ศิลปะแห่ง “ความสันโดษ”  ทักษะที่ต้องฝึกฝนในโลกไร้พรมแดน
  • Lifestyle
  • Nov 1, 2019

หลายคนอาจเคยรู้สึกว่า ยิ่งรู้จักคนมากมาย แต่ยังรู้สึกโดดเดี่ยว

ทุกคนต่างรู้ดีว่าเทคโนโลยีที่ทันสมัย และโซเชียลมีเดียต่างมอบความสะดวกสบายในการเชื่อมต่อ ผ่อนคลาย ฯลฯ ได้เพียงชั่วนิ้วสัมผัส

แต่ในทางตรงกันข้าม คมอีกด้านของการเชื่อมต่อฉับไวเหล่านี้ กลายเป็นผลกระทบหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ สภาพจิตใจ ไปจนถึงการพัฒนาตัวเอง

แนวทฤษฎีของ Pascal นักคณิตศาสตร์ นักฟิสิกส์และนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส ระบุไว้ว่า 

"ปัญหาทั้งหมดของมนุษยชาติเกิดจากการที่มนุษย์ไม่สามารถนั่งเงียบๆ ในห้องคนเดียว เรากลัวความเงียบของการมีชีวิตอยู่เรากลัวความเบื่อหน่าย และเลือกความฟุ้งซ่านไร้จุดหมายแทน และปัญหาหลักที่แท้จริง อาจมาจากการที่เราไม่เคยเรียนรู้ 'ศิลปะแห่งความสันโดษ' "

แต่การเชื่อมต่ออาจมีอันตรายมากกว่าที่คิด

“เราต่างอาศัยอยู่ในโลกที่เราเชื่อมต่อกับทุกสิ่งยกเว้นตัวเราเอง เพราะมีสิ่งเย้ายวนใจอื่นๆ ที่น่าสนใจกว่า”

สิ่งที่เข้ามามีอิทธิพลครอบชีวิตของคนเราจากรุ่นสู่รุ่นคือ “เทคโนโลยี” ตั้งแต่ยุคโทรศัพท์ โทรทัศน์ วิทยุ มาจนถึงอินเทอร์เน็ต ล้วนเป็นวิธีที่มนุษย์คิดค้นเพื่อจะทำให้คนใกล้ชิดกันมากขึ้น และเชื่อมต่อกับโลกใบนี้ได้อย่างต่อเนื่อง

กรมสุขภาพจิต เปิดเผยข้อมูลปี 2561 ว่า ปัจจุบันมีจำนวนผู้ใช้งานเฟซบุ๊กเกือบ 600 ล้านคนทั่วโลก และมีคนในไทยร่วม 10 ล้านคนใช้งานเฟซบุ๊กทุกๆ 20 นาที มีการโพสต์รูปถ่ายมากกว่า 3.7 ล้านรูป แชร์ลิงก์ และแสดงความรู้สึกผ่านสเตตัสมากว่าล้านข้อความ

เหตุผลสำคัญที่ทำให้คนทั่วโลกมีแนวโน้มจะติดโลกโซเชียลมากขึ้น คือ การไม่อยากอยู่อย่างโดดเดี่ยว , ต้องการการมีตัวตนมากกว่าที่เป็นอยู่มากกว่าที่คิด, มีความอยากรู้อยากเห็นเรื่องคนอื่น พอๆ กับต้องการให้คนอื่นรู้เรื่องของตน และการโหยหาแรงสนับสนุนและการยอมรับจากสังคม

พฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียแบบไม่ระมัดระวัง ทำให้หลายคนอาจลืมไปว่าในความเป็นจริงแล้วการท่องโซเชียลมีเดียไม่ได้ทำให้ความรู้สึกไม่สบายใจเหล่านั้นหายไป เพียงแต่ระงับไว้ชั่วขณะเท่านั้น

ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ ยิ่งเราเสพติดการใช้โซเชียลมีเดียมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้เราไม่สามารถติดต่อกับตัวเองได้ และนำไปสู่ปัญหาในการพัฒนาตัวเองในอนาคต

ขณะเดียวกันข้อเสียของเทคโนโลยีก็เริ่มปรากฏขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผู้ใช้ต้องสูญเสียความเป็นส่วนตัว และมีการเก็บข้อมูลต่างๆ ที่อาจมีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายมากกว่าที่คิด

แทนที่จะใช้เวลาแก้เบื่อไปกับการใช้เทคโนโลยี ลองเรียนรู้ที่จะโอบกอดความเบื่อหน่าย และเผชิญหน้ากับมันแทนดูไหม

หลายคนอาจเคยรู้สึกว่า แม้เราจะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสิ่งต่างๆ รอบตัวไปเสียหมด แต่ยังรู้สึกว่ายังรู้สึกเหงา และวิตกกังวล นั่นเป็นเพราะคุณอาจไม่เคยเผชิญกับความว่างเปล่า ไม่เผชิญหน้ากับตัวเอง และปัญหานั้นๆ 

ความเกลียดชังต่อความเหงาและความเบื่อหน่ายของตัวเอง จึงเป็นตัวกระตุ้นให้คนส่วนใหญ่หันมาติดเทคโนโลยีหนักขึ้นเรื่อยๆ โดยหาเหตุผลมาสนับสนุนว่าผลประโยชน์ที่ได้รับจากเทคโนโลยีมีค่ามากกว่ามีข้อเสีย

ทว่า รายงานการศึกษาผลกระทบจาการติดโซเชียล ของกรมสุขภาพจิต กลับสะท้อนภาพหัวกลับที่ว่า การท่องโลกไซเบอร์อย่างหนักหน่วงมีแนวโน้มมีข้อเสียมากกว่าข้อดี โดยจะมีอาการข้างเคียงตามมาไม่ว่าจะเป็นเสพติดอาหารและช้อปปิ้ง 29.5% ทำให้มีปัญหาภาวะซึมเศร้า 27.7% และทำให้เกิดอาการวิตกกังวล และภาวะอารมณ์แปรปรวน 21.1% 

นอกจากนี้ ยังพบว่าการติดโซเชียลก่อให้เกิดผลเสียทั้งต่อตัวเอง และต่อสังคมที่รุนแรงในแต่ละช่วงวัย เช่น ในกลุ่มวัยก่อนเรียน พบปัญหาสมาธิสั้น สูญเสียทักษะสังคม เสียการเรียนรู้จากประสบการณ์ และการลงมือทำ 

กลุ่มวัยเรียนก่อให้เกิดปัญหาด้านความรุนแรง อ้วน,สายตาเสีย, เสียวินัย, และผลการเรียนลดลง ขณะที่กลุ่มวัยรุ่น ทำให้เกิดค่านิยมการบริโภคติดอินเตอร์เน็ต การรังแกกันทางโซเชียล , การล่อลวงค่านิยม และพฤติกรรมทางเพศ ผิดปกติ เป็นต้น 

ฉะนั้นทางออกของความรู้สึกโดดเดียว ความเหงา และความวิตก จึงไม่ใช่การพุ่งเข้าหาคนจำนวนมาก แต่อาจเป็นการเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านั้น ลองปล่อยให้ความเบื่อหน่ายพาคุณไปในที่ที่มันต้องการ เพื่อให้คุณสามารถจัดการกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับความรู้สึกของคุณอย่างแท้จริง

การให้เวลากับสิ่งเหล่านี้ไม่ว่าจะทุกวันหรือทุกสัปดาห์ด้วยการนั่งคิดนิ่งๆ ตามลำพัง คุณจะถูกล้อมรอบด้วยตัวของตัวเอง จะได้ยินเสียงความคิดของตัวเอง นี่เป็นช่วงเวลาแห่งความสันโดษ และความเงียบสงบ คุณจะค่อยๆ คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมของตัวเองอย่างใกล้ชิด และเข้าใจตัวเองมากขึ้นได้

“การกอดความเบื่อในบางครั้งจึงช่วยให้คุณค้นพบความแปลกใหม่ในสิ่งที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน มันเหมือนกับการเป็นเด็กที่ไม่มีเงื่อนไขมองเห็นโลกเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ยังแก้ไขข้อขัดแย้งภายในตัวเองได้”

ซึ่งทั้งหมดนี้คือภูมิปัญญาทางปรัชญาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ที่อาจไม่เคยถูกสอนในตำรา แต่เป็นหนทางที่พยายามทำให้มนุษย์รู้จักตัวเอง รู้จักการอยู่คนเดียว และเชื่อมโยงภายใน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าการเชื่อมต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์แทบทุกคนกำลังทำอยู่

ที่มา: Quartz และ กรมสุขภาพจิต

 Pascal นักคณิตศาสตร์ นักฟิสิกส์และนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส กล่าวถึง "ความสันโดษ" ว่าเป็นทักษะที่จำเป็น ที่จะทำให้มนุษย์เข้าใจความต้องการของตัวเองและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ดีกว่าการเชื่อมต่อกับคนมากมายอย่างไร้ทิศทาง

นักเขียนผู้มีใบผู้ประกาศการันตี สนใจเรื่องราวทุกอย่างเกี่ยวกับการเงิน และการลงทุน รวมทั้งพยายาม เวิร์ก ไลฟ์ บาลานซ์ ให้กับตัวเอง และคนรอบข้าง