เมื่อมลพิษในออฟฟิศส่งพลังลบให้ Creator มากกว่าที่คิด!
  • Lifestyle
  • Oct 26, 2019

คนที่ทำงานด้านการใช้ความคิดสร้างสรรค์ เช่น นักออกแบบ สถาปนิกอินทีเรียร์ แฟชั่นดีไซเนอร์ นักเขียน นักวาดรูป กราฟิก ครีเอทีฟรายการ งานโปรดักชัน ซอฟแวร์ดีไซเนอร์ ฯลฯ มักต้องการสถานที่ทำงานที่มีสิ่งแวดล้อมเอื้อให้เกิดไอเดียใหม่ๆ หากคุณเป็นคนทำงานในสายงานเหล่านี้ คงเคยรู้สึกว่า เวลามาทำงานในออฟฟิศมักจะคิดงานไม่ออก แต่พอไปทำในคาเฟ่กาแฟหอมๆ กลับทำงานได้ลื่นไหลและมีคุณภาพมากกว่า

ไม่แปลกที่จะเห็นว่าทุกวันนี้มีผู้คนไปนั่งทำงานตามร้านกาแฟ (Coffee Cafe) หรือ Co-Working Space กันมากขึ้น

แล้วทำไมการทำงานในออฟฟิศถึงทำให้คิดงานไม่ออกล่ะ? ที่ผ่านมามีนักวิชาการหลากหลายสาขาให้ความสนใจศึกษาในประเด็นนี้ จนพบคำตอบว่า อาจเป็นเพราะสภาพแวดล้อมในออฟฟิศมีสิ่งรบกวนบางอย่าง ที่เป็นอุปสรรคหรือมลพิษทางความคิดในการทำงานด้านครีเอทีฟ

มีงานวิจัยจากประเทศญี่ปุ่นระบุว่า การนั่งทำงานในคาเฟ่ที่มีเสียงดังอาจได้งานที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการทำงานในออฟฟิศที่วุ่นวาย เพราะการคุยเล่นกันแบบไร้สาระในคาเฟ่มันไม่สามารถรบกวนสมาธิของคุณได้เหมือนกับการคุยเรื่องงานในออฟฟิศ

“การสนทนาหรือการพูดคุยเรื่องงานโดยรอบ มักรบกวนการทำงานในออฟฟิศที่เปิดโล่ง (ไม่มีฉากกั้นระหว่างโต๊ะทำงาน) เนื่องจากเป็นการยากที่จะป้องกันเสียงรบกวนที่มาจากทุกทิศทางได้ หากมีการปิดกั้นเสียงเหล่านี้ได้ จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานให้มีประสิทธิภาพ” Takahiro Tamesue นักวิจัยจาก Yamaguchi University ประเทศญี่ปุ่น อธิบาย

นักวิจัยชาวญี่ปุ่นคนดังกล่าวได้ทำการทดสอบเรื่องนี้ โดยขอให้อาสาสมัครหอบหิ้วคอมพิวเตอร์ไปทำงานในคาเฟ่ ขณะที่ในร้านกาแฟนั้นก็จะมีเสียงต่างๆ นานา เช่น เสียงเครื่องชงกาแฟ เสียงเพลง หรือเสียงพูดคุยที่ไม่มีความหมายของลูกค้าคนอื่นๆ (เป็นเสียงที่ไม่มีความหมายต่อผู้ร่วมทดสอบ เพราะเป็นการพูดคุยเรื่อยเปื่อย ไม่เหมือนกับการคุยเรื่องงานในที่ทำงาน) 

ผู้เข้าร่วมทดสอบถูกขอให้นับจำนวนครั้งของวัตถุต่างๆ ที่ปรากฏบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นการทดสอบที่ต้องใช้การโฟกัสให้ถูกต้อง อีกทั้งพวกเขาต้องฟังการสนทนาที่มีความหมายหรือเสียงอื่นๆ ที่สุ่มมาให้ฟังในบริบทที่แตกต่างกันไป ขณะที่กำลังทำการทดสอบนั้นนักวิจัยได้เฝ้าติดตามคลื่นสมองของพวกเขา เพื่อตรวจสอบว่าพวกเขาพยายามประมวลผลเสียงที่เข้ามารบกวนหรือไม่? 

ผลการทดสอบพบว่าเสียงพูดคุยที่ไม่มีความหมายในคาเฟ่ ไม่ส่งผลรบกวนการทำงานของผู้เข้าร่วมการทดสอบ ทำให้ได้ผลงานที่มีประสิทธิภาพมากกว่า โดยประสิทธิภาพของผลงานมีความเชื่อมโยงกับเสียงที่ไม่มีความหมายหรือการได้ยินการสนทนาระหว่างคนแปลกหน้า ส่วนเสียงเพลงและเสียงสนทนาที่มีความหมายกับผู้เข้าร่วมทดสอบ พบว่ามีผลกระทบต่องานที่มอบหมายให้ทำ โดยจะไปเพิ่มความรำคาญในระดับบุคคลและนำไปสู่การปฏิบัติงานที่ได้ประสิทธิภาพลดลง

การค้นพบนี้คล้ายกับการศึกษาของ Graham Hole อาจารย์อาวุโสด้านจิตวิทยาที่ University of Sussex ที่พบว่าการพูดคุยทางโทรศัพท์แบบแฮนด์ฟรีขณะขับรถนั้นทำให้เสียสมาธิเหมือนกับโทรศัพท์มือถือเพราะมันเป็นการสนทนาที่ดึงความสนใจของผู้ขับออกห่างจากถนน และไปกระทบกับความสามารถในการประมวลผลของสมอง ส่งผลให้ผู้ที่กำลังขับรถเสี่ยงเกิดอันตรายจากท้องถนนได้

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจจากงานสัมมนาแห่งหนึ่งที่ Jason Fried ผู้ร่วมก่อตั้ง Basecamp ซึ่งเป็นธุรกิจซอฟต์แวร์ด้าน Project management และแพลทฟอร์มให้คนทำงานร่วมกันแบบ Remote โดยเขามีแนวคิดว่าคนเราสามารถทำงานและสร้างธุรกิจให้ได้ดีโดยไม่ต้องมีออฟฟิศ องค์กรสามารถให้พนักงานทำงานจากที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่ร้านคาเฟ่ หรือทำงานกับทีมงานที่อยู่คนละซีกโลก และไม่สนับสนุนการประชุมอันยาวนานและใช้คนร่วมประชุมเยอะ

"หลายองค์กรลงทุนกับเงินจำนวนมากเพื่อนำพนักงานของพวกเขามาทำงานรวมกันที่ออฟฟิศ แต่เมื่อพนักงานต้องการทำงานนั้นๆ ให้เสร็จสิ้น พวกเขาต้องการไปทำงานที่อื่น เช่น ที่บ้าน หรือในการเดินทาง (บนรถไฟฟ้า) หรือในเวลาที่แปลก เช่น ตอนเช้าตรู่ ยามดึก หรือวันหยุดสุดสัปดาห์ เพราะคนส่วนใหญ่ในวิชาชีพสายงานครีเอทีฟ ต้องใช้เวลาอย่างต่อเนื่องในการทำงาน แต่การทำงานในออฟฟิศกลับทำให้วันนั้นๆ เต็มไปด้วยการประชุมและการร้องขออื่นๆ"

Jason Fried เห็นความคล้ายคลึงกันระหว่างการทำงานกับการนอนหลับ หมายความว่าเวลาที่คุณนอนหลับอยู่ หากมีอะไรบางอย่างมาขัดจังหวะหรือรบกวนการนอนจนตื่น ผลคือกว่าจะนอนหลับได้อีกก็ต้องใช้เวลานาน เริ่มกระบวนการนอนใหม่ทั้งหมด เช่นเดียวกันกับงานด้านครีเอทีฟ หากถูกขัดจังหวะขึ้นมาแล้ว คุณก็จำเป็นต้องคิดใหม่ตั้งแต่เริ่มทั้งหมดอีกครั้ง และการขัดจังหวะในออฟฟิศก็ไม่เหมือนกับที่บ้าน ขณะที่ทำงานที่บ้านคุณสามารถเลือกที่จะเปิดทีวีหรือท่องอินเทอร์เน็ตหรือไปเดินเล่นก็ได้ เพื่อรีแลกซ์ก่อนเริ่มทำงาน แต่สำหรับในที่ทำงานการขัดจังหวะหลักๆ เลยก็คือผู้จัดการมาทวงงาน งานมีปัญหาต้องสอบถาม หรือไม่ก็เรียกประชุม

"ในการประชุมแต่ละครั้ง มันคือการนำคน 10 คนออกจากห้วงกระบวนการความคิดงาน เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับงาน (แทนที่จะทำงานจริง) สำหรับการประชุม 1 ชั่วโมงนี่เทียบเท่ากับเวลา 10 ชั่วโมงของการสูญเสียผลิตผลจากองค์กร การประชุมบ่อยๆ ส่งผลให้ต้องมีการประชุมมากขึ้นอีกเรื่อยๆ ยิ่งเพิ่มความเสียหายให้ตัวงานมากไปอีก" Jason Fried อธิบาย และเขาได้เสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหานี้ไว้ 3 ข้อ ได้แก่

1. กำหนดวันแห่งความเงียบ: หมายความว่าในวันนั้นๆ ห้ามมีการพูดคุยกัน เช่น เลือกวันพฤหัสบดีเป็นวันเงียบ ทุกคนในทีมต้องไม่คุยกันตลอดทั้งช่วงบ่ายของวันนั้น ทำหนึ่งครั้งต่อเดือน มันสามารถทำให้พนักงานทำงานเสร็จได้ในเวลา 4 ชั่วโมง

2. เปลี่ยนวิธีสื่อสาร: เปลี่ยนการสื่อสารแบบเห็นหน้าไปใช้การสื่อสารทางอีเมลหรือข้อความแทน อาจจะต้องใช้เวลาสักครู่ในการสื่อสารกันเหมือนเดิม แต่อย่างน้อยผู้รับสารสามารถเลือกได้ว่าจะจัดการกับข้อความนั้นเมื่อใด พวกเขาสามารถกำหนดเวลาทำงานหลัก งานรอง และการตอบปัญหาเรื่องงานต่างๆ ได้ด้วยตนเอง

3. ยกเลิกการประชุม: หากไม่มีเรื่องด่วน จำเป็น หรือสิ่งสำคัญมากๆ ก็ละเว้นการประชุมไปบ้างก็ได้ เพื่อทำให้ตารางงานของทุกคนฟรีฟอร์มได้มากขึ้น

อ้างอิง:

https://www.telegraph.co.uk/science/2016/12/01/working-noisy-cafe-productive-office/

https://tedsummaries.com/2014/06/15/jason-fried-why-work-doesnt-happen-at-work/

มีงานวิจัยจากประเทศญี่ปุ่นระบุว่า การนั่งทำงานในคาเฟ่ที่มีเสียงดังอาจได้งานที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการทำงานในออฟฟิศที่วุ่นวาย เพราะการคุยเล่นกันแบบไร้สาระในคาเฟ่มันไม่สามารถรบกวนสมาธิของคุณได้เหมือนกับการคุยเรื่องงานในออฟฟิศ

นักข่าว นักหนังสือพิมพ์ ที่ทำงานในแวดวงสื่อสารมวลชนทั้งในแพลตฟอร์มหนังสือพิมพ์และออนไลน์ ชอบท่องโลกกว้างเป็นชีวิตจิตใจ ไม่พลาดที่จะค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ จากการกิน ดื่ม เที่ยว ไปพร้อมกับเพิ่มทักษะ Self-Development ในทุกๆ จังหวะของชีวิต