของปากีสถานมีความกล้าหาญพอที่จะต่อกรกับกองทัพมากขึ้น เพื่อสร้างหลักนิติธรรม

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์