เมื่อภาวะเจ็บป่วย "ฉุกเฉิน" (ER) ระบุง่ายได้ด้วยสี
  • Lifestyle
  • Oct 2, 2019

กระแสซีรีส์ My Ambulance (รักฉุดใจ นายฉุกเฉิน) กำลังมาแรงมากๆ ทำเอาหนุ่มสาวหลายคนอยากรู้จักอาชีพแพทย์ฉุกเฉิน รวมถึงการบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินให้มากขึ้น และบางคนก็คงเคยมีประสบการณ์เข้าห้อง ER หรือห้องฉุกเฉินมาแล้วด้วย แต่รู้ไหม? มีคนไทยมากถึง 60% ที่มาโรงพยาบาลและเข้าใช้บริการที่ห้องฉุกเฉิน ด้วยอาการป่วยที่ไม่ใช่ภาวะฉุกเฉินจริงๆ 

มีข้อมูลจาก แพทยสภา ระบุไว้ว่า ประเทศไทยมีผู้ใช้บริการ ER ถึง 35 ล้านครั้งต่อปี และจำนวนร้อยละ 60 เป็นเคสที่ไม่ฉุกเฉิน การที่มีผู้ป่วยไม่ฉุกเฉินอยู่เกินครึ่ง ส่งผลให้ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที จนอาจทำให้พิการ หรือบางรายอาจถึงขั้นเสียชีวิต

และการมีผู้ป่วยไม่ฉุกเฉินจำนวนมาก ยังส่งผลให้ ER แออัด หมอและพยาบาลต้องทำงานเกินกำลัง จึงเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังคนไข้ทุกคน โดยเฉพาะคิวการรักษา ที่คนไข้ (ที่ป่วยเพียงเล็กน้อย) มักจะมีปัญหาใครมาก่อนมาหลังทุกครั้ง ทั้งๆ ที่ต้องเรียงตามอาการป่วยมากป่วยน้อยต่างหาก

  • รู้จัก ER และการทำงานของแพทย์ฉุกเฉิน

ก่อนอื่นขอพาไปทำความรู้จักกับหน้าที่ของ ห้องฉุกเฉิน (ER) กันสักนิด ข้อแรกเลย ห้องฉุกเฉิน จะมีลำดับการรักษาที่ไม่เรียงตามลำดับก่อนหลัง! หรือพูดง่ายๆ คือ มาก่อนอาจต้องรอนานและต้องรักษาทีหลัง เพราะแพทย์ฉุกเฉินมีความจำเป็นต้องให้การรักษากับผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตที่มา ER เป็นอันดับแรก แต่คนไข้ส่วนใหญ่มักจะไม่เข้าใจ จนทำให้กลายเป็นดราม่าในโลกโซเชียลอยู่หลายครั้ง

ข้อสอง บทบาทหน้าที่ของห้อง ER และทีมแพทย์ฉุกเฉิน เปรียบเสมือนด่านหน้าของโรงพยาบาล เมื่อมีคนไข้เคสฉุกเฉินเข้ามาจะต้องทำการตรวจและให้การรักษาในเบื้องต้นทันที ต้องมีสกิลในการคัดกรองผู้ป่วย มีความรู้ทางการแพทย์หลากหลาย รู้ว่าต้องให้ยาอะไร เตรียมห้อง เตรียมทีมพยายาล ประสานงานหาหมอเฉพาะทางได้

ดังนั้นงานของแพทย์ฉุกเฉินจึงค่อนข้างหนัก ต้องทำงานเร็วแข่งกับเวลาเพื่อช่วยชีวิตคนไข้วิกฤต จึงอาจไม่มีเวลามาดูแลคนไข้ที่ป่วยไม่ฉุกเฉินได้อย่างที่คาดหวัง

บางคนอาจเคยไป ER ตอนกลางคืนด้วยสาเหตุไม่ฉุกเฉิน เช่น ขอใบรับรองแพทย์ ปวดหัวเป็นไข้เล็กๆ น้อยๆ เล็บขบ มีดบาดมือ ฯลฯ เคสเหล่านี้อาจเกิดจากการที่คนไข้คิดว่า ER เปิดบริการเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่คนไข้ แต่จะบอกว่านี่คือ ความเข้าใจผิด! ที่คนไทยต้องมาปรับทัศนคติกันใหม่

  • แล้วแบบไหน? เรียกว่า "เคสฉุกเฉิน" 

กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกเอกสารชี้แจงแนวทางการกำหนดนิยามการเจ็บป่วยฉุกเฉินว่า ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต คือ บุคคลซึ่งได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการป่วยกะทันหัน ซึ่งมีภาวะคุกคามต่อชีวิต และหากไม่ได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์ทันที ผู้ป่วยจะมีโอกาสเสียชีวิตได้สูง หรือทำให้การบาดเจ็บนั้นรุนแรงขึ้นหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้อย่างฉับไว ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติจะต้องได้รับการตรวจรักษาภายในเวลาไม่เกิน 4 นาที ซึ่งอาการป่วยที่เข้าข่ายเคสฉุกเฉิน สามารถจำแนกได้ดังนี้

- หัวใจหยุดเต้น ไม่หายใจ ไม่ตอบสนองต่อการกระตุ้น ไม่มีชีพจร จำเป็นต้องได้รับการกู้ชีพทันที

- การรับรู้เปลี่ยนไป คนไข้บอกเวลา สถานที่ หรือคนที่คุ้นเคย ผิดไปอย่างเฉียบพลัน

- ไม่สามารถหายใจได้ปกติ หายใจเร็ว แรง และลึก มีอาการชักเกร็ง

- เจ็บหน้าอกรุนแรง แขนขาอ่อนแรง ตัวเย็น ซีด เหงื่อแตกจนท่วมตัว หมดสติชั่ววูบ

- อุบัติเหตุรุนแรงจนอวัยวะฉีกขาด เสียเลือดมาก เสี่ยงต่อการพิการ

- มีสิ่งแปลกปลอมอุดกั้นหลอดลม หายใจมีเสียงดังผิดปกติ พูดได้แค่สั้นๆ หรือร้องไม่ออก ออกเสียงไม่ได้ ผิวเริ่มเขียวคล้ำ

- ภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง แขน ขา อ่อนแรง พูดลำบาก มีอาการวิกฤตจากไข้สูง

- ถูกสารพิษ ถูกสัตว์มีพิษกัด หรือได้รับยามากเกินขนาด

  • 5 กลุ่มสี จำแนกระดับ "ฉุกเฉิน" ง่ายขึ้น

เนื่องจากปัญหาคนไทยใช้บริการ ER ด้วยอาการไม่ฉุกเฉินจำนวนมากในแทบทุกโรงพยาบาล สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) จึงได้จัดทำคลิปวีดีโอรณรงค์สร้างความเข้าใจให้กับประชาชนถึงภาวะเจ็บป่วยฉุกเฉินทางการแพทย์ ที่ต้องได้รับรักษาอย่างเร่งด่วน พร้อมระบุตัวอย่างการแบ่งสีกลุ่มผู้ป่วย แดง ชมพู เขียว เหลือง ขาว ให้ประชาชนแยกอาการเจ็บป่วยของตนเองได้ง่ายๆ ก่อนเข้ารับการรักษา

นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) อธิบายเพิ่มเติมว่า การจัดทำคลิปรณรงค์ประชาสัมพันธ์ 2 ชุดนี้ขึ้นเพื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจถึงระบบการทำงานและการตรวจรักษาคนไข้ของทีมแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งในห้องฉุกเฉินนั้นผู้ป่วยที่ควรได้รับการดูแลรักษาเป็นอันดับแรก คือ ผู้ป่วยฉุกเฉินทางการแพทย์ที่มีความรุนแรงถึงแก่ชีวิตเท่านั้น 

โดยประชาชนทั่วไปสามารถคลิกเข้ารับชมคลิปวิดีโอได้ที่ยูทูบของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือคลิกเข้ารับชมคลิปวีดโอทั้ง 2 ชุดได้ที่ลิงค์นี้ ได้แก่ 

1. https://www.youtube.com/watch?v=1pIJjRrtd6A&feature=youtu.be

2. https://www.youtube.com/watch?v=Kbtf3PEYLF0

อีกทั้งเมื่อชมแล้วประชาชนจะได้เข้าใจในอาการเจ็บป่วยของตนเองและประเมินตนเองก่อนเข้ามาพบแพทย์ได้ โดยจะบอกอาการของผู้ป่วยฉุกเฉินทางการแพทย์ทั้ง 5 ระดับตาม "หมวดสี" ต่างๆ เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน ดังนี้

- สีแดง: คนไข้ฉุกเฉินที่มีอันตรายถึงชีวิต ต้องได้รับการรักษาที่เร่งด่วนทันที มักจะมีอาการเบื้องต้น คือ ภาวะหัวใจหยุดเต้น ความดันโลหิตสูงมาก สัญญาณชีพไม่ปกติ

- สีชมพู: ผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บป่วยรุนแรง มีภาวะเสี่ยงต่อการเสียชีวิตต้องได้รับการตรวจภายใน 10 นาที โดยอาการของผู้ป่วยกลุ่มนี้ เช่น ภาวะซึม สับสน เจ็บหน้าอกและหัวใจเต้นผิดจังหวัด

- สีเหลือง: ผู้ป่วยที่ภาวะฉุกเฉินระดับปานกลาง ต้องได้รับการตรวจรักษาภายใน 30 นาที มักมีอาการปวดท้อง ตัวเกร็ง ตัวงอ มีไข้มากกว่า 40 องศาฯ และสูญเสียการมองเห็นฉับพลัน

- สีเขียว: เจ็บป่วยเล็กน้อย ควรได้รับการตรวจรักษาภายใน 1ชั่วโมง เช่น อาการปวดศีรษะ อาเจียน มีไข้ต่ำกว่า 40 องศาฯ ไม่ฉุกเฉิน

- สีขาว: ผู้ป่วยนอกหรือผู้ป่วยทั่วไปที่มีไข้ปวดศีรษะเล็กน้อย หรือผู้ป่วยที่มารับยากลับบ้าน ควรรับการตรวจภายใน 2 ชั่วโมง ไม่ฉุกเฉิน รอได้!

เอาเป็นว่าถ้าคุณเริ่มรู้สึกว่าตัวเองมีอาการเจ็บป่วย ควรรีบไปพบแพทย์ในช่วงเวลาทำการปกติ (เวลา 08.00 - 16.00 น.) เพื่อให้แพทย์ที่ออกตรวจในเวลาปกติสามารถตรวจรักษาและวินิจฉัยอาการได้ อย่ารอให้ป่วยหนักหรือมีอาการฉุกเฉิน เพื่อลดการใช้ทรัพยากรของ ER ที่เกินความจำเป็น

-------------------------------------

อ้างอิง: 

https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/848159

https://www.facebook.com/thaimedcouncil/posts/2104653933132834/

สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ

https://www.hfocus.org/database/2012/05/123

บางคนอาจเคยไป ER ตอนกลางคืนด้วยสาเหตุไม่ฉุกเฉิน เช่น ขอใบรับรองแพทย์ ปวดหัวเป็นไข้เล็กๆ น้อยๆ เล็บขบ มีดบาดมือ ฯลฯ เคสเหล่านี้อาจเกิดจากการที่คนไข้คิดว่า ER เปิดบริการเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่คนไข้ แต่จะบอกว่านี่คือ ความเข้าใจผิด! ที่คนไทยต้องมาปรับทัศนคติกันใหม่

นักข่าว นักหนังสือพิมพ์ ที่ทำงานในแวดวงสื่อสารมวลชนทั้งในแพลตฟอร์มหนังสือพิมพ์และออนไลน์ ชอบท่องโลกกว้างเป็นชีวิตจิตใจ ไม่พลาดที่จะค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ จากการกิน ดื่ม เที่ยว ไปพร้อมกับเพิ่มทักษะ Self-Development ในทุกๆ จังหวะของชีวิต

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?