ฮิตกันจัง! น้ำดื่มใส่วิตามิน ดีจริงหรือหลอก?
  • Lifestyle
  • Sep 5, 2019

กระแสความฮอตฮิตของน้ำดื่มแนวใหม่ กำลังเข้ามาสั่นสะเทือนวงการสุขภาพ เจาะตลาดกลุ่มวัยทำงานหนุ่มสาวที่อยากมีสุขภาพดีแบบทางลัด เพราะชีวิตการทำงานในเมืองใหญ่ที่วุ่นวาย เร่งรีบ ทำให้ไม่มีเวลาดูแลสุขภาพได้จริงจังอย่างที่คิด เครื่องดื่มเหล่านี้จึงกลายเป็นเทรนด์สุขภาพแนวใหม่

เมื่อเราลองลงพื้นที่สำรวจเครื่องดื่มประเภทน้ำเปล่าใสๆ ที่ผสมวิตามิน พบว่ามีทั้งแบบน้ำเปล่าธรรมดา Drinking water, น้ำเปล่าแบบ Sparkling water รวมไปถึงเครื่องดื่มใสๆ แต่มีรสชาติและกลิ่นผลไม้ พร้อมผสมวิตามินและสารอาหารอื่นๆ ลงไปด้วย

แต่คุณจะมั่นใจได้ยังไง? ว่าเครื่องดื่มผสมวิตามินเหล่านี้ จะให้ประโยชน์กับร่างกายจริงๆ 

น้ำดื่มวิตามิน ทางเลือกคนรักสุขภาพ?

เมื่อช่วงต้นปี 2019 อยู่ดีๆ ก็มีน้ำเปล่าแบรนด์โรงพยาบาลแห่งหนึ่งฮิตแรงแซงโค้งน้ำดื่มยี่ห้ออื่นๆ ไปแบบไม่เห็นฝุ่น ขายดีจนสินค้าขาดตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มหนุ่มสาวชาวออฟฟิศที่ต้องซื้อมาลองชิมถึงจะอินเทรนด์เหมือนคนอื่นเขา โดยข้อดีของน้ำยี่ห้อนี้คือมีการผสมวิตามินลงไปหลายอย่าง ทั้งวิตามินบี1 บี3 บี6 ไบโอติน กรดโฟลิค ฯลฯ 

มีการเคลมถึงคุณประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับเมื่อดื่มน้ำผสมวิตามินขวดนี้ ได้แก่ Vitamin B1 ช่วยบำรุงประสาทและสมอง บรรเทาอาการเมารถเมาเรือ ป้องกันโรคเหน็บชา, Vitamin B6 ช่วยป้องกันโรคประสาทและโรคผิวหนัง เสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกาย ช่วยชะลอวัย ป้องกันการเกิดนิ่วในไต ลดอาการมือชาและตะคริว, Vitamin B3 (Niacin) ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด บำรุงผิวพรรณ บรรเทาอาการปวดไมเกรน บรรเทาอาการท้องร่วง รักษาอาการร้อนใน

Folic Acid ช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดง ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการนำออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ, Chrysanthemun (เก็กฮวย) ให้ความสดชื่น ดับกระหาย และกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย, Biotin ช่วยป้องกันอาการผมร่วง ผมหงอก แก้อ่อนเพลีย บำรุงเล็บ บรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ แถมยังปราศจากน้ำตาล ให้พลังงาน 0 แคลอรี่ ไม่ทำให้อ้วนอีกด้วย

แต่ในอีกด้าน ก็มีนักสืบโซเชียลกลุ่มหนึ่งออกมาโพสต์ข้อความแย้งว่า วิตามินที่ผสมในน้ำดื่มนี้มีประโยชน์จริง แต่ใส่ในปริมาณที่น้อยมาก อาจจะไม่ได้มีผลช่วยบรรเทาอาการต่างๆ หรือรักษาโรคได้จริง อีกทั้งในน้ำดื่มยังมีโซเดี่ยมผสมอยู่ถึง 10 มก. ซึ่งปกติคนเราได้รับโซเดียมจากอาหารและเครื่องดื่มอื่นๆ ระหว่างวันอยู่แล้ว หากดื่มน้ำผสมวิตามินที่มีโซเดียมเข้าไปอีก ร่างกายอาจจะได้รับโซเดียมมากเกินไป (ไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน)

ซึ่งหากร่างกายได้รับโซเดียมมากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดภาวะ Hypernatremia หรือภาวะโซเดียมในเลือดสูง ทำให้เลือดเสียสมดุล หลอดเลือดจึงพยายามดูดน้ำเข้ามาเจือจางโซเดียม จนทำให้แรงดันเลือดสูงขึ้น นำไปสู่โรคความดันโลหิตสูง โรคไต โรคหัวใจ เป็นต้น 

อยากดื่มก็ดื่มได้ แต่ควรจำกัดปริมาณ

นอกจากน้ำดื่ม "วิตามินวอร์เตอร์" แบรนด์ดังนี้แล้ว ยังมีน้ำดื่มผสมวิตามินยี่ห้ออื่นๆ อีกมามายในท้องตลาด และหาซื้อได้ง่ายตามร้านสะดวกซื้อ มีทั้งแบบอัดแก๊สเพิ่มความซ่า และแบบที่ใส่กลิ่นและรสผลไม้ลงไปเพื่อความหอมหวาน แต่ส่วนใหญ่น้ำดื่มแนวนี้มักจะมีน้ำตาลน้อย แคลอรีต่ำ และมีเครื่องหมายอาหารทางเลือกสุขภาพ ซึ่งดีต่อสุขภาพของผู้บริโภคมากกว่าน้ำอัดลมหรือน้ำชาบรรจุขวดแบบน้ำตาลสูงปรี๊ด

เอาเป็นว่าถ้าใครใคร่ดื่มก็ดื่มได้ ไม่มีปัญหา เพียงแต่ควรตระหนักไว้ว่าให้ดื่มอย่าพอเหมาะพอดี ซึ่งมันก็มีส่วนช่วยดับกระหาย และช่วยให้สดชื่นขึ้นได้จริงๆ นั่นแหละ เพียงแต่ว่าพวกวิตามินและสารอาหารอื่นๆ ที่ใส่มา มีปริมาณน้อย จนอาจจะไม่ส่งผลในเรื่องการบำรุงสุขภาพอะไรมากมายนัก 

ถ้าจะให้ดี...ดื่มน้ำเปล่าธรรมดานี่แหละ ก็เพียงพอต่อความต้องการน้ำของร่างกายคนเราแล้ว

วิตามินดีๆ มีอยู่ในอาหารทั่วไป

ถ้าอยากให้ร่างกายของคุณได้รับวิตามินเยอะๆ ที่เพียงพอ และสามารถช่วยบำรุงสุขภาพร่างกายได้ดีจริง แนะนำให้กินวิตามินเสริมแบบเม็ด คือ ตอบโจทย์ได้ตรงเป้าที่สุด เพราะมีปริมาณวิตามินที่มากเพียงพอกับที่ร่างกายต้องการ

และถ้าจะให้ดีกว่านั้น (และไม่ต้องเสียตังค์ซื้ออาหารเสริมแพงๆ) ก็คือหันมาใส่ใจเลือกอาหารการกินของคุณในทุกๆ วัน กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นผักผลไม้ เลี่ยงของทอด และดื่มน้ำเปล่าธรรมดาวันละ 7-8 แก้ว แค่นี้คุณก็ได้รับวิตามินและความชุ่มชื้นจากน้ำได้เพียงพอในแต่ละวันแล้วล่ะ

สำหรับอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินต่างๆ ที่ร่างกายต้องการ มีอะไรบ้าง? คุณควรกินผักผลไม้ชนิดไหนบ้าง? ถึงจะได้วิตามินไปแบบจัดเต็ม เราเสาะหาและรวมรวบมาฝากกัน ดังนี้

1. วิตามิน เอ

มี เรติน-เอ (Retine-a) ที่ช่วยในการปรับสีผม ขจัดผิวที่แห้ง รักษาความอ่อนเยาว์ และทำให้ผิวดูกระชับขึ้น สำหรับอาหารที่เป็นแหล่งวิตามินเอ ได้แก่ แครอท นม เนื้อ ปลา เนยแข็ง ไข่ และตับ เป็นต้น

2. วิตามิน ซี

มีอยู่ในผักและผลไม้ ทำให้ร่างกายสร้างและดูดซึมคอลลาเจนได้เป็นอย่างดี จึงควรรับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น วิตามินซีมีอยู่ในผลไม้ประเภท ส้ม มะนาว ฝรั่ง มะขามป้อม เสาวรส ฟักข้าว เบอร์รี่ต่างๆ เป็นต้น

3. วิตามินบี1 บี3 บี6

ช่วยลดความเครียด ช่วยเผาผลาญพลังงาน บำรุงระบบย่อยอาหาร บำรุงผิวพรรณป้องกันและบรรเทาไมเกรน ช่วยปรับฮอร์โมนให้เป็นปกติ ทำให้สมองรู้สึกผ่อนคลาย ซึ่งอาหารที่มีวิตามินบีสูง ได้แก่ ถั่วเหลือง ข้าวโอ๊ต ถั่วลิสง ข้าวไม่ขัดสี นม ไข่แดง ปลา อะโวคาโด อินทผลัม มะเดื่อฝรั่ง ลูกพรุน จมูกข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต เป็นต้น

4. ไบโอติน

ไบโอตินเป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยบำรุงเส้นผม เล็บ ผิวหนังให้แข็งแรงและมีสุขภาพดี มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาท ระบบเผาผลาญพลังงาน และบำรุงเซลล์ต่างๆ ภายในร่างกาย มีอยู่ในอาหารประเภท ไข่แดง เครื่องในสัตว์ อัลมอนด์ ถั่วลิสง วอลนัท ถั่วเหลือง ธัญพืช กล้วย กะหล่ำดอก เห็ด เป็นต้น

5. กากใยไฟเบอร์

ไฟเบอร์ช่วยชะลอการดูดซึมสารอาหาร ช่วยให้อาหารอยู่ท้องได้นาน ไม่หิวไวเกินไป ช่วยควบคุมน้ำหนักได้ดี เหมาะกับคนที่อยากลดน้ำหนัก และมีส่วนช่วยในเรื่องระบบขับถ่ายอีกด้วย ร่างกายคนเราควรได้รับกากใยอาหารวันละ 25-30 กรัม และควรได้รับไฟเบอร์ทั้ง 2 ชนิดคือ ไฟเบอร์ชนิดที่ละลายน้ำ และชนิดที่ไม่ละลายน้ำ มีอยู่ในพวกพืชผักต่างๆ เช่น ข้าวกล้อง ธัญพืชโฮลวีต พืชตระกูลถั่ว บล็อกโคลี ผักคะน้า ผักบุ้ง กวางตุ้ง แอปเปิ้ล องุ่น ฝรั่ง ส้มชนิดต่างๆ เป็นต้น

------------------------------

อ้างอิง

https://www.doctor.or.th/article/detail/3319

https://waymagazine.org/eating-enough-fiber/

https://www.honestdocs.co/does-collagen-make-our-skin-white

น้ำดื่มผสมวิตามินจริงๆ ก็ดื่มได้ ไม่มีปัญหา ช่วยดับกระหายและทำให้สดชื่นขึ้น แต่พวกวิตามินและสารอาหารอื่นๆ ที่ใส่ลงไป มีปริมาณน้อย อาจจะไม่ส่งผลในเรื่องการบำรุงสุขภาพอะไรมากมายนัก  ถ้าจะให้ดี...ดื่มน้ำเปล่าธรรมดานี่แหละ ดื่มให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายก็ได้ประโยชน์ไปเต็มๆ

นักข่าว นักหนังสือพิมพ์ ที่ทำงานในแวดวงสื่อสารมวลชนทั้งในแพลตฟอร์มหนังสือพิมพ์และออนไลน์ ชอบท่องโลกกว้างเป็นชีวิตจิตใจ ไม่พลาดที่จะค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ จากการกิน ดื่ม เที่ยว ไปพร้อมกับเพิ่มทักษะ Self-Development ในทุกๆ จังหวะของชีวิต