เค้กโบราณ  ปีใหม่ และความทรงจำวัยเด็ก
  • Social
  • Dec 27, 2019

เค้กโบราณหน้าแยมส้ม บีบครีมเล็กๆ ด้านบน แค่นี้ก็สร้างเอกลักษณ์ให้คนจดจำมาเป็นสิบๆปี ดีไซน์ง่ายๆ แบบนี้แหละ คลาสสิกสุดๆ

เชื่อว่าหนึ่งในขนมสุดฮิตที่ยังอยู่ในความทรงจำวัยเด็กของคน Gen X – Gen Y เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว คือ ขนมเค้กหน้าแยมส้ม  หรือบางคนเรียกว่า เค้กน้ำเชื่อม ยี่ห้อที่คุ้นเคย และว่ากันว่า เป็นต้นตำรับเค้กในตำนานวัยเด็กคือ ป.ประดิษฐ์ ซึ่งขายในร้านขนมที่โรงเรียน หรือร้านโชห่วยใกล้บ้าน – ใกล้โรงเรียน ราคา ณ เวลานั้นตกชิ้นละประมาณ 1 – 2 บาท จริงๆ ซื้อยกกล่องก็ได้ กล่องหนึ่งมี 12 ชิ้น

ผู้เขียนเองก็เป็นเด็ก Gen-Y จำได้ว่าเวลาที่โรงเรียนจัดงานปีใหม่จะต้องมีเค้กดังกล่าวทุกปี จัดว่าเป็นขนมที่ต้องมีในช่วงปีใหม่ในตอนนั้นเลยก็ว่าได้ ว่ากันว่าเวลากินแต่ละทีถ้าจะให้ฟินนั้น ทางที่ดีห้ามกินเกินสองคำด้วยนะ!

ถ้าลองถามคน Gen X ดู บางคนบอกว่าสมัยโน้น ใช่ว่าจะมีขนมเค้กหน้าครีมกินกันเกร่ออย่างทุกวันนี้หรอกนะ ร้านเบเกอรี่ตามห้องแถวอะไรนี่ หายาก แทบไม่มี สมัยโน้นได้กินเค้กหน้าครีมในเทศกาลปีใหม่ก็ถือว่า เป็นเรื่องที่วิเศษมาก และเค้กนอกจากจะเป็นขนมประจำวันเกิดของใครหลายคนตามธรรมเนียมฝรั่งอย่างที่รู้ๆ กันแล้ว ยังถือว่า เป็นขนมประจำเทศกาลปีใหม่ด้วย ซึ่งนอกจากคำว่า เค้กวันเกิด เรายังมีคำว่า เค้กปีใหม่ ด้วย แต่ในยุคดิจิทัลนี้ก็กินกันเกร่อเลยแหละ

อย่างที่คน Gen X บอกว่าในวัยเด็กได้กินเค้กเป็นเรื่องวิเศษ

ถ้าเช็กดูตามประวัติมันเป็นขนมที่เพิ่งมีในศตวรรษที่ 19 นี่เอง ขนมเค้ก มีรากศัพท์มาจากภาษาของชาวไวกิ้ง มาจากคำว่า “kaka” เมื่อ ค.ศ. 1843 นักเคมีชาวอังกฤษชื่อ อัลเฟรด เบิร์ด (Alfred Bird) ได้ค้นพบ “ผงฟู” (baking powder) ขึ้น ทำให้เขาสามารถทำขนมปังชนิดที่ไม่มียีสต์ได้เป็นครั้งแรก  เรื่องของเรื่องนั้นมาจากภรรยาของเขา (Elizabeth) เป็นโรคภูมิแพ้อาหารที่มีส่วนผสมของไข่ และยีสต์

ถ้าย้อนกลับมาดูประวัติขนมเค้กในไทย พบว่า อย่างน้อยที่สุด ถึง พ.ศ. 2480 (ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2) ขนมเค้กยังไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปมากนัก ยกเว้นในหมู่คนที่ใกล้ชิดกับฝรั่งที่เข้ามาทำธุรกิจ  ตอนนั้นร้านเบเกอรี่ในกรุงเทพฯ มีอยู่ไม่มากนัก

ต่อมา พ.ศ.2490 เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ประเทศไทยติดต่อค้าขายทำธุรกิจกับต่างประเทศมากขึ้น ประกอบกับการท่องเที่ยวที่ขยายตัวในช่วงนั้น ทำให้มีความต้องการขนมเค้ก ขนมปัง เพสตรี้ เพื่อบริการแก่ลูกค้าหรือนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ทำให้ธุรกิจเบเกอรี่หรือขนมเค้ก ขนมปัง คุกกี้  ขยายตัวตามและเป็นที่รู้จักแพร่หลาย

เอาเข้าจริงแล้ว คนกรุงเทพฯ เริ่มรู้จักขนมอบกันมากขึ้นเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงนี่เอง

อย่างที่ ทองแถม นาถจำนง เขียนไว้ในคอลัมน์ “ตามรอยคึกฤทธิ์” ในสยามรัฐออนไลน์ ว่า ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เล่าเรื่องเค้กปีใหม่ เมื่อ พ.ศ.2497 ดังความตอนหนึ่งว่า

“ปีใหม่นี้ผู้เขียนสังเกตเห็นอะไรหนาตากว่าแต่ก่อนอยู่อย่างหนึ่ง สิ่งนั้นคือการให้ของขวัญปีใหม่ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนมีแต่คนเดินถนนหรือขึ้นรถไปในทิศทางต่างๆ ในมือถือห่อกระดาษหรือหีบกระดาษมีริบบิ้นสีต่างๆ ผูกไว้อย่างสวยงาม หรือมิฉะนั้นก็มีกระเช้าดอกไม้กระเช้าโตๆ ทั้งหมดนี้แสดงว่าต่างคนต่างก็ออกให้ของขวัญปีใหม่กัน ของขวัญปีใหม่ที่ให้กันมากที่สุด นอกจากระเช้าดอกไม้ก็เห็นจะได้แก่ขนมของฝรั่งที่เรียกว่า “ขนมเค้ก” ...  กล้ายืนยันได้ว่าตามบ้านผู้มีบุญวาสนาทุกบ้านในปีใหม่คราวนี้ จะต้องมีขนมเค้กตกค้างบ้านหนึ่งๆ ไม่ต่ำกว่า 30 หรือ 40 ดูออกจะเหลือกิน เหลือทำบุญทำทาน ขนมเค้กเหล่านี้ราคาตั้งแต่ 40 บาท ไปจนถึง 100 หรือ 200  คิดดูที่ให้ปันกันทั้งหมดในระยะ 2-3 วันนี้ ก็เห็นจะเป็นเงินร่วมล้านกระมัง คนที่ได้รับผลประโยชน์ร่ำรวยที่สุดก็คงจะได้แก่ผู้ทำขนมเค้กนั้นเอง ซึ่งก็มีอยู่ไม่กี่เจ้า เห็นรายใหญ่ๆ มีชื่อก็แต่ร้านกวนเซี่ยงเฮียงกับร้านท่านหญิงเปา แต่ใครก็ไม่รู้ดอดเข้าไปยิงนายห้างกวนเซี่ยงเฮียงตายเมื่อก่อนปีใหม่ไม่กี่วัน เห็นจะไม่ใช่ท่านหญิงเปาเป็นแน่ ...”

ราคาของขนมเค้กตามเรื่องเล่านั้น ถือว่าไม่ใช่ถูกๆ นะ สมัยนั้น ถือว่ามีราคาแพงมากเลยแหละ  ดังนั้นสำหรับคนทั่วไปก็ใช่ว่าจะซื้อหามากินกันได้อยู่บ่อยๆ

ถ้าถามถึง ขนมเค้กโบราณ กับความทรงจำวัยเด็กของคน Gen Y การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ ทำให้คนในยุคนี้หลาย ๆ คนรู้สึกว่าโลกนั้นหมุนไปอย่างรวดเร็วเกินไป สิ่งที่เคยมีมาในอดีตนั้นไม่สามารถรับมือการเปลี่ยนแปลง ปรับตัวไม่ทันต้องหายไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นแผ่นเสียง เทปคาสเซ็ต นิตยสารต่างๆ เมื่อมีสิ่งที่หายไปก็มีสิ่งที่มาใหม่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นพลังงานสะอาด การ Streaming รถยนต์ขับเคลื่อนได้เอง หรือในตอนนี้ซุปเปอร์มาเก็ตที่ไม่ต้องมีพนักงานแคชเชียร์

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้ผู้คนนั้นกลับไปโหยหาในอดีตที่เกิดขึ้นมา และอยากได้อะไรในอดีต ๆ กลับมาเพราะรู้สึกว่าโลกนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมากเกินไป ทำให้อยากทำตัวให้ช้าและหาอะไรที่ Analog กลับมา เช่น กาแฟดริป แผ่นเสียง ที่กลับมาฮิตในยุคนี้อีกครั้ง หรือ ในไทยเองก็กลับมาฮิตเรื่อง วัยรุ่นยุค 90's ทั้ง ๆ ที่หลาย ๆ คนก็เกิดไม่ทัน แต่โหยหาในอดีตที่เกิดขึ้นมา

ว่ากันว่า ความทรงจำในวัยเด็กนั้นดูพร่าเลือน เราไม่สามารถจำเรื่องราวได้หมดหรอก เนื่องจากมันเป็นชิ้นส่วนที่ถูกซอยยิบย่อยเต็มไปหมด แต่ถึงอย่างนั้น ความทรงจำเหล่านี้ก็มักจะติดตรึงไว้กับ “อารมณ์” (Emotion) ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้น ใครหลายคนอาจจะยังตราตรึงในผัสสะรสชาติอาหารบางรส บางอย่าง ที่ติดอยู่ในปากได้เป็นอย่างดี แต่ต่อให้พยายามนึกถึงความทรงจำในวัยเด็กแค่ไหน กลับไม่สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวทุกอย่างเข้าด้วยกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล มีเพียงการรับรู้ถึงสิ่งเร้าที่รุนแรงต่อความรู้สึกที่ตกทอดอยู่ในความทรงจำแทน

Morris B. Holbrook เขียนบทความเรื่อง “Nostalgic Bonding: Exploring the Role of Nostalgia in the Consumption Experience” (2003) ชี้ให้เห็นว่า มีหลายปัจจัยทีเดียวที่ทำให้คนรู้สึกถึงอดีตที่ประทับใจ และหนึ่งในนั้น เขาบอกว่า มันเป็นประสบการณ์จากการรับสัมผัสจากลิ่น จากอาหารที่ทำให้หวนคิดถึงประสบการณ์ในวัยเด็ก

แม้ทุกวันนี้เทคโนโลยีจะก้าวไปไกลอย่างไร แต่ในใจลึกๆ โดยเฉพาะคนกลุ่ม Gen X และ Y ซึ่งเป็นยุคเปลี่ยนผ่านจากโลก Analog ไปสู่โลก Digital กลับรู้สึกโหยหา หรือคิดถึงความสุข – ความสนุกในวัยเยาว์อยู่เสมอ

เชื่อว่าเค้กโบราณเป็นหนึ่งสิ่งเร้าความรู้สึกที่ยังตกทอดในความทรงจำวัยเด็ก ทุกวันนี้ เค้กแยมส้ม  ยังคงผลิตและจำหน่ายอยู่ แสดงให้เห็นว่ายังมี Demand ในตลาด  หากใครจะซื้อ ต้องไปซื้อตามตลาดบางแห่ง หรือสั่งซื้อผ่านออนไลน์กับคนกลางที่รับมาจากผู้ผลิตอีกที ซึ่งจำหน่ายทั้งปลีก และส่ง หรือที่ง่ายมากเลย คือ ในร้านสะดวกซื้อ มีเค้กโบราณขาย! แพ็คหนึ่งมี 4 ชิ้น ราคา 29 บาท

เมื่อคุยกับเพื่อน Gen เดียวกัน บางคนบอกว่า เค้กโบราณที่ว่านี่นะ ที่จริงมันก็ไม่ได้อร่อยเว่อร์วัง ละมุนลิ้นอย่างพวกชิฟฟ่อนเค้กหรอก แต่ว่า มันมีคุณค่าทางจิตใจ เหมือนมันดึงอดีตกลับมา แม้เพียงบางส่วน เข้ามาอยู่กับบริบทปัจจุบัน  วัยเด็กที่ถูกฟื้นขึ้นมา เป็นความทรงจำที่ผู้คนจดจำได้และประทับใจ

ลืมเรื่องนับแคล (Calorie) และ fat อะไรไปก่อน ในเทศกาลปีใหม่หรือเมื่อไหร่ก็ได้ ลองให้เค้กโบราณแก่พวกเขาเหล่านั้น เชื่อว่าเมื่อเขาเห็น เขาต้องยิ้มกว้างเป็นแน่!

-สวัสดีปีใหม่-

 

เรื่อง : วทัญญู  ฟักทอง

ภาพประกอบ : วิชัย นาคสุวรรณ

ภาพ : เค้ก ป. ประดิษฐ์

 

 

 

 

เอาเข้าจริงแล้ว คนกรุงเทพฯ เริ่มรู้จักขนมอบกันมากขึ้นเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงนี่เอง

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?