"กาแฟ" กับ 7 วิธีดื่มที่จะช่วยให้คุณ "สุขภาพดี"
  • Lifestyle
  • Aug 15, 2019

รู้หรือไม่? กาแฟ เป็นเครื่องดื่มสุดฮิตติด 1 ใน 3 ของเครื่องดื่มยอดนิยมของคนทั่วโลก (รองจากน้ำเปล่าและชา) โดยเฉพาะ กาแฟดำ และ กาแฟสด เป็นกาแฟที่หนุ่มสาววัยทำงานสายเฮลตี้นิยมดื่มกันมากที่สุด

กาแฟช่วยให้สดชื่น แถมลดโรคร้าย

เชื่อว่า "คอกาแฟ" รู้กันดีอยู่แล้วว่า การดื่มเครื่องดื่มหอมๆ ขมปนหวานแก้วนี้มันช่วงช่วย Make My Day ให้คุณได้ดีจริงๆ มันทั้งทำให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า และช่วยทำให้หายง่วงซึมในขณะทำงาน อีกทั้งในปัจจุบันยังมีรูปแบบการชงเพื่อให้ได้กาแฟหลากหลายรสชาติมากขึ้น เรียกว่าดื่มได้ ดื่มดี ดื่มทุกวี่ทุกวันไม่มีเบื่อจริงๆ 

นอกจากช่วยให้ตื่นตัว สมองแล่น และพร้อมลุยงานได้อย่างเต็มที่แล้ว กาแฟยังมีสารสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายชนิดต่างๆ โดยมีการผลการวิจัยจากต่างประเทศหลายชิ้น ซึ่งถูกรวบรวมโดย พิชานันท์ ลีแก้ว สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า "กาแฟ" สามารถช่วยลดความเสี่ยงหลายๆ โรคได้ เช่น

- การศึกษาความสัมพันธ์ของพฤติกรรมการดื่มกาแฟกับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่2 พบว่า ผลงานวิจัยส่วนใหญ่ให้ผลเชิงบวกคือมีแนวโน้มลดความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวาน โดยสันนิษฐานว่าเป็นผลมาจากสารสำคัญในเมล็ดกาแฟที่ชื่อว่า กรดคลอโรจีนิก (chlorogenic acid) ที่ช่วยลดเบาหวานได้

การศึกษาถึงความสัมพันธ์ของการดื่มกาแฟกับโรคที่เกิดจากความเสื่อมของระบบประสาทซึ่งได้แก่ โรคพาร์คินสันและโรคอัลไซเมอร์ พบว่า การดื่มกาแฟมีแนวโน้มช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคพาร์คินสันในเพศชาย และผู้ที่ดื่มกาแฟตั้งแต่มีอายุอยู่ในช่วงวัยกลางคนมีแนวโน้มที่จะป่วยเป็นโรคความจำเสื่อมเมื่อมีอายุย่างเข้าสู่วัยสูงอายุ น้อยกว่าผู้ที่ไม่ดื่มกาแฟเลย

- การศึกษาความสัมพันธ์ของการดื่มกาแฟกับการเสื่อมของกระดูก พบว่า การดื่มกาแฟไม่เกินวันละ 3 ถ้วย (ได้รับคาเฟอีนไม่เกิน 300 มก.) ต่อวัน อาจช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกพรุนและกระดูกสะโพกหักได้

ควรดื่ม "กาแฟ" กี่แก้วต่อวัน?

ทั้งนี้ผลการวิจัยจากต่างประเทศเหล่านี้ ไม่ได้ยืนยันว่าได้ผล 100% กับทุกคน เพราะเป็นการศึกษาต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ และแต่ละคนก็มีพฤติกรรมการดื่มกาแฟที่แตกต่างกัน รวมถึงสายพันธุ์กาแฟในแต่ละพื้นที่ก็มีผลต่อปริมาณสารสำคัญในเมล็ดกาแฟอีกด้วย

ดังนั้นในการดื่มกาแฟเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพ จึงต้องอ้างอิงกับปริมาณสาร "กาเฟอีน" ในเมล็ดกาแฟ โดยปริมาณการดื่มกาแฟที่แนะนำคือ ไม่ควรเกินวันละ 300 มก. หรือเท่ากับกาแฟประมาณ 1-2 ถ้วย (ปริมาณกาแฟ 1 ถ้วยเท่ากับ 150 มล. และมีคาเฟอีนเฉลี่ย 115 มก.ต่อถ้วย)

อีกอย่างคือ บางคนมีความเชื่อว่า การดื่มกาแฟมากเกินไปจะทำให้เป็น "โรคมะเร็ง" เรื่องนี้ ผศ.นพ.สหภูมิ ศรีสุมะ สาขาวิชาเภสัชวิทยาและพิษวิทยาคลินิก ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เคยให้ข้อมูลในบทความวิชาการไว้ว่า ในเมล็ดกาแฟคั่วมีสารอีกตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า "อะคริลาไมด์" (Acrylamide) หากร่างกายได้รับสารดังกล่าวเกินปริมาณที่กำหนดไว้ จะมีความเสี่ยงทำให้เป็นมะเร็งได้

มีตัวเลขกำหนดไว้ว่า "ร่างกายควรได้รับสารอะคริลาไมด์ไม่เกิน 2.6 ไมโครกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม" หากได้รับมากกว่าที่กำหนดไว้จะทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง แต่จากการศึกษาของประเทศโปแลนด์พบว่าในกาแฟคั่วบด 160 ซีซี (ประมาณ 1 แก้ว) มีสารอะคริลาไมด์เพียง 0.15-1 ไมโครกรัมเท่านั้น แสดงว่าหากคนที่มีน้ำหนักตัว 40 กิโลกรัม จะต้องบริโภคกาแฟมากถึง 104 แก้ว จึงจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง แสดงว่าการดื่มกาแฟในปริมาณปกติ (1-2 แก้วต่อวัน) ไม่ได้มีความ
เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งใดๆ ทั้งสิ้น

แล้วดื่ม "กาแฟ" ยังไงถึงจะมี "สุขภาพดี"

แม้ว่าการดื่มกาแฟเยอะๆ จะไม่ทำให้เป็นโรคมะเร็ง แต่...รู้หรือไม่? การดื่มกาแฟมากเกินไปอาจทำให้มีคุณ "เสพติดกาเฟอีน" โดยไม่รู้ตัว และถ้าวันไหนหยุดดื่มกาแฟแบบกะทันหัน จะส่งผลเสียต่อสุขภาพ ทำให้คุณปวดหัว คลื่นไส้ กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ ฯลฯ จากอาการ "ถอนกาแฟ" หรือ "ถอนกาเฟอีน" ซึ่งเป็นผลกระทบคล้ายๆ กับการใช้ยาเสพติดเลยทีเดียว!

อ่านมาถึงตรงนี้...ถ้าคุณยังไม่ชัวร์ว่าจะดื่มกาแฟยังไง? ดื่มเท่าไหร่? ถึงจะดีต่อสุขภาพ เอาเป็นว่ามาดู How to วิธีดื่มกาแฟที่ถูกต้องกันดีกว่า

1. อย่าดื่มกาแฟติดต่อกันทุกวัน!

มีข้อมูลจาก อ.พญ.แสงศุลี ธรรมไกรสร ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุไว้ว่าหากคุณปวดหัว อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ไม่กระฉับกระเฉง ง่วงซึมเซา มึนงง สมองไม่โปร่ง รู้สึกไม่
สบายเนื้อสบายตัว ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ มีอาการซึมเศร้า หดหู่ ไม่มีสมาธิ หงุดหงิด และคลื่นไส้อาเจียน นั่นคืออาการจากภาวะ "ถอนคาเฟอีน" หรือ Caffeine withdrawal

ความรุนแรงของอาการขึ้นอยู่กับปริมาณคาเฟอีนที่ดื่มในแต่ละวัน ยิ่งดื่มมาก  
อาการก็จะยิ่งรุนแรงหากไม่ได้ดื่ม อาการนี้สามารถเกิดขึ้นได้ง่าย แม้คุณจะดื่มกาแฟเพียงแค่วันละ 1 แก้ว (ปริมาณคาเฟอีน 100 มิลลิกรัม) หรือเพิ่งเริ่มหัดดื่มกาแฟแค่ 3 วันก็ตาม

วิธีแก้คือ แนะนำให้ค่อยๆ ลดปริมาณการดื่มกาแฟลดลงเรื่อยๆ ทีละน้อยในแต่ละวัน อย่าหยุดหรือลดกะทันหัน ลดลงไปเรื่อยๆ จนอาการหายไป หลังจากนั้นก็ไม่ควรดื่มกาแฟติดต่อกันทุกวันจนติด นานๆ ดื่มที ก็ไม่มีปัญหา

2. หากไวต่อกาเฟอีน ดื่มกาแฟให้น้อยๆ

ควรสังเกตตัวเองว่ามีความไวต่อกาเฟอีนหรือไวต่อปริมาณกาแฟอยู่ที่กี่แก้ว แล้วหาปริมาณที่เหมาะสมให้ตัวเอง สังเกตง่ายๆ หากร่างกายคุณไวต่อกาเฟอีนจะมีอาการใจสั่นง่าย มือเท้าเหงื่อออกชุ่ม แม่จะดื่มกาแฟไปแค่แก้วเดียว แบบนี้ก็ยิ่งควรทิ้งระยะการดื่ม และลดปริมาณการดื่มต่อครั้งให้น้อยลง

3. อย่าดื่มกาแฟตอนเย็นหรือหัวค่ำ

ถ้าคุณเป็นคนนอนหลับยาก ควรหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟในช่วงเย็นหรือหัวค่ำ เพราะจะยิ่งทำให้นอนไม่หลับไปกันใหญ่ และการนอนน้อยก็ส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวมด้วย

4. อย่าดื่มกาแฟตอนท้องว่าง

ไม่ควรดื่มกาแฟตอนท้องว่าง เพราะกาแฟมีฤทธิ์เป็นกรด ทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะคนที่เป้ฯโณคกระเพาะและโรคกรดไหลย้อนควรหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ (เสียใจด้วยจ๊ะ!)

5. กาแฟดำดีที่สุด!

สำหรับสาวๆ ที่ใส่ใจต่อสุขภาพและรูปร่าง ก็ควรหัดดื่มกาแฟดำเข้าไว้ (หวานน้อยก็พอได้) ถ้าใส่ครีมเทียมและน้ำตาลเยอะๆ จะเสี่ยงต่อโรคอ้วน โรคหัวใจ

6. หลังดื่มกาแฟควรดื่มน้ำเปล่า

กาแฟมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ หลังดื่มกาแฟควรดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำในร่างกาย

7. กินอาหารแคลเซียมสูง

ถ้าชอบดื่มกาแฟจริงๆ คุณควรกินอาหารที่มีแคลเซียมเพิ่มด้วย เพราะแคลเซียมจะสูญเสียไปกับปัสสาวะ ยิ่งปัสสาวะบ่อยๆ (ผลจากฤทธิ์การขับปัสสาวะของกาแฟ) ก็ยิ่งสูญเสียแคลเซียมมาก จึงต้องกินพวกนม ชีส ผักใบเขียว ปลาตัวเล็กๆ เข้าไปเสริมแคลเซียมให้ร่างกายด้วย

เพียงเท่านี้คุณก็สามารถดื่มกาแฟที่ชอบควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพได้แล้ว ง่ายแบบนี้ ใครๆ ก็ทำตามได้ เชื่อสิ!

ที่มา: pharmacy.mahidolmed.mahidolmed.mahidolhonestdocs
 

หากดื่มกาแฟให้ถูกวิธี นอกจากทำให้เราสดชื่น กระปรี้กระเปร่าแล้ว ร่างกายยังจะได้รับกรดคลอโรจีนิกอย่างเหมาะสม ซึ่งมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวาน ช่วยลดความเสี่ยงโรคพาร์คินสัน ลดอาการความจำเสื่อม ลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนได้ด้วย

นักข่าว นักหนังสือพิมพ์ ที่ทำงานในแวดวงสื่อสารมวลชนทั้งในแพลตฟอร์มหนังสือพิมพ์และออนไลน์ ชอบท่องโลกกว้างเป็นชีวิตจิตใจ ไม่พลาดที่จะค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ จากการกิน ดื่ม เที่ยว ไปพร้อมกับเพิ่มทักษะ Self-Development ในทุกๆ จังหวะของชีวิต

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?