เป็นมนุษย์เงินเดือนมันไม่ง่าย เด็กจบใหม่ปรับตัวยังไงดี?
  • Lifestyle
  • Aug 14, 2019

"กลัวไม่มีเวลาพัก กลัวเพื่อนร่วมงานไม่ชอบเรา กลัวทำงานไม่ได้อย่างที่เขาคาดหวัง"

"กลัวโดนนินทา"

"กลัวทำได้ไม่ดีพอ กลัวจะลบคำสบประมาทของคนอื่นไม่ได้"

"องค์กรใหญ่ๆ คนทำงานมี Generation Gap ห่างกันเยอะ กลัวคุยกันไม่เข้าใจ ไม่มีทางรู้เลยว่าเราจะเข้ากับคนที่ทำงานได้มั้ย กังวลเรื่องเพื่อนร่วมงานมากกว่าตัวงาน"

"กลัวว่าจะทำงานไม่ทัน ทำงานไม่เสร็จ"

"กลัวเจองานที่ตัวเองไม่ชอบหรืองานประเภทที่ตัวเองทำได้ไม่ดี"

"กังวลว่าตัวเองจะเข้ากับสังคมในที่ทำงานไม่ได้ ถ้าเจอคนทำงานที่อายุต่างกับเราเยอะ กลัวว่าจะคุยกันไม่รู้เรื่อง" 

เหล่านี้เป็นผลสำรวจเล็กๆ น้อยๆ ที่ทีม Bottom Line ได้สอบถามเด็กจบใหม่หรือ First Jobber จำนวนหนึ่ง ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่สังคมการทำงานครั้งแรกในชีวิตได้เพียง 2 เดือนเศษๆ 

ส่วนใหญ่สะท้อนมุมมองไปในทิศทางเดียวกัน คือ มีความกล้วและความกังวลเกี่ยวกับสภาพสิ่งแวดล้อมในที่ทำงาน ตัวงานที่ต้องรับผิดชอบ และเรื่องเพื่อนร่วมงานที่อาจจะมีวัยที่ห่างกันมาก จนทำให้บางคนเครียดหรือนอยด์ไปเลยก็มี

ก็ในเมื่อ "ชีวิตการทำงาน" กับ "ชีวิตสมัยเรียน" มันช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การทำงานครั้งแรกของเด็กจบใหม่ในฐานะ First Jobber จึงต้องปรับตัวอย่างมาก เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงานและหัวหน้างาน หรือเพื่อแสดงให้เห็นว่าคุณเป็นคนเก่ง ขยัน ทำงานดี มีศักยภาพที่ทำประโยชน์ให้บริษัทได้ 

แต่กว่าจะก้าวข้ามความรู้สึกเหล่านี้ไปได้ มันไม่ง่ายเลย...

ไม่แปลกหรอก ที่รู้สึกกลัว!

Nicola Tanner โค้ชมืออาชีพและที่ปรึกษาด้านการพัฒนาตัวเองจาก Authenticity Coaching บอกว่า "ความกังวลของคนที่เริ่มงานใหม่เป็นธรรมชาติอย่างสมบูรณ์ การเริ่มงานใหม่นั้นสร้างความตึงเครียดได้อย่างเหลือเชื่อ" 

การเปลี่ยนแปลงนั้นน่ากลัวเสมอ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงจังหวะใหม่ของชีวิต (เปลี่ยนจากนักเรียนมาเป็นคนทำงาน) ที่คุณต้องรับบทบาทใหม่ มาอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ หน้าที่ใหม่ ผู้คนหน้าใหม่ๆ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปกติที่จะทำให้คุณรู้สึกหวาดหวั่น ทำให้เครียดมากขึ้นเพราะมีแรงกดดันมากขึ้นและมีความรับผิดชอบมากขึ้น

ดังนั้นไม่ต้องกลัวหรือเครียดจนมากเกินไป เพราะเด็กจบใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำงานที่แรก ใครๆ ก็มีอาการแบบนี้ ลองเปลี่ยนความกลัวและความกังวลมาทำให้ตัวเองสนุกกับงานจะดีกว่า

กฎเหล็กที่ "น้องใหม่" ต้องรู้!

"คุณมีเวลา 3 เดือนในการสร้างจุดยืนของตัวเองอย่างแข็งแกร่งในบริษัท หมายรวมถึงการแสดงออก การปฏิบัติตัวต่อเพื่อนร่วมงาน ความประพฤติ และผลงานที่ทำออกมาใน 90 วันแรกนั้นสำคัญมาก" Michael Watkins นักเขียนเจ้าของผลงาน The First 90 Days (Dh129, Kinokuniya) ให้คำแนะนำเด็กจบใหม่ในฐานะ First Jobber

สิ่งที่เด็กจบใหม่ควรระลึกไว้เสมอถ้าไม่อยากให้ชีวิตพังตั้งแต่เริ่มวัยทำงาน นั่นคือ "จงระวังตัวอยู่เสมอแต่อย่าแสดงออกชัดเจนจนเกินไป ขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น และทำตามคำแนะนำของหัวหน้าให้ดีอย่างไม่มีที่ติ” ไมเคิลกล่าว

อ้อ! อีกอย่างคือ "อย่ามาสายในวันแรกของคุณ เพราะมันจะกลายเป็นที่จดจำในทางที่ไม่ดีนักต่อเพื่อนร่วมงานและหัวหน้า"

How to วิธีปรับตัวสู่สังคมการทำงาน

เอาเป็นว่า...มาดูวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้ First Jobber อย่างคุณปรับตัวเข้ากับสังคมการทำงานได้ดีขึ้น

1. เตรียมใจไว้ว่ามันจะยาก

เวลาเริ่มสิ่งใหม่ใดๆ ก็ตามในชีวิต ให้ทำใจไว้เลยว่า มันไม่ง่าย! มันก็เหมือนเวลาที่คุณหัดปั่นจักรยานครั้งแรก หัดขับมอเตอร์ไซค์ครั้งแรก หัดขับรถยนต์ครั้งแรก ทุกอย่างที่ทำครั้งแรกมันยากหมดแหละ ไม่ต้องเครียดหรือนอยด์จนเกินไป

สิ่งที่ทำได้ก็คือ พยายามสร้างความประทับใจที่ดีกับเพื่อนร่วมงานและผู้บังคับบัญชาของคุณ มีความรับผิดชอบในงานของตัวเองแค่นี้ก็ดีพอแล้วสำหรับการเริ่มต้นทำงานในครั้งแรกของชีวิต (แม้ว่าจะต้องเจอปัญหาติดขัดทั้งเรื่องอุปกรณ์การทำงานที่ไม่พร้อม คนขี้นินทา เจ้านายที่ไม่ช่วยเหลือ ลูกค้าเรื่องมาก บลาๆๆ ก็ตาม)

2. ทำตัวให้เป็นฟองน้ำ

ทำตัวให้เป็นน้ำไม่เต็มแก้วหรือเป็นฟองน้ำอยู่เสมอ หมายความว่าให้คุณพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ปรับวิธีคิด ทัศนคติ และเรียนรู้งานใหม่ๆ ที่ได้รับมอบหมาย แน่นอนว่าคุณทำไม่เป็นในครั้งแรกหรอก (และรุ่นพี่ในที่ทำงานบางคนก็ไม่สอนด้วย!)

แต่ก็อย่าไปท้อ พยายามสอบถามและอยากรู้อยากเห็นในเรื่องงานให้มากเข้าไว้ รู้จักเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส เมื่อคุณมีความคิดที่อยากจะเติบโตในสายงานและหิวกระหายความรู้อยู่เสมอ คุณก็จะทำงานง่ายขึ้น (และสนุกด้วย!) เชื่อว่าหัวหน้างานจะต้องมองเห็นความตั้งใจจริงในเร็ววัน

3. การตรงต่อเวลา ชนะเสมอ!

ไม่ว่าใครก็ไม่ชอบคนผิดนัดหรือมาสาย โดยเฉพาะในสังคมการทำงานด้วยแล้วเรื่องความรับผิดชอบและการตรงต่อเวลานั้นสำคัญที่สุดเป็นอันดับ 1  First Jobber ทั้งหลายท่องไว้เลยว่า ต้องส่งงานให้ตรงเวลา ถ้าจะส่งช้าต้องมีเหตุผลที่สมควรเท่านั้น รวมถึงเวลานัดประชุมต่างๆ ก็ไม่ควรสายโดยเด็ดขาด สิ่งนี้จะทำให้คุณโดดเด่นขึ้นมาจากเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ หัวหน้าจะมองเห็นคุณและจดจำคุณในเรื่องที่ดี อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าการสร้างความประทับใจนั้นจำเป็นเหมือนกันนะ

4. ทำงานเสร็จเร็ว กลับก่อนได้มั้ย?

เคยเห็นคำถามนี้ผ่านตาอยู่หลายครั้ง จริงอยู่ว่า...ถ้าเราทำงานในหน้าที่ของเราเสร็จเร็วก็มีสิทธิ์กลับบ้านได้ก่อน ไม่ผิด! แต่น้องๆ ก็ควรปรับตัวให้คุ้นเคยกับวัฒนธรรมองค์กรนั้นๆ ควบคู่ไปด้วย แทนที่จะทำแค่งานตัวเองให้รีบเสร็จจะได้รีบกลับ เปลี่ยนมาลองถามพี่ๆ คนอื่นดูว่ามีอะไรให้ช่วยมั้ยคะ/ครับ? แบบนี้จะน่ารักกว่าเยอะเลย ถ้ารุ่นพี่มีเรื่องให้คุณช่วย การช่วยของคุณก็จะได้แสดงศักยภาพด้านอื่นๆ ให้เพื่อนร่วมงานได้เห็น ส่วนรุ่นพี่คนนั้นก็ทำงานเสร็จไวและได้กลับบ้านเร็วขึ้น แบบนี้ win win ทั้งน้องและพี่ในที่ทำงาน

5. เป็น "รุก" ดีกว่าเป็น "รับ"

อย่าเพิ่งคิดทะลึ่งไป เรากำลังพูดถึงการทำงานว่าน้องๆ First Jobber ควรฝึกการทำงานเชิกรุก (Proactive) ดีกว่าการนั่งรอให้พี่ๆ มาคอยบอกว่าให้ทำอันนั้นทำอันนี้ วิธีที่ดีกว่าคือ ถ้างานในมือเสร็จแล้วให้ถามหัวหน้าหรือพี่ๆ ในทีมว่ามีอะไรที่จะให้ช่วยทำอีกมั้ย? (บอกได้เลยว่าหัวหน้าทุกคนชอบที่จะได้ยินคำนี้!)

แต่อย่าถามออกไป...ถ้าคุณแค่ต้องการเอาหน้า ให้ถามเมื่อคุณมั่นใจจริงๆ ว่าคุณสามารถรับงานใหม่มาทำได้และผลงานออกมาดีจริงๆ ไม่งั้นแทนที่จะดูดีมีศักยภาพ มันกลับทำให้คุณดูปลอมไปอีก

แล้วก็...ไม่มีใครชอบคนปลอมๆ หรอกนะ จะบอกให้!

 

ที่มา : crunchbynuffnanglearningtoleapgulfnewsshareopenings

ชีวิตการทำงานกับชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยมันช่างแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การทำงานครั้งแรกของเด็กจบใหม่ในฐานะ First Jobber จึงต้องปรับตัวค่อนข้างมาก เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากทั้งเพื่อนร่วมงานและหัวหน้างาน

นักข่าว นักหนังสือพิมพ์ ที่ทำงานในแวดวงสื่อสารมวลชนทั้งในแพลตฟอร์มหนังสือพิมพ์และออนไลน์ ชอบท่องโลกกว้างเป็นชีวิตจิตใจ ไม่พลาดที่จะค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ จากการกิน ดื่ม เที่ยว ไปพร้อมกับเพิ่มทักษะ Self-Development ในทุกๆ จังหวะของชีวิต