รู้ยัง? ไทยติดอันดับ 2 เมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในโลก!
  • Lifestyle
  • Jan 8, 2020

เปิดผลประกาศรางวัล Readers' Choice Awards ครั้งที่ 32 ประจำปี 2019 จากนิตยสารท่องเที่ยวชั้นนำอย่าง Conde Nast Traveller (ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1997) ที่ได้จัดทำรางวัลดังกล่าวขึ้นมา โดยสำรวจความสนใจจากผู้อ่านพร้อมให้ร่วมส่งผลโหวตเมืองท่องเที่ยวที่พวกเขาชื่นชอบเข้ามา จากนั้นทีมงานจะรวบรวมและสรุปผลออกมาในแต่ละปี ซึ่งปีล่าสุดมีผู้อ่านลงทะเบียนเพื่อทำการโหวตเมืองท่องเที่ยวที่ชื่นชอบมากถึง 600,000 คนทั่วโลก 

สำหรับปี 2019 ประเทศไทยได้รับการ vote ให้เป็นอันดับ 2 ของประเทศที่ดีที่สุดในโลกจากผลสำรวจทั้งหมด 20 ประเทศ และต่อไปนี้คือ 10 อันดับเมืองท่องเที่ยวที่นักเดินทางใฝ่ฝันถึงมากที่สุด และเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดของโลกจากการสำรวจดังกล่าว 

1. อินโดนีเซีย

อินโดนีเซียกำลังกลายเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวแห่งใหม่สำหรับขาเที่ยวทั่วโลก นักเดินทางต่างเข้ามาจับจองเข้าพักในรีสอร์ททันสมัยที่ตั้งอยู่ใกล้ชายหาดอันเงียบสงบและวัดที่สร้างแรงบันดาลใจ โดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวอันโด่งดังอย่าง หมู่เกาะ Gili (หมู่เกาะกีลี ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะลอมบอก (Lombok) ในประเทศอินโดนีเซีย ประกอบไปด้วย 3 เกาะ คือ Gili Trawangan, Gili Meno, และ Gili Air) ที่มีสวยงาม เป็นส่วนตัว และเงียบสงบ พร้อมชายหาดที่นุ่มเนียนละเอียด 

นอกจากสปาและบ้านพักตากอากาศที่มีเสน่ห์แล้ว อีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวนิยมในประเทสอินโดนีเซียก็คือ เกาะบาหลี ที่นี่ยังคงดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบโยคะเพื่อสุขภาพและชอบปาร์ตี้ในชายหาดที่ครึกครื้น ให้เข้ามาเที่ยวได้เป็นจำนวนมาก เพราะบาหลีสามารถตอบโจทย์ได้ทั้งสองอย่างในคราวเดียว อีกทั้งยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นวัดท้องถิ่นที่สวยงามอลังการ และมีเสน่ห์เกี่ยวกับผู้คนที่ยังยึดวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ไม่แปลกใจเลยที่อินโดนีเซียทำคะแนนสูงสุดในกลุ่มผู้อ่านของ Conde Nast Traveller

2. ประเทศไทย

จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวแบบระยะยาว (Long Term Travel) สำหรับนักเดินทางแบบแบ็กแพ็กเกอร์ที่อยากมาใช้เวลาช่วง Gap Year ให้คุ้มค่าในเมืองท่องเที่ยวที่รุ่มรวยไปด้วยวัฒนธรรมและเต็มไปด้วยสตรีทฟู้ด แน่นอนว่าพวกเขามาปัดหมุดที่ประเทศไทย! 

ไทยแลนด์เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีการผสมผสานของเมืองใหญ่เข้ากับแหล่งท่องเที่ยวอันคึกคัก รวมไปถึงวัฒนธรรมที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร สถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่น่าดึงดูดใจ และอาหารริมถนนที่น่าจดจำ ประเทศไทยสามารถตอบโจทย์เหล่านี้ให้แก่นักท่องเที่ยวได้ทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีอีเวนท์อย่างงานประเพณีต่างๆ ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก เช่น ประเพณีสงกรานต์ ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองปีใหม่ไทยที่ยาวนานถึง 5 วัน รวมไปถึงเทศกาลยี่เป็งหรือโคมไฟสวยๆ จากทางภาคเหนือของไทย ที่นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสกับประเพณีอันงดงามเหล่านี้ได้โดยตรง

ส่วนใครอยากเที่ยวแบบผจญภัยก็สามารถนั่งเรือขึ้นเกาะไปยังหมู่เกาะที่ปกคลุมไปด้วยป่าเขียวขจีนอกชายฝั่ง เช่น หมู่เกาะสิมิลัน เกาะภูเก็ต เกาะสมุย เกาะเต่า กระบี่ ฯลฯ แต่ถ้าคุณกำลังมองหาความสะดวกสบายในการท่องเที่ยวก็ต้องไม่พลาดในการเที่ยวกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ เมืองศิวิไลซ์ที่คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างไม่เคยหลับใหล อีกทั้งจะได้สัมผัสถึงความศรัทธาต่อศาสนาพุทธของคนไทยผ่านวัดเก่าแก่ที่วงดงามอลังการ เช่น วัดโพธิ์ ที่ซึ่งจะได้ชมพระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และยังเป็นโรงเรียนสอนนวดชื่อดังอีกด้วย

3. โปรตุเกส

ด้วยเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นบินตรงสู่ ลิสบอน เมืองหลวงของประเทศโปรตุเกส ทำให้นักท่องเที่ยวไปเยือนที่นี่ได้สะดวกสบายขึ้น แหล่งท่องเที่ยวที่ฮอตฮิตที่สุดคงหนีไม่พ้น เมืองปอร์โต เมืองสวยสุดฮิปในโปรตุเกส ทั้งยังมีไวน์ที่น่าทึ่งทั่วหุบเขา Douro และมีหมู่เกาะ Azores ที่เขียวขจี ส่วนในตัวเมืองก็เต็มไปด้วยความสวยงามของผลงานกระเบื้องที่โด่งดังมาตั้งแต่ยุคประวัติศาสตร์หรือที่รู้จักกันในชื่อ Azulejos

ในเมืองลิสบอนที่งดงามคุณจะพบคาเฟ่หรือเลานจ์ที่มีการแสดงดนตรีสดที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศ และหากมาเที่ยวที่นี่ก็ไม่ควรพลาดชิม ทาร์ตไข่ ชื่อดังของประเทศก่อนที่จะไปชมรูปปั้นที่ Serralves Foundation รวมไปถึงร้านหนังสือ Lello หรือร้านอาหารบิสโทรที่โด่งดังมากมาย แต่ถ้าอยากออกไปเที่ยวนอกเมืองก็จะมีแหล่องท่องเที่ยวชายฝั่งที่มีบรรยากาศดีแสนสงบรอคอยคุณอยู่ ส่วนใครที่ชื่นชอบการชิมไวน์แนะนำให้ไปเที่ยวที่แคว้น Alentejo ที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณอันสวยงาม มีวิวทิวทัศน์เป็นไร่องุ่นกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา แถมไวน์ของโปรตุเกสาก็มีคุณภาพดีเทียบเท่าไวน์จากอิตาลีแบละฝรั่งเศสเลยทีเดียว

4. ศรีลังกา

เมื่อผู้ก่อการร้ายโจมตีศรีลังกาในช่วงต้นปี 2562 ชื่อเสียงของประเทศก็เริ่มไม่ดีจากความวุ่นวายในฃครั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ แต่ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมารัฐบาลของศรีลังกาได้พยายามดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมาอีกครั้ง เช่น ให้บริการวีซ่าท่องเที่ยวฟรีแก่นักท่องเที่ยว เป็นต้น ทำให้หลายเดือนต่อมาศรีลังกาก็เริ่มกลับมามีการท้่องเที่ยวที่คึกคักอีกครั้ง

แหล่งท่องเที่ยวของที่นี่มีทั้งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่นับไม่ถ้วน ท้องทะเลสีฟ้าใสไร้ขอบเขต รวมไปถึงไร่ชาเขียวที่โด่งดังและงดงาม ทำให้ศรีลังกาเต็มไปด้วยเสน่ห์มากมายที่จะมองประสบการณ์ดีๆ ให้แก่นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาที่ศรีลังกาเริ่มมีโรงแรมและรีสอร์ทที่มีชื่อเสียงด้านการเป็นโรงแรมเพื่อสุขภาพและสปาระดับไฮเอนด์ ทำให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกอยากมาสัมผัสและพักผ่อนที่ศรีลังกาอยู่ไม่ขาดสาย

5. แอฟริกาใต้

แอฟริกาใต้ตั้งอยู่ปลายสุดของทวีปแอฟริกา ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตมากที่สุดของดินแดนแห่งซาฟารี

ที่นี่เต็มไปด้วยป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ มีไวน์ที่ไร้ที่ติ และมีชายหาดที่วิวสวยสุดอลังการ ในเมืองใหญ่ของประเทศอย่างเคปทาวน์และโจฮันเนสเบิร์ก สามารถดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกให้มาเที่ยวที่นี่แม้ว่าการเดินทางจะค่อนข้างไกลและลำบาก แต่เมื่อคุณมาถึงที่นี่คุณจะไม่เสียใจ เพราะสามารถเที่ยวได้หลากหลายสไตล์ ทีทั้งปาร์ตี้และเที่ยวทะเลและชายหาดชื่อดังอันแสนคึกคัก

ในเมืองเคปทาวน์คุณจะได้พบกับทางเดินที่คึกคักของโรงแรม บาร์ และร้านอาหารมากมาย ท่ามกลางฉากหลังที่สวยงามของภูเขา Twelve Apostles หรือจะหลบความวุ่นวายไปเที่ยวที่ Winelands อันเงียบสงบเพื่อทัวร์ไร่องุ่นและโรงบ่มไวน์ในภูมิภาคที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่น Hemel-en-Aarde ซึ่งเป็นที่รู้จักในเรื่องของไวน์ประเภท pinot noirs สไตล์เบอร์กันดีที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก นอกจากนี้ยังจะได้เที่ยวชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ เช่น พิพิธภัณฑ์ Apartheid และถนนคนเดิน Keyes Art Mile ที่เรียงรายไปด้วยร้านบูติกและหอศิลป์ร่วมสมัยของเมือง

6. เปรู

คณะกรรมการการท่องเที่ยวแห่งชาติของเปรูคาดการณ์ว่าประเทศจะดึงดูดนักท่องเที่ยว 7 ล้านคนภายในปี 2564 ซึ่งหมายความว่าถึงเวลาที่ขาเที่ยวอาจต้องเบนเข็มไปเที่ยวทวีปอเมริกาใต้อย่างบ้างซะแล้ว! โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงโด่งดังของประเทศเปรูอย่าง "มาชูปิกชู" แห่งเมืองกุสโก ซึ่งถือเป็นหุบเขาศักดิ์สิทธิ์ของเมืองนี้ ที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวจำนวนมากเกินไปจนทำให้พื้นที่เสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว จนตอนนี้รัฐบาลต้องมีมาตรการกำหนดให้จำกัดจำนวนนักหท่องเที่ยวแล้ว

แต่ถ้าอยากเที่ยวสไตล์คนเมืองแนะนำให้ไปเที่ยวใน "ลิมา" เมืองหลวงของเปรูที่ซึ่งคุณจะได้พบกับอาหารนานาชาติที่น่าทึ่ง ตลาดท้องถิ่น ช่างฝีมือดั้งเดิม และโรงแรมที่มีเสน่ห์ หรือมุ่งหน้า 350 ไมล์ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ ก็จะพบกับเมืองชายหาดอันเงียบสงบของเมือง Huanchaco ซึ่งมีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการโต้คลื่นที่มีมานานตั้งแต่สมัยโบราณเมื่อ 1,500 ปีก่อนคริสตศักราช เชื่อกันว่าชาวบ้านที่นี่อาจเป็นคนกลุ่มแรกของโลกที่รู้จักการทำกระดานโต้คลื่น

7. กรีซ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมากรีซได้ฟื้นตัวจากวิกฤติทางการเงินและการเมือง จนประเทศกลับมาสดใสได้อีกครั้ง เรื่องนี้เห็นได้ชัดเจนที่สุดถ้าคุณมาเที่ยนวที่ "กรุงเอเธนส์" เมืองหลวงของประเทศกรีซ ต้นกำเนิดของอารยธรรมตะวันตกและแหล่งกำเนิดของวรรณกรรมและปรัชญาโบราณ

ในตัวเมืองไม่ควรพลาดชม "ศูนย์วัฒนธรรม" ของมูลนิธิ Stavros Niarchos ที่ออกแบบโดย Renzo มีเปียโนขนาดใหญ่และเป็นที่ตั้งของโรงละครโอเปร่าแห่งชาติและมีหอสมุดแห่งชาติอยู่ในพื้นที่เดียวกัน นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวอย่างสวนธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ เหมืองหินโบราณของเมืองอายุ 400 ปีก่อนคริสตกาล หรือจะเป็นที่เที่ยวทางทะเลและชายฝั่งอันแสนงดงามและโรแมนติก รวมไปถึงมีร้านอาหาร บาร์ และโรงแรมที่ทันสมัยที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยือนมากขึ้นเรื่อยๆ 

8. ฟิลิปปินส์

ฟิลิปปินส์เป็นหนึ่งในประเทศชั้นนำด้านการท่องเที่ยวหมู่เกาะ ทะเล และชายหาด เนื่องจากเป็นประเทศที่มีหมู่เกาะจำนวนมากถึง 7,000 แห่งที่งดงามชวนตะลึง ซึ่งสามารถเดินทางโดยเครื่องบินจากกรุงมะนิลาไปแค่ชั่วโมงเศษๆ เท่านั้น หมู่เกาะเหล่านี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่อยากเที่ยวและพักผ่อนอย่างสงบและเป็นส่วนตัว และไม่ควรพลาดชมแม่น้ำใต้ดิน Puerto Princesa ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโก น่าไปเที่ยวชมหินงอกหินย้อนในถ้ำขนาดใหญ่

อีกหนึ่งจุดหมายท่องเที่ยวที่ควรไปเยือนคือ หมู่เกาะคาลาเมียน เป็นที่เที่ยวที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักในภาคเหนือของประเทศ แต่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของชุมชนชาวประมง นักท่องเที่ยวจขะได้สนุกกับการจับปลามาทำอาหารกินเอง

ส่วนในตัวเมืองมะนิลานักท่องเที่ยวก็จะได้เที่ยวชมอาคารบ้านเรือนสวยงามที่เป็นสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่าง สเปน ญี่ปุ่น จีน และสหรัฐอเมริกา รวมไปถึงร้านอาหารโด่งดังระดับโลกที่เสิร์ฟอาหารทะเลสดๆ และอาหารท้องถิ่นของเมือง

9. อิตาลี

อิตาลีเป็นประเทศที่ท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปีและมีแหล่งท่องเที่ยวเยอะมากจนการไปเที่ยวแค่ครั้งเดียวไม่เคยพอ ไม่ว่าจะเป็น โคลีเซียมที่เป็นสัญลักษณ์ของอิตาลี ไปจนถึงร้านอาหารที่น่าทึ่ง และเมืองแห่งศิลปะอย่างเวนิสยัง เป็นต้น ในขณะที่เมืองโบราณที่งดงามเหล่านี้ยังคงดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักเดินทางที่อยากย้อนไปชมความงดงามในยุคอดีตของดินแดนยุโรป ในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยเทคโนโลยีที่นำเข้ามาช่วยส่งเสริมการเที่ยวพิพิธภัณฑ์ให้ทันสมัยและสนุกมากกว่าเดิม เช่น การใช้ VR และมัลติมีเดียอื่นๆ เพื่อนำประวัติศาสตร์หลายร้อยปีของประเทศมาสู่สายตาคนรุ่นใหม่ในศตวรรษที่ 21 นอกจากนี้อิตาลีก็เต็มไปด้วยร้านอาหารที่ทันสมัย บาร์สุดฮิปที่ให้บริการทุกอย่างตั้งแต่ไวน์ธรรมชาติไปจนถึงค็อกเทลปรุงพิเศษ 

10. เวียดนาม

เวียดนามเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยพลังแห่งแรงดึงดูดและมีเส้นทางท่องเที่ยวที่อุดมสมบูรณ์ ในขณะที่สถานีรถไฟใต้ดินที่คึกคักในฮานอย โฮจิมินห์ซิตี้ และฮอยอัน มีชื่อเสียงด้านอาหารสตรีทฟู้ด ตลาด และวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวาเมื่อเดินทางออกนอกเมืองหลวงก็จะได้พบกับธรรมชาติที่งดงามอันยิ่งใหญ่ ทุ่งข้าวเขียวขจีที่สวยงามและเงียบสงบ รวมไปถึงวัดศักดิ์สิทธิ์หลายแห่ง จุดหมายปลายทางยอดนิยมในเวียดนามที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด ได้แก่ ชายฝั่งทะเลยาวกว่า 2,000 ไมล์ที่ถือเป็นชายหาดที่ดีที่สุดในโลก นาข้าวขั้นบันได วัดจักรวรรดิโบราณ ป้อมปราการโบราณ และวิวขุนเขาขนาดใหญ่เรียงรายสลับซับซ้อนที่ให้ความสงบห่างจากเมืองที่วุ่นวาย 

นอกจากนี้ยังมีเมืองท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในอันดับที่ 11 - 20 ได้แก่

อันดับ 11 ได้แก่ ตุรกี

อันดับ 12 ได้แก่ ญี่ปุ่น

อันดับ 13 ได้แก่ เม็กซิโก

อันดับ 14 ได้แก่ แทนซาเนีย

อันดับ 15 ได้แก่ อิสราเอล

อันดับ 16 ได้แก่ โคลัมเบีย

อันดับ 17 ได้แก่ นิวซีแลนด์

อันดับ 18 ได้แก่ ไอร์แลนด์

อันดับ 19 ได้แก่ กัมพูชา

อันดับ 20 ได้แก่ โครเอเชีย

---------------------------------------

ที่มา:

https://www.cntraveler.com/gallery/are-these-the-best-countries-in-the-world?

เปิดผลประกาสรางวัล Readers' Choice Awards ครั้งที่ 32 ประจำปี 2019 จากนิตยสารท่องเที่ยวชั้นนำอย่าง Conde Nast Traveller โดยประเทศไทยได้รับการ vote ให้เป็นอันดับ 2 ของประเทศที่ดีที่สุดในโลกจากผลสำรวจทั้งหมด 20 ประเทศ

นักข่าว นักหนังสือพิมพ์ ที่ทำงานในแวดวงสื่อสารมวลชนทั้งในแพลตฟอร์มหนังสือพิมพ์และออนไลน์ ชอบท่องโลกกว้างเป็นชีวิตจิตใจ ไม่พลาดที่จะค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ จากการกิน ดื่ม เที่ยว ไปพร้อมกับเพิ่มทักษะ Self-Development ในทุกๆ จังหวะของชีวิต

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?