เตือนภัย! กินคีโตลดน้ำหนัก เสี่ยงระยะยาว
  • Lifestyle
  • Oct 10, 2019

สำหรับหนุ่มสาวยุคนี้เรื่อง ลดน้ำหนัก ก็ยังเป็นมิชชั่นยอดฮิตตลอดกาล หลายคนปฎิญาณตนไว้ว่าปีนี้จะต้องลดน้ำหนักให้ได้สักที (พูดแบบนี้อยู่ทุกปีแต่ก็ทำไมได้สักปี) ที่ผ่านมามีวิธีการลดน้ำหนักในแบบใหม่ๆ ถูกนำเสนออกมาเสมอ หนึ่งในนั้นก็คือ คีโตเจนิค ที่ว่ากันว่าเป็นวิธีที่ได้ผลดีและผอมเร็ว

คีโตเจนิคไดเอต คือ การลดน้ำหนักด้วยการทานอาหารหมู่คาร์โบไฮเดรต หรืออาหารประเภทแป้งและน้ำตาลให้น้อยที่สุด เน้นกินอาหารประเภทไขมันดีให้ได้ร้อยละ 75-80 ควบคู่ไปกับอาหารหมู่โปรตีน เพื่อปรับการทำงานของระบบเผาผลาญพลังงาน ถือเป็นการปรับให้ร่างกายเข้าสู่สภาวะเลียนแบบการอดอาหาร เพื่อให้ร่างกายดึงไขมันที่เก็บสะสมไว้มาเผาผลาญเป็นพลังงานแทนน้ำตาล 

สูตรไดเอตนี้ถูกคิดค้นขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1980 เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ในการรักษาผู้ป่วยโรคลมบ้าหมู แต่ในปัจจุบันนี้สูตรลดน้ำหนักแบบคีโตเจนิคไดเอตนี้ก็ได้กลายเป็นที่นิยมของนักเล่นกล้ามด้วย 

การกินคีโตเคยได้รับความนิยมในปี 2018 และกระแสเบาบางลงไป หลักการคล้ายคลึงกับ CD แต่จะมีกลุ่มอาหารที่รับประทานได้หลากหลายกว่า และพุ่งความสนใจไปที่ ระดับคีโตนในเลือดต้องมีตลอดเวลา เพราะเป็นการยืนยันว่าร่างกายถูกบังคับให้ใช้ไขมันเป็นแหล่งพลังงานหลักอยู่

แต่ในขณะเดียวกัน แพทย์ออกมาเตือนคนที่ลดน้ำหนักด้วยการกิน “คีโตเจนิค” ว่าวิธีนี้มักจะทำให้เกิดอาการข้างเคียง เช่น นอนไม่หลับ ไขมันในเลือดผิดปกติ เพิ่มความเสี่ยงตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน นิ่วในไต โรคหัวใจเต้นพริ้ว ขาดสารอาหาร และส่งผลให้มวลกระดูกลดลง รวมถึงยังไม่มีรายงานถึงความปลอดภัยในระยะยาว

สมิทธิ โชติศรีลือชา หน่วยโภชนศาสตร์คลินิก กองอายุรกรรม รพ.พระมงกุฎเกล้า กล่าวว่า ในการประชุมวิชาการโภชนาการแห่งชาติครั้งที่ 13 ได้พูดถึงการบริโภคอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำหรืออาหารคีโตเจนิค (ketogenic) เป็นรูปแบบอาหารที่เน้นการจำกัดปริมาณการบริโภคคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลเป็นหลัก โดยเพิ่มสัดส่วนของไขมันในอาหารเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะคีโตซิส ส่งผลให้น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงแรก จึงเป็นรูปแบบอาหารที่ประชาชนส่วนใหญ่สนใจในการปฏิบัติเพื่อลดน้ำหนักตัว

การบริโภคอาหารคีโตเจนิคให้เหมาะสมและปลอดภัย ควรคำนึงถึงชนิดของกรดไขมันในการเลือกบริโภค เพราะมีผลต่อความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ และกระบวนการอักเสบในร่างกาย และยังไม่มีรายงานถึงความปลอดภัยในระยะยาวอีกด้วย ทั้งนี้ การบริโภคคีโตเจนิคอาจจะไม่สอดคล้องกับรูปแบบการบริโภคอาหารของคนไทยที่บริโภคข้าวเป็นหลัก ทำให้ไม่สามารถทำได้ต่อเนื่องและล้มเหลวในการปฏิบัติตามได้สูง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินให้ถูกต้องในระยะยาว จึงเป็นวิธีการที่เหมาะสมและยั่งยืนมากกว่าในการรักษาสุขภาพและควบคุมน้ำหนัก

แม้ว่าการบริโภคอาหารแบบคีโตเจนิคจะช่วยให้ลดน้ำหนักตัวลดลงได้เร็วกว่าวิธีการควบคุมอาหารประเภทอื่นๆ แต่ก็มีอาการข้างเคียงที่พบได้บ่อย คือ

อาการขาดน้ำ อ่อนเพลีย ปวดหัว เวียนศีรษะ คลื่นไส้ เบื่ออาหาร อารมณ์ฉุนเฉียว นอนไม่หลับ ท้องผูก (หากได้รับใยอาหารจากผักผลไม้ไม่เพียงพอ ) ท้องเสีย ไขมันในเลือดผิดปกติ เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน

นอกจากนี้ ยังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วที่ไต เนื่องจากภาวะเป็นกรดในเลือดที่เพิ่มขึ้นจากคีโตนบอดี้ (ketone bodies) ทำให้เพิ่มการขับแคลเซียมและแมกนีเซียมออกทางปัสสาวะ แถมยังทำให้สูญเสียแคลเซียมเพิ่มขึ้นด้วย ส่งผลให้ในระยะยาวมีมวลกระดูกลดลง มีรายงานถึงการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจเต้นพริ้ว และเพิ่มความเสี่ยงในการขาดสารอาหารและวิตามินต่างๆ เช่น โพแทสเซียม แมกนีเซียม วิตามินซี วิตามินบี1 สังกะสี ทองแดง 

สมิทธิ บอกอีกว่า สำหรับใครที่อยากจะลองลดน้ำหนักด้วยการกินคีโตฯ ก็มีข้อแนะนำว่าควรเริ่มจากค่อยๆ จำกัดปริมาณคาร์โบไฮเดรต เช่น ลดปริมาณน้ำตาลจากเครื่องดื่มน้ำหวาน น้ำอัดลม น้ำผลไม้ เครื่องดื่มบำรุงกำลัง ขนมหวานต่างๆ แล้วจึงค่อยปรับลดปริมาณข้าวหรือแป้ง และผลิตภัณฑ์เส้นธัญพืชที่มีแป้งต่างๆ รวมถึงผลิตภัณฑ์นมและผลไม้

จากนั้นก็ค่อยๆ เพิ่มสัดส่วนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ อาหารทะเล หรือเลือกแหล่งอาหารที่มีทั้งไขมันและโปรตีน เช่น ถั่วเปลือกแข็งต่างๆ หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ติดมันและเนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน หมูยอ กุนเชียง ลูกชิ้น เพราะถึงแม้จะมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตน้อย แต่มีไขมันอิ่มตัวสูงนอกจากนี้ก็ควรเพิ่มอาหารกลุ่มผัก โดยเน้นที่ผักใบเพื่อให้ได้วิตามิน เกลือแร่ และใยอาหาร ใช้น้ำมันปรุงประกอบอาหารตามความเหมาะสม

การกินอาหารแบบคีโตเจนิคไม่ได้กำหนดการใช้เครื่องปรุงรส เว้นแต่ว่าต้องระวังเครื่องปรุงรสที่มีน้ำตาลและสารผสมที่อาจมีแป้งเป็นองค์ประกอบ อาจจะพิจารณาใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลในการปรุงรสอาหาร เพื่อให้ได้รสชาติหวานตามที่คุ้นเคย ในส่วนของการประกอบอาหารคีโตเจนิคสามารถปรุงด้วยเครื่องเทศและสมุนไพรต่างๆ ได้ รวมถึงการปรุงด้วยรสเปรี้ยว เค็ม และเผ็ด

เพียงเท่านี้คุณก็จะสามารถลดน้ำหนักได้ถูกต้อง เนรมิตหุ่นผอมเพรียวได้แบบสุขภาพดี ไม่มีโรคภัยเบียดเบียนอีกต่อไป

-----------------------------

อ้างอิง: https://www.nutritionthailand.org/th/

“คีโตเจนิค”ลดน้ำหนัก นั้นมักจะเกิดอาการข้างเคียงนอนไม่หลับ ไขมันในเลือดผิดปกติ เพิ่มความเสี่ยงตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน นิ่วที่ไต โรคหัวใจเต้นพริ้ว และ ขาดสารอาหาร ระยะยาวมีมวลกระดูกลดลง รวมถึงยังไม่มีรายงานถึงความปลอดภัยในระยะยาว

เพราะบอนชอนและโบท็อกซ์ คือสิ่งที่ทำให้มีกำลังใจใช้ชีวิตในประเทศที่ประยุทธเป็นนายกรัฐมนตรี