สิงคโปร์แบนโฆษณาเครื่องดื่มน้ำตาลสูง ประเทศแรก!
  • Lifestyle
  • Oct 21, 2019

"You ARE What You Eat" ยังคงเป็นวลีที่จริงเสมอ โดยเฉพาะในยุคสมัยนี้ที่ผู้คนทั่วโลกหันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น ไม่ว่าจะหยิบอะไรเข้าปาก ก็ต้องคิดก่อนว่ามันจะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายในระยะยาวหรือไม่? แคลอรีเท่าไหร่? โซเดียมสูงมั้ย? น้ำตาลเยอะเกินไปหรือเปล่า? 

สำหรับในบ้านเราก็เริ่มมีมาตรการหลายๆ อย่างออกมาควบคุมดูแลสุขภาพคนไทยมากขึ้น เช่น มีอาหารทางเลือกสุขภาพออกมาจำหน่ายเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นขนม เครื่องดื่ม อาหารแช่แข็ง ที่พร้อมใจกันปรับสูตรใหม่ คือ ลดน้ำตาลและลดโซเดียมลงจากสูตรเดิม, มีขนมขบเคี้ยวในรูปแบบอบกรอบมากขึ้น (ทดแทนขนมแบบทอดกรอบที่เคยขายดีในอดีต), อีกทั้งยังมีมาตรการเก็บ ภาษีความหวาน จากหน่วยงานภาครัฐอีกด้วย

เหตุที่ต้องมีการเก็บภาษีความหวานนั้น เนื่องมาจากว่าความหวานแทรกซึมในชีวิตคนไทยหลากหลายรูปแบบ ไม่แปลกที่จะทำให้คนไทยติดรสชาติหวานจัดกันมานานจนทำให้มีอัตราผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคเกี่ยวเนื่องอื่นๆ เพิ่มมากขึ้นจนน่าตกใจ อาหารและเครื่องดื่มเหล่านี้จึงกลายเป็นมหันตภัยร้ายต่อสุขภาพคนไทยอย่างมาก

กรรมสรรพสามิตจึงมีประกาศเก็บภาษีความหวานอัตราใหม่ เริ่มต้นในวันที่ 1 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลหลายตัวขยับราคาขึ้นตามมา โดยคิดในอัตราต่อ 100 มิลลิกรัม คือ ปริมาณน้ำตาลไม่เกิน 6 กรัม ไม่ต้องเสียภาษี, ปริมาณน้ำตาล 6-8 กรัม เสียภาษี 0.30 บาท/ลิตร, ปริมาณ น้ำตาล 10-14 กรัม เสียภาษี 1 บาท/ลิตร, ปริมาณน้ำตาล 14-18 กรัม เสียภาษี 3 บาท/ลิตร และเกิน 18 กรัม เสียภาษี 5 บาท/ลิตร

นั่นแปลว่า...น้ำอัดลมปริมาตร 500 มิลลิลิตรที่มีน้ำตาลถึง 53 กรัม ชาเขียวบรรจุขวด 445 มิลลิลิตรที่มีน้ำตาล 20 กรัม ก็ต้องเข้าเกณฑ์ตามการเก็บภาษีความหวานดังกล่าว เครื่องดื่มเหล่านี้ต้องปรับราคาขึ้นตามไปด้วย ซึ่งการขึ้นภาษีน้ำตาลในบริบทนี้ เป็นแนวทางสร้างอุปสรรคเล็กๆ ของคนไทยให้ฉุกคิดถึงโทษของน้ำตาลที่มากับเครื่องดื่มแก้วโปรด เพื่อป้องกันตัวเองจากโรคภัยที่จะตามมาในอนาคต

ลองไปส่องประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่าง สิงคโปร์ ดูบ้าง ล่าสุด...มีรายงานว่าสิงคโปร์เป็นประเทศแรกที่ห้ามโฆษณาส่งเสริมเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูง! เป็นแนวทางที่ภาครัฐของสิงคโปร์ใช้สร้างอุปสรรคให้ประชาชนชาวสิงคโปเรี่ยนลดการบริโภคเครื่องดื่มหวานจัด และอาจส่งผลให้อัตราผู้ป่วยโรคเบาหวานในประเทศลดลงได้

Edwin Tong รัฐมนตรีอาวุโสด้านกฎหมายและสุขภาพพูดถึงคำสั่งห้ามโฆษณาส่งเสริมเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูงดังกล่าว ในพิธีเปิดการประชุมสภาสุขภาพและชีวการแพทย์สิงคโปร์ประจำปี 2562 ที่เพิ่งผ่านมา โดยการแบนโฆษณากลุ่มเครื่องดื่มดังกล่าวจะแบนทั้งในสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ โดยจะมีผลบังคับใช้ภายในปีหน้า (ปี 2563)

เป้าหมายคือ ทำสงครามกับ “โรคเบาหวาน” เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานทั่วประเทศ เนื่องจากในปี 2018 มีรายงานว่าผู้คนในสิงคโปร์บริโภคน้ำตาลโดยเฉลี่ย 12 ช้อนชาต่อวัน ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพของประชากรสิงคโปร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกเหนือจากการห้ามโฆษณาเครื่องดื่มน้ำตาลสูงแล้ว ทางกระทรวงสาธารณสุขของสิงคโปร์ จะมีการเปิดตัวฉลากโภชนาการที่มีการให้คะแนนและรหัสสีบนเครื่องดื่มน้ำตาลสูงเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถ เลือกบริโภคเครื้องดื่มได้อย่างชาญฉลาดและเลือกได้อย่างมีสุขภาพดี

“ฉลากจะบังคับใช้เฉพาะกับ เครื่องดื่มน้ำตาลสูง ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเท่านั้นและยังมีการพิจารณาว่าจะใช้มาตรการเน้นข้อความที่ระบุ ปริมาณน้ำตาลบนฉลาก ให้ชัดเจนมากขึ้น เพื่อเตือนผู้บริโภคเกี่ยวกับเครื่องดื่มที่มีสุขภาพดีและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลน้อย”

นอกจากนี้ทางคณะกรรมการส่งเสริมสุขภาพของสิงคโปร์ ยังมีการดำเนินการให้คำปรึกษาสาธารณะเพื่อค้นหาว่ากลุ่มผู้บริโภค และทางฝั่งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม รู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับมาตรการลดปริมาณน้ำตาลในผลิตภัณฑ์และพบว่าส่วนใหญ่ได้รับความนิยม

นั่นแสดงให้เห็นแล้วว่าผู้คนสิงคโปร์สมัยใหม่ ต่างก็หันมาเลือกอาหารและเครื่องดื่มแบบ ลดหวาน น้ำตาลน้อย กันมากขึ้นจริง และมาตรการการแบนโฆษณาเครื่องดื่มน้ำตาลสูง ก็คาดว่าจะมีส่วนช่วยให้ประชากรสิงคโปร์มีสุขภาพที่ดีขึ้นและเห็นผลได้จริงเช่นกัน

---------------------------

อ้างอิง: https://www.independent.co.uk/

Edwin Tong รัฐมนตรีอาวุโสด้านกฎหมายและสุขภาพ พูดถึงคำสั่งห้ามโฆษณาส่งเสริมเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูงในพิธีเปิดการประชุมสภาสุขภาพและชีวการแพทย์สิงคโปร์ประจำปี 2562 ที่เพิ่งผ่านมา โดยการแบนโฆษณากลุ่มเครื่องดื่มดังกล่าวจะแบนทั้งในสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ โดยจะมีผลบังคับใช้ภายในปีหน้า

นักข่าว นักหนังสือพิมพ์ ที่ทำงานในแวดวงสื่อสารมวลชนทั้งในแพลตฟอร์มหนังสือพิมพ์และออนไลน์ ชอบท่องโลกกว้างเป็นชีวิตจิตใจ ไม่พลาดที่จะค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ จากการกิน ดื่ม เที่ยว ไปพร้อมกับเพิ่มทักษะ Self-Development ในทุกๆ จังหวะของชีวิต