รีวิวที่เที่ยวจีน "กุ้ยหยาง" อลังการขุนเขา!
  • Lifestyle
  • Aug 16, 2019

เมื่อกล่าวถึงความสัมพันธ์ของคนจีนและไทยแล้ว คงต้องบอกเลยว่าแนบแน่นมากๆ เพราะเรามีการค้าขายแลกเปลี่ยนกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน คนจีนจากหลายมณฑล ทางตอนใต้ได้อพยพเข้ามาตั้งรกรากในแผ่นดินสยามหลายชั่วอายุคนแล้ว เช่นเดียวกับตัวผมเองที่มีอาก๋ง (คุณปู่) เป็นคนจีนแผ่นดินใหญ่แท้ๆ นั่งเรือสำเภาหอบเสื่อผืนหมอนใบมาถึงบางกอก ทำมาหากินจนร่ำรวย ก็เพราะข้าวแดงแกงร้อนและโอกาสที่เมืองสยามมอบให้ครับ

ทริปเที่ยวจีนคราวนี้ เลยขอไปเที่ยวตามรอยบรรพบุรุษ บินตรงสู่ เมืองกุ้ยหยาง (Guiyang) เมืองหลวงของมณฑลกุ้ยโจว ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ไป Say Hello กับคนจีนภาคใต้ที่อาศัยอยู่กับภูเขา เคยชินกับป่าเขาลำเนาไพร แม่น้ำลำธาร และวัฒนธรรมชนเผ่าที่มีชีวิตชีวา

เวลาแค่สามชั่วโมงกว่าๆ บนเครื่องบิน จากกรุงเทพฯ ถึงกุ้ยหยางถือว่าไม่นานเลย นั่งยังไม่ทันรู้สึกเมื่อย สิ่งแรกที่สัมผัสได้ในเมืองนี้คืออากาศแบบร้อนชื้นคล้ายบ้านเรา คงเพราะผมไปเที่ยวฤดูฝน ฟ้าเลยครึ้ม อากาศเย็นสลับอบอ้าว และมักจะมีเมฆฝนตั้งเค้ามาบ่อยๆ ทว่านั่นไม่ใช่อุปสรรค ด้วยว่าเราบ้านไกลเวลาน้อย เลยรีบเปิดหนังสือคู่มือเดินทางหาที่เที่ยวเด็ดๆ เพื่อเป็นการทักทายเมืองนี้

ตัวเมืองกุ้ยหยางดูเผินๆ ก็เหมือนกับเมืองใหญ่ทั่วไปของจีนที่กำลังเร่งพัฒนา เพราะส่วนมากจะเห็นตึกสูงๆ และกิจการค้าขายคึกคัก แต่จริงๆ แล้วกุ้ยหยางได้ชื่อว่าเป็น เมืองแห่งสายน้ำและภูผา ที่มีธรรมชาติเขียวขจีโอบล้อมอย่างน่ามอง ส่วนในตัวเมืองก็มีที่เที่ยวเจ๋งๆ มากมายเช่นกัน

- หอคอยเจี่ยวซิ่ว -

ที่เที่ยวจีนจุดแรกที่ผมไปเยือนคือ หอคอยเจี่ยวซิ่ว (Jiaxiu Tower) เป็น Landmark สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง และเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตที่สุดในเมืองนี้ หอคอยเจี่ยวซิ่วเหมือนกับโลกแห่งอดีต ที่ซ้อนทับอยู่กับโลกปัจจุบันของกุ้ยหยาง เพราะเป็นหอคอยอายุเกือบ 700 ปี ที่งดงามด้วยสถาปัตยกรรมจีนแท้ๆ

หอคอยแห่งนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำหนานหมิงที่มีทางเดินชมวิวเลียบตลิ่งอย่างสวยสดงดงาม มีต้นไม้ร่มรื่น และขอบอกว่าสะอาดสะอ้านมากๆ เดินทอดน่องกันเพลินเลย จากถนนใหญ่เดินเข้าจุดแรกต้องข้าม สะพานกูยู่ (Guyu Bridge) ก่อน โดยสะพานนี้สร้างด้วยหินทอดยาวกว่า 92 เมตร เป็นสะพานยาวที่สุดในกุ้ยหยาง แม้จะผ่านเวลามาเนิ่นนาน ก็ยังแข็งแรงมั่นคง และชาวเมืองรู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า ‘สะพานหยกลอยน้ำ’

ข้ามสะพานไปแล้ว ก็พบกับศาลาไม้โบราณหลังใหญ่ เดินเลี้ยวซ้ายไปนิดเดียวก็ถึงหอคอยเจี่ยวซิ่ว ซึ่งมีลักษณะเป็นเก๋งจีนโบราณยอดแหลม สร้างด้วยไม้ หลังคามุงกระเบื้องลอนเก่า ดูขลังมาก ตัวหอคอยสูง 20 เมตร แบ่งเป็น 3 ชั้น เห็นแล้วนึกถึงหนังจีนกำลังภายในที่เคยดูสมัยเด็กๆ เลย หอคอยแห่งนี้ไม่ได้สวยอย่างเดียว แต่ยังมีความงดงามในแง่สถาปัตยกรรมการก่อสร้างอันประณีตงดงามด้วย 

ประวัติเล่าว่าสร้างขึ้นสมัย ราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1368-1644) เพื่อใช้เป็นสถาบันการศึกษาระดับสูงของเหล่าปราชญ์ราชบัณฑิต ในการสอบเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้น สำหรับงานราชการในยุคนั้นครับ หอคอยเจี่ยวซิ่วจึงเปรียบได้กับ "หอคอยแห่งปัญญา" ปัจจุบันภายในจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ เราสามารถเข้าชมได้ทุกชั้น โดยภายในยังคงมีเครื่องเรือนและการตกแต่งเหมือนสมัยโบราณ ทั้งชุดเก้าอี้ไม้ แจกันเคลือบลายจีน รูปวาด รวมถึงพื้นไม้กระดาน และเมื่อขึ้นไปถึงชั้นบนสุด มองลอดหน้าต่างออกไป ก็จะได้ชมวิวเมืองในมุมสูงด้วย

- สวนคุยเหว่ย และเครื่องเงิน - 

นอกจากตัวหอคอยหลักแล้ว เมื่อเดินเที่ยวต่อไปทางด้านทิศใต้ ก็จะเข้าสู่ สวนคุยเหว่ย (Cuiwei Garden) ที่มีไม้ดอกไม้ใบงามสะพรั่ง แทรกแซมด้วยศาลาไม้โบราณสมัยราชวงศ์หมิงและชิงหลายหลัง จนทำให้เรารู้สึกเหมือนเดินทางย้อนอดีตได้จริงๆ เลยเชียว

ก่อนจะค่ำ ผมไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า แวะไปชอปปิงที่ร้านเครื่องเงิน ซึ่งมีอยู่มากมายในเมืองนี้ เพราะกุ้ยหยางเป็นเมืองหลวงของชนเผ่าแม้ว จึงมีเครื่องเงินแบบดั้งเดิมและลวดลายประดิษฐ์ใหม่ ให้เลือกชมเลือกซื้อกันอย่างจุใจ แม้ว่าคุณภาพเนื้อเงินอาจจะสู้ของบ้านเราไม่ได้ แต่ก็ถือเป็นการกระจายรายได้ และได้เครื่องเงินที่มีอัตลักษณ์ท้องถิ่นแบบแม้วของจีนตอนใต้ นำกลับไปฝากพี่น้องๆ ที่เมืองไทยครับ 

-โรงมหรสพแห่งกุ้ยหยาง-

จากนั้นก่อนค่ำ ก็ได้เวลาเข้าชมการแสดงชนเผ่าที่ โรงมหรสพแห่งกุ้ยหยาง (Grand Theater Guiyang) ดูการแสดงแสงสีเสียงบนเวทีอันน่าตื่นตาตื่นใจ กับสีสันการแต่งกายในแบบชนเผ่าต่างๆ โดยเฉพาะเผ่าแม้ว ซึ่งเป็น 1 ใน 56 เชื้อชาติของจีน ผมชอบที่นี่มาก เพราะคิดว่ามันคือส่วนผสมอันลงตัว ของชุดเครื่องแต่งกาย เสียงขับร้องเพลงชนเผ่าอันน่าฟัง และท่าร่ายรำที่น่ามอง สลับกับการแสดงต่อสู้แบบจีนโบราณ ทำให้นักท่องเที่ยวที่มีเวลาน้อยอย่างผม ได้ชมวิถีวัฒนธรรมจีนมากมายในเวลาอันสั้นอย่างน่าประทับใจครับ

ไหนๆ ก็ไปดูโชว์แม้วมาแล้ว วันถัดมาผมเลยนั่งรถออกนอกตัวเมืองไปตีท้ายครัว เยี่ยมเยือนชาวแม้วให้ถึงหมู่บ้านจริงๆ ของเขาสักครั้ง

- หมู่บ้านแม้วซีเจียง -

แน่นอนว่าการนั่งรถออกนอกเมืองใหญ่ ทัศนียภาพของกุ้ยหยางก็เริ่มเปลี่ยนไป จนกลายเป็นภูเขาลูกแล้วลูกเล่าเรียงรายสลับซับซ้อน แลเห็นป่าไม้และทุ่งข้าวเขียวขจีที่มีต้นข้าวอ่อนที่เพิ่งผ่านการปักดำยืนต้นชูใบอยู่ในท้องนา อากาศช่างสดชื่น จนในที่สุดก็ไปถึง หมู่บ้านแม้วซีเจียง (Xijiang miao Village) หมู่บ้านชนเผ่าแม้วที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก! คือมีคนอาศัยอยู่กว่า 7,000 คน จนได้นิกเนมเก๋ไก๋ว่า 'หมู่บ้านแม้วพันครอบครัว' โดยหมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่กลางเทือกเขาแม้ว ออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ในอำเภอเหลยซาน ซึ่งปัจจุบันได้พัฒนาให้เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบเลยล่ะครับ

ด้านหน้าของหมู่บ้านมีชาวบ้านในชุดแม้วเต็มยศ ทั้งคนหนุ่มสาว เด็ก แก่ มายืนเข้าแถวรอรับเราอยู่ อย่างคึกคัก พร้อมกับร้องเพลงและเป่าแคนม้งไปด้วย น่ารักและอบอุ่นมากๆ จุดแรกเขาพาเราไปที่ลานวัฒนธรรมใหญ่กลางหมู่บ้าน ชมการแสดงที่จัดเป็นรอบๆ โดยใช้หญิงชายชาวแม้ว ไม่น้อยกว่า 500 คน มาร้องรำทำเพลงเต้นระบำให้ชมอย่างสนุกสนาน และเมื่อจบการแสดง เราก็สามารถลงไปขอถ่ายภาพร่วมกับเขาได้อย่างใกล้ชิด 

เสน่ห์ของการท่องเที่ยวหมู่บ้านนี้ นอกจากจะได้เดินซอกแซกชมวิถีชีวิตในหมู่บ้านโบราณคล้ายในหนังจีนแล้ว ยังได้ชื่นชมวิถีชีวิตเกษตรกรรม ถ่ายภาพกับนาข้าว ได้ชิมผลไม้สดๆ อร่อยๆ อย่างลูกท้อ แอปเปิ้ล และสาลี่จีนเนื้อฉ่ำหวาน แถมในมื้อเที่ยงยังได้กินอาหารพื้นเมืองด้วย ขอบอกว่าต้องไม่พลาดชิมเมนูผัดๆ ทอดๆ ของเขา ที่มักผสม ‘หมาล่า’ ซึ่งเป็นเครื่องเทศเป็นเม็ดเล็กๆ คล้ายมะแขว่นบ้านเรา ใช้ปรุงรสทำให้เกิดรสเผ็ดแบบซ่าๆ ชาๆ ที่ปลายลิ้น ผสมกับพริกและน้ำมันในกับข้าวยิ่งอร่อยเหาะ

- นั่งรถพ่วงชมวิถีชุมชน -

ไฮไลต์หนึ่งของการท่องเที่ยวหมู่บ้านแม้วซีเจียง คือการนั่งรถพ่วงของชาวบ้าน (ที่ออกเป็นรอบๆ) จากตรงส่วนพื้นราบขึ้นสู่จุดชมวิวบนยอดเขา มองลงมาจะเห็นตัวหมู่บ้านนับพันหลัง สร้างเรียงรายอันแน่นลดหลั่นกันลงมาตามเชิงเขา ทอดตัวลงสู่นาข้าวเขียวขจีในหุบเบื้องล่าง โดยมีทิวเขาใหญ่โอบกอดหมู่บ้านไว้อย่างเป็นธรรมชาติสุดๆ จุดนี้เลยถ่ายภาพกันชิลไปเลย

อีกหนึ่งจุดที่เที่ยวจีนที่ผมได้ไปเยือนคือ เมืองโบราณชิงหยัน (Qingyan Ancient Town) สถานที่แห่งนี้ได้รับการบูรณะฟื้นคืนชีวิตขึ้นมา จนกลายเป็นเมืองน่าเดินชอปปิ้ง ถ่ายภาพ กินอาหารอร่อย ชมวิว และซึมซับบรรยากาศเมืองโบราณที่ไม่ต่างจากหนังยุทธจักรที่เราดูในทีวีแม้แต่น้อย 

เมืองนี้เคยรุ่งเรืองด้วยการค้าในอดีต รอบตัวเมืองมีกำแพงสูงทอดยาว คล้ายกำแพงเมืองจีนย่อส่วนครับ นักท่องเที่ยวสามารถเดินขึ้นไปเที่ยวถ่ายภาพกันได้เต็มที่ แต่ก็อาจจะเหนื่อยหน่อย เพราะมันสร้างเหมือนงูยักษ์เลื้อยไปตามความสูงต่ำของภูเขา โดยมีป้อมปราการสร้างคั่นไว้เป็นช่วงๆ

ความสนุกของการเดินเที่ยวเมืองนี้คือการเนรมิตบรรยากาศเก่าๆ ให้มีชีวิตอีกครั้ง โดยร้านรวงต่างๆ ล้วนอยู่ในตัวบ้านโบราณ ทั้งร้านขายหัตถกรรม ผ้าทอ และของกิน โดยเฉพาะขาหมูที่ถือว่ารสเด็ดมาก

ได้เวลากลับบ้านแล้ว เที่ยวพอหอมปากหอมคอพอให้มีความสุขไปกับเมืองกุ้ยหยาง ที่เที่ยวจีนอันทรงเสน่ห์ทางตอนใต้ของจีน ผมแนะนำเลยว่าต้องไปสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้ง แล้วคุณจะประทับใจครับ

Traveler’s Guide

กุ้ยหยาง แห่งมณฑลกุ้ยโจว ที่เที่ยวจีนที่น่าประทับใจแห่งนี้ ถือเป็นเมืองตากอากาศที่โด่งดังแห่งหนึ่งของจีน มีคำขวัญว่า “กุ้ยหยางหลากหลายสีสัน มนต์เสน่ห์แห่งกุ้ยหยาง เมืองแห่งป่าไม้ และเมืองตากอากาศ”

Best season : 

Getting there : สำหรับการเดินทางมาที่นี่ มีหลายสายการบินให้บริการ จากกรุงเทพฯ บินตรงไปเมืองกุ้ยหยางได้เลย เช่น China Southern Airlines และ Xiamen Airlines เป็นต้น ใช้เวลาบินประมาณ 3 ชั่วโมง 5 นาที

Overnight : สำหรับที่พัก มีโรงแรมดีๆ หลายระดับราคาให้บริการมากมาย เช่น Novotel Guiyang, Pullman Guiyang, Kempinski Hotel Guiyang และ Jinjiang Inn Guiyang เป็นต้น

More info : www.travelchinaguide.com , www.cits.net/

เสน่ห์ของการท่องเที่ยวเมืองกุ้ยหยาง คือการได้เดินซอกแซกชมวิถีชีวิตในหมู่บ้านโบราณคล้ายในหนังจีน ชมวิถีชีวิตเกษตรกรรม ชิมผลไม้สดๆ อร่อยๆ และที่สำคัญคือการได้ชิมเมนูท้องถิ่นต่างๆ ที่มีส่วนผสมของพริกหมาล่า ทั้งเผ็ดทั้งชาแต่ว่า อืม...อร่อยเหาะ!

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?