เจาะเทรนด์เที่ยวไทย 2019 เทรนด์ไหน? เท่โดนใจขาเที่ยว 4.0
  • Lifestyle
  • Aug 25, 2019

เทรนด์ท่องเที่ยวแบบ Unique Travellers กำลังมาแรงสุดๆ เรื่องนี้ไม่ได้พูดขึ้นมาลอยๆ แต่เป็นข้อมูลจากผลสำรวจของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่เปิดเผยว่า เทรนด์การท่องเที่ยวไทยของคนไทยยุคใหม่ 4.0 ในช่วงปี 2019 - 2020 มีความหลากหลายและ Unique มากกว่าขาเที่ยวสมัยก่อน เน้นวิธีการเที่ยวในสไตล์ของตัวเอง แล้วมักจะแนะนำหรือแชร์ทริปเที่ยวของตัวเองให้แก่คนอื่นๆ ที่เป็นขาเที่ยวเมืองไทยด้วยกัน เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทาง หรือแชร์รูปสวยๆ ให้นักเดินทางคนอื่นๆ มาตามรอย กลายเป็นสังคมขาเที่ยวแบบค้นคว้า แชร์ และแบ่งปัน

ถ้าคุณเป็น 1 ในคนชอบเที่ยวไทยเหมือนกัน ลองถามตัวเองดูสิว่า คุณเที่ยวไทยตามเทรนด์สมัยนี้หรือเปล่า? ถ้าไม่แน่ใจ...ลองมาเช็กลิสต์เทรนด์ท่องเที่ยวไทยปี 2019-2020 กันสักหน่อยดีกว่า

1. เทรนด์อวดภาพสวย

ต้องยอมรับว่าการออกไปเที่ยวกับรูปภาพสวยๆ นี่เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ของขาเที่ยวสมัยนี้ ไม่ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนของเมืองไทย ภาพสวยๆ ที่คุณเห็นจากนักท่องเที่ยวคนอื่น ก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดให้อยากออกไปเที่ยวตามรอยสถานที่นั้นๆ บ้าง และก็แน่นอนว่า ถ้าได้ไปสมใจแล้ว ก็พลาดไม่ได้ที่จะแชร์ภาพสถานที่ท่องเที่ยว สุดประทับใจ ผ่านโซชียลมีเดียของคุณเองเช่นกัน

ลองสังเกตดูสิ คนใกล้ตัวคุณที่ชอบเที่ยว ต้องมีอย่างน้อย 1 คนที่ชอบไปเที่ยวล่าทะเลหมอก ทุ่งดอกไม้ หรือเดินป่าขึ้นเขาเพื่อเก็บภาพพระอาทิตย์ยามเช้า ฯลฯ แบบนี้แหละ คือขาเที่ยวสายอวดรูปสวย

2. เทรนด์กระชับความสัมพันธ์

เทรนด์การท่องเที่ยวอีกอย่างของนักท่องเที่ยวยุคใหม่คือ การไปเที่ยว = การสังสรรค์เพื่อกระชับความสัมพันธ์ อธิบายง่ายๆ ว่าเป็นการไปเที่ยวแบบกลุ่ม ไม่ว่าจะไปเที่ยวกับครอบครัว คู่รัก แก๊งเพื่อนฝูง หรือเพื่อนที่ทำงานก็ตาม

การท่องเที่ยวตามเทรนด์นี้ จะเน้นการทำกิจกรรมเป็นกลุ่มกับเพื่อนๆ และครอบครัว ซึ่งกิจกรรมส่วนใหญ่ของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ ได้แก่ ท่องเที่ยวที่มีกิจกรรมสันทนาการแบบเบาๆ ไม่ต้อง Extreme มาก เน้นกิจกรรมเชื่อมความสัมพันธ์ ง่ายๆ สบายๆ และเน้นการพักผ่อนหย่อนใจ เช่น เที่ยวเชิงวัฒนธรรม เที่ยวล่องแพ เที่ยวชมวิถีชุมชน เป็นต้น

สิ่งสำคัญของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ ไม่ใช่เรื่องสถานที่ แต่คือสมาชิกผู้ร่วมทริปต่างหากล่ะ เหมือนคำพูดที่หลายๆ คนคงคุ้นหูกันว่า "ไปเที่ยวที่ไหนก็ได้ จุดหมายไม่สำคัญเท่าเพื่อนร่วมทาง"

3. เทรนด์คนขี้เบื่อ ไม่ชอบเที่ยวซ้ำใคร!

ถัดมาเป็นเทรนด์ท่องเที่ยวไทยแบบคูลๆ ติสหน่อยๆ สามารถเที่ยวเท่ๆ ได้ไม่จำกัดรูปแบบ แต่ต้องมีการผสมผสานกิจกรรมที่ตัวเองชอบเข้าไปด้วย เช่น บางคนก็ชอบไปเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ ทำกิจกรรมใหม่ๆ ไม่ซ้ำใคร

บางคนก็ไม่ชอบเที่ยวเมืองใหญ่ ชอบไปเที่ยวเมืองเล็กๆ หลีกหนีความวุ่นวาย หรือบางคนก็ชอบไปเที่ยวตามกิจกรรมหรืองานประเพณีสำคัญๆ ที่มีความ Unique ในแต่ละท้องถิ่นโดยเฉพาะ เทรนด์นี้เหมาะกับนักท่องเที่ยวแบบเที่ยวเดี่ยวคนเดียวชิลๆ หรือเที่ยวแบบกลุ่มเล็กๆ (ที่มีความสนใจเฉพาะด้านที่เหมือนๆ กัน)

4. เทรนด์เที่ยวรักษ์โลก

ผลสำรวจจาก ททท. ยังเปิดเผยอีกหนึ่งเทรนด์ที่มาแรงมากๆ นั่นคือ เทรนด์การท่องเที่ยวแบบรักษ์โลก หรือเที่ยวเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

เห็นได้ชัดว่านักท่องเที่ยวยุคใหม่ คือ กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูงและให้ความสำคัญกับคุณค่ามากกว่าราคา เป็นการเที่ยวที่เน้นให้ความสำคัญต่อการคัดเลือก สรรหาสินค้า และบริการที่แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม การบริโภคทรัพยากรที่เกี่ยวเนื่องกับการเดินทางท่องเที่ยว การลด ละ เลิก การกระทำที่จะส่งผลต่อทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้ ภูเขา ทะเล และวิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่น

5. เทรนด์ตามใจตัวเอง! (ไลฟ์สไตล์ส่วนตัว)

นักท่องเที่ยวยุคใหม่ 4.0 มักจะมีไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างตามความชอบส่วนบุคคล ที่ละเอียดยิบย่อยมากกว่าเดิม และพบว่ามักจะเที่ยวเดี่ยวมากขึ้น ซึ่งมีผลสำรวจล่าสุดจาก Visa Global Travel Intentions Study เปิดเผยว่า มากกว่า 1 ใน 4 ของคนไทย หรือคิดเป็น 28% เลือกเดินทางท่องเที่ยวคนเดียวแบบ “โซโล่” มากกว่าที่จะเลือกไปเที่ยวแบบกลุ่ม ซึ่งลักษณะการเที่ยวเดี่ยวแบบนี้ก็จะเป็นไปตามไลฟ์สไตล์ของตัวเองเป็นหลัก ออกแบบทริปเอง หาข้อมูลเอง วางแผนเองทั้งหมด พูดง่ายๆ ว่าเที่ยวตามใจตัวเองในสไตล์ Unique Travellers นั่นเอง

สำหรับการท่องเที่ยวที่ออกแบบด้วย Lifestyle ของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ ได้แก่ เที่ยวสไตล์เก็บแต้มบุญ, สไตล์ตะลุยทุกยอดเขา, สไตล์รื่นเริงประเพณี, สไตล์ตามรอยเชฟ, สไตล์เจาะเวลาย้อนยุคย้อนอดีต, สไตล์ผาดโผน, สไตล์ขับรถเที่ยว, สไตล์เที่ยวรับพลังธรรมชาติ, สไตล์เก็บเหรียญงานวิ่ง (งานวิ่งที่จัดตามแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดต่างๆ) , สไตล์นั่งรถไฟเที่ยว เป็นต้น

จะเห็นว่าเมืองไทยเรามีแหล่งท่องเที่ยวมากมายที่สามารถตอบโจทย์ได้ทุกสไตล์ที่ว่ามาทั้งหมดแบบครอบคลุมทุกมิติ และการท่องเที่ยวแบบนี้ยังเป็นสื่อกลางที่ช่วยบอกต่อมุมมองเท่ๆ ของเมืองไทยในสไตล์ต่างๆ เพราะเชื่อเหลือเกินว่า ความมหัศจรรย์เมืองไทยเกิดขึ้นได้ ด้วย "สไตล์" ของนักเดินทางทุกคน  เหมาะสมตามสโลแกนที่ว่า "เมืองไทย สวยทุกที่ เท่ทุกสไตล์" จริงๆ

อีกทั้งการออกมาเที่ยวเมืองไทยในปี 2019-2020 นี้ ยังเป็นการร่วมฉลองในโอกาสที่ ททท. จะครบ 60 ปี อีกด้วย ซึ่งจะมีกิจกรรมดีๆ ในโครงการ 60 เส้นทางความสุข @เมืองไทย เดอะ ซีรีส์ ที่เตรียมต้อนรับขาเที่ยวชาวไทยตลอดทั้งปี ภายใต้แรงบันดาลใจของ 3 ฤดูกาลที่แตกต่างกัน โดยเน้นเส้นทางท่องเที่ยวที่สร้างสรรค์ ใช้พาหนะท้องถิ่นเป็นเครื่องมือส่งต่อการท่องเที่ยวใน 60 เส้นทางความสุขทั่วประเทศ เพื่อเชื่อมโยงระหว่างเมืองท่องเที่ยวหลัก เมืองท่องเที่ยวรอง และการท่องเที่ยวชุมชน 

พร้อมกันนี้ในการท่องเที่ยวใน 60 เส้นทางความสุขดังกล่าว ททท. ก็ได้ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบหรือ Responsible Tourism ควบคู่กันไปด้วย โดยได้กำหนดเป็นยุทธศาสตร์หนึ่งที่มุ่งเน้นการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญในการท่องเที่ยวที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ที่ได้ทำต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2561 โดยได้ทำปฏิญญา "เที่ยวไทยเท่ ไม่สร้างขยะ ลดโลกเลอะ"

ซึ่งตั้งเป้าหมายลดการใช้พลาสติกในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้ลดลงร้อยละ 50 ภายในปี 2563 โดยเฉพาะการลดขยะพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use plastics) เช่น หลอด ฝาครอบแก้ว ถุง กล่องอาหาร รวมทั้งลดการสร้างขยะอื่นๆ 

ส่งเสริมการใช้วัสดุสำหรับทดแทนพลาสติกและภาชนะที่สามารถใช้ซ้ำได้ เช่น การใช้ถุงผ้า กระบอกน้ำ กล่องข้าวพกพา หลอดดูดน้ำจากวัสดุธรรมชาติ การใช้ผ้าเช็ดหน้า เพื่อไม่สร้างภาระในการกำจัดให้กับแหล่งท่องเที่ยวและชุมชน อีกทั้งยังช่วยรักษาความสวยงามให้คงอยู่ตลอดไป

เอาเป็นว่าภายในปีนี้และปีหน้าเราคนไทยมาช่วยกันออกไปเที่ยวไทยตามสไตล์ของคุณเพื่อให้เมืองไทยกลับมาสดใส คึกคัก และเต็มไปด้วยสีสันอีกครั้งกันเถอะ!

เทรนด์การท่องเที่ยวไทยที่กำลังมาแรงในปี 2019-2020 คือการเที่ยวแบบ Unique Travellers โดยจะเลือกจุดหมายปลายทางตามไลฟ์สไตล์ของตัวเองเป็นหลัก ออกแบบทริปเอง หาข้อมูลเอง วางแผนเองทั้งหมด เหมาะกับสโลกแกนเที่ยวไทยของปี 2020 ที่ว่า "เมืองไทย สวยทุกที่ เท่ทุกสไตล์" จริงๆ

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์