ออนไลน์สร้างมลภาวะแค่ไหน
  • Social
  • Dec 17, 2019

รู้ไหมว่า กว่า 40 % ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยจากอินเทอร์เน็ต เกิดจากการประมวลผลการค้นหา 3.5 พันล้านครั้งต่อวันบนเซิร์ซเอ็นจิ้นยอดนิยมของโลกอย่าง google 

โดยหลักการ อินเทอร์เน็ต จะเป็นข้อมูลที่ถ่ายเทอยู่บนอากาศ หรือ คลาวด์ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า มันขึ้นอยู่กับเซิร์ฟเวอร์ทางกายภาพหลายล้านเครื่องในศูนย์ข้อมูลทั่วโลก ซึ่งเชื่อมต่อกับสายเคเบิลใต้ทะเลหลายไมล์ สวิตช์ และเราเตอร์ที่ต้องใช้พลังงานจำนวนมหาศาลในการรันระบบ

พลังงานส่วนใหญ่มาจากแหล่งพลังงานที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่อากาศในขณะที่เผาเชื้อเพลิงฟอสซิล

จากการศึกษาหนึ่งในปี 2015 ชี้ให้เห็นว่า กิจกรรมทางอินเทอร์เน็ตส่งผลให้เกิดการปล่อย CO2 ได้พอๆ เท่ากับอุตสาหกรรมการบินทั่วโลก 

"ข้อมูลมีความเป็นมลภาวะอย่างยิ่ง" โจอานา มอลล์ นักวิจัยที่ตรวจสอบสภาพทางกายภาพของอินเทอร์เน็ตในปี 2015 เพื่อแสดงให้เห็นถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมบนการค้นหาของ Google ซึ่งได้สร้างข้อมูลขึ้นมาเพื่อให้เห็นภาพผลกระทบดังกล่าว ที่เรียกว่า CO2GLE

 คลิกที่นี่เพื่อเปิดตัว CO2GLE เพื่อดูปริมาณการใช้ก๊าซ CO2 จากอินเทอร์เน็ต ณ ปัจจุบัน

“แทบไม่มีใครจำได้ว่าอินเทอร์เน็ตถูกสร้างขึ้นจากโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพที่เชื่อมโยงถึงกันโดยใช้ทรัพยากรจากธรรมชาติ” ข้อความบางตอนที่มอลล์เขียนเพื่อแนะนำโครงการ “ข้อเท็จจริงดังกล่าวเลือนลางไปจากจินตนาการของสังคมได้อย่างไร” 

CO2GLE ใช้ข้อมูลการจราจรทางอินเทอร์เน็ตในปี 2015 อิงกับสมมติฐานที่ว่า google.com "ประมวลผลโดยเฉลี่ยประมาณ 47,000 คำค้นต่อวินาที ซึ่งหมายถึงปริมาณการปล่อย CO2 ประมาณ 500 กิโลกรัมต่อวินาที" หรือ ราว 0.01 กิโลกรัมต่อคำค้น โดยการคำนวณทั้งหมดนั้นเป็นค่าประมาณการ ซึ่งเรื่องนี้ ทางกูเกิ้ลเองระบุว่า การคำนวณไม่ตรงกันกับค่าประมาณการในปี 2009 ที่พบว่า การสืบค้นแต่ละครั้งทำให้เกิดการปล่อย CO2 ราว 2 กรัม

ผู้เชี่ยวชาญรายหนึ่งระบุถึงความเป็นไปได้ที่ การให้บริการ Google แก่ผู้ใช้หนึ่งรายใน 1 เดือน จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณเท่ากับการขับรถหนึ่งไมล์ (โดยปกติแล้วรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันเบนซินจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 8.91 กิโลกรัมต่อแกลลอน ในสหรัฐอเมริกา รถยนต์กินน้ำมันเฉลี่ย 24.7 ไมล์ต่อแกลลอน เท่ากับว่า รถยนต์จะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 360.7 กรัมต่อไมล์) 

ที่กล่าวว่า นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ชัดเจนว่า เซิร์ซเอ็นจิ้น นั้นปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมามากแค่ไหน ได้มีการประมาณการจากที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมของอังกฤษ ถึง Carbonfootprint มีโอกาสเกิดขึ้นตั้งแต่ 1-10 กรัมของ CO2 ต่อการค้นหาของ Google เพราะที่สุดแล้วต้องเริ่มนับตั้งแต่คอมพิวเตอร์ถูกเปิดไปจนถึงเริ่มคีย์คำค้นหา ซึ่งค่าประมาณการที่ต่ำที่สุดก็ยังสูงกว่าที่ กูเกิ้ล และมอลล์ ประเมินเอาไว้อยู่ดี

อย่างไรก็ตาม กูเกิ้ล ก็คำนึงถึงปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยกำลังออกแบบศูนย์ข้อมูลที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น ลงทุนในพลังงานสะอาด และมีโปรแกรมชดเชยคาร์บอนจำนวนมาก ซึ่งกูเกิ้ลเองก็ย้ำว่า พวกเขามีค่าคาร์บอนที่เป็นกลางตั้งแต่ปี 2007 แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นการกลบเกลื่อนความจริงที่ว่า โครงสร้างพื้นฐานของกูเกิ้ลปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมากออกมา 

ในงาน IAM Weekend เวทีหารือประจำปีสำหรับนักคิด และนักคิดสร้างสรรค์ที่สนใจเกี่ยวกับอนาคตของอินเทอร์เน็ต ที่บาร์เซโลนาประจำปี 2018 มอลล์แสดงภาพข้อมูลอีกภาพหนึ่งซึ่งให้ชื่อเรียกว่า DEFOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOORESTEST เพื่อแสดงให้เห็นว่า ทุกวินาทีที่มีคนใช้กูเกิ้ลจะต้องใช้ต้นไม้ 23 ต้นในการดูดซับ CO2

คลิกเพื่อดู DEFOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOOORESTEST

ที่งานวิจัยของ มอลล์ มุ่งเน้นไปที่เซิร์ซเอ็นจิ้นเจ้าดังก็เพราะขนาดของเว็บไซต์ ซึ่งเว็บไซต์อื่นๆ ก็มีส่วนช่วยปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของอินเทอร์เน็ตด้วย อย่าง เฟซบุ๊ก มีรายงานว่า ศูนย์ข้อมูลและการดำเนินธุรกิจส่งผลให้เกิดการปล่อย CO2 ราว 718,000 เมตริกตันในปี 2016 ซึ่งเทียบเท่ากับการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ จากการใช้ไฟฟ้า 77,500 ครัวเรือนในสหรัฐฯ 

“สิ่งที่ฉันพยายามทำจริงๆ คือกระตุ้นความคิด และการไตร่ตรองเกี่ยวกับความสำคัญของข้อมูล และความสำคัญของการใช้อินเทอร์เน็ตของเรา”

มอลล์กล่าว “การคำนวณ CO2 ของอินเทอร์เน็ตนั้นซับซ้อนมาก เพราะมันเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ใหญ่ที่สุดที่มนุษย์สร้างขึ้น และเกี่ยวข้องกับหลายส่วนมาก ... [และพวกเขาเอง] ก็มีส่วนที่จะสร้างจิตสำนึกให้เกิดขึ้นได้”

อินเทอร์เน็ต จะเป็นข้อมูลที่ถ่ายเทอยู่บนอากาศ หรือ คลาวด์ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า มันขึ้นอยู่กับเซิร์ฟเวอร์ทางกายภาพหลายล้านเครื่องในศูนย์ข้อมูลทั่วโลก ซึ่งเชื่อมต่อกับสายเคเบิลใต้ทะเลหลายไมล์ สวิตช์ และเราเตอร์ที่ต้องใช้พลังงานจำนวนมหาศาลในการรันระบบ

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์