กิ๊ฟท์-สิรินาถ : มากกว่าดารา คือคนที่จริงจังกับงานและพัฒนาตัวเองเสมอ
  • Lifestyle
  • Dec 10, 2019

กิ๊ฟท์-สิรินาถ สุคันทรัต เป็นนักแสดงผู้กำลังมีละครที่ออกอากาศอยู่ตอนนี้

กิ๊ฟท์-สิรินาถ สุคันทรัต เป็นนางแบบและพิธีกรที่งานชุกใช่ย่อย

กิ๊ฟท์-สิรินาถ สุคันทรัต เป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งของฉัน

และกิ๊ฟท์-สิรินาถ สุคันรัต คนที่ฉันพยายามพูดถึงนี่แหละ ไม่สนใจในความสวยและความสามารถทางการแสดงที่เธอได้รับการชื่นชม เพราะเธอเชื่อว่าตัวเองต้องพัฒนาได้มากกว่านี้เสมอ

เธอพิสูจน์ตัวเองตั้งแต่ก้าวแรกในวงการบันเทิง ทั้งการทำสิ่งที่ฉันกล่าวไปข้างต้น การฝึกฝน และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เราได้เห็นพัฒนาการทางการแสดงที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เริ่มต้นจากนักแสดงสมทบในละครหลังข่าว จนถึงมิวสิกวิดีโอ สู่บทบาทตัวร้ายอย่างชญาในตราบาปสีชมพู ละครเย็นที่เรตติ้งและเสียงตอบรับดีอย่างถล่มทลาย และบทบาทของ "มะปราง" จากละครเรื่องใหม่ 'กลับไปสู่วันฝัน' ทาง PPTV ที่เธอต้องเล่นคู่ขนานไปพร้อมกับบทของพิมพ์ฉัตร ที่นำแสดงโดย ป๊อก-ปิยธิดา มิตรธีระโรจน์ 

กิ๊ฟท์อาจเป็นที่รู้จักแล้วสำหรับบางคน แต่ในสายตาผู้ชมบางส่วนก็อาจเป็นนักแสดงหน้าใหม่ที่มีผลงานน่าจับตามองใช่ย่อย และอย่างที่ฉันบอกไป เธอไม่สนใจว่ารูปลักษณ์ภายนอกแบบพิมพ์นิยมไทยของเธอ ที่ดึงดูดความสนใจผู้คนจะเป็นอย่างไร เพราะสิ่งที่เธอมุมานะอยู่เสมอ คือทักษะการแสดงที่ต้องดีขึ้นและดีขึ้น

เพราะละครของเธอกำลังออกอากาศ และมันกำลังเป็นกระแสที่ดีในโซเชียล ฉันจึงยกหูสนทนากับเธอจากแดนไกล และเรื่องราวต่อไปนี้คงนิยามเป็นละครแนวใดไม่ได้ เพราะมันคือเรื่องจริงของเด็กหญิงคนหนึ่งที่เชื่อในการทำงานหนักอยู่เสมอ ...และเชื่อในพลังของความสามารถว่า นั่นคือสิ่งที่จะทำให้ผู้คนยอมรับในตัวตนของเธอจริงๆ 

Scene 1

หอพักรวมครูแห่งหนึ่งในจังหวัดทางตอนเหนือ / ภายใน / กลางคืน

กิ๊ฟท์-สิรินาถ ไม่มีเพื่อนสนิท

ใช่, ในวัยเด็กเธอไม่มีเพื่อนสนิท เพราะเธอต้องโยกย้ายตามพ่อแม่ของเธอที่ต้องไปทำงานในจังหวัดต่างๆ และทำให้เธอต้องย้ายโรงเรียนถึง 9 ครั้ง ในตลอดระยะเวลาที่เธอเรียนหนังสือตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยม การย้ายถิ่นที่อยู่บ่อยๆ ของกิ๊ฟอาจมีข้อเสียที่เห็นได้ชัดเจนและส่งผลอย่างรุนแรงต่อเด็กคนหนึ่งคือ ไม่มีเพื่อนสนิท ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดปัญหาในการเข้าสังคมในเวลาต่อมา

แต่กิ๊ฟกลับเห็นมากกว่าความอ้างว้างในวัยเด็ก และเลือกเอาการที่เธอต้องอยู่คนเดียวโดยไม่มีพ่อและแม่คอยดูแลมาเป็นแก่นสำคัญในการปรับพฤติกรรมในชีวิตของตนเอง

“ด้วยอาชีพของพ่อและแม่ ทำให้หนูต้องย้ายบ้านไปเรื่อยๆ เลยทำให้หนูทำความรู้จักกับคนได้รวดเร็ว แล้วมันทำให้เราสามารถเป็นคนอยู่ตัวคนเดียวได้โดยไม่รู้สึกเหงา เราไปดูหนังคนเดียวก็ได้ กินข้าวคนเดียวก็ได้ มันเหมือนจะโลกส่วนตัวสูงแต่ก็ไม่สูงนะคะ เพราะว่าหนูก็ยังเข้ากับคนอื่นได้ มันเลยทำให้เราอยู่กับตัวเองได้โดยไม่ต้องไปพึ่งใคร เพราะหนูก็แค่รู้สึกว่า เออ ไม่มีคนอยู่ด้วยก็ไม่เห็นตายนี่หว่า

“ช่วง ป.4-5 เราก็ย้ายไปอยู่หอของครูที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง มันทำให้เราต้องมีความรับผิดชอบตั้งแต่เด็ก แต่ก็ไม่ได้เชิงว่าจะต้องหาข้าวกินเอง เพราะว่าจะมีแม่บ้านของหอที่จะซักผ้า ทำกับข้าวให้ แต่เพราะต้องย้ายมาอยู่แบบนี้ เลยต้องปรับตัวและดูแลตัวเองให้ได้”

เมื่อกิ๊ฟท์ขึ้นชั้นประถมปีที่หก กิ๊ฟท์จึงย้ายมาอยู่จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งกลายเป็นแหล่งพำนักสุดท้ายของเธอ เธอใช้ชีวิตชั้นประถมหนึ่งปีในโรงเรียนพุทธ และอีกสิบปีในรั้วโรงเรียนมัธยมและมหาวิทยาลัย

สุดท้ายแล้ว กิ๊ฟท์ได้รู้แล้วว่าเธอจะพำนักอาศัยในที่แห่งใดตลอดชีวิตวัยเด็กและวัยรุ่น แต่เธอยังไม่รู้ว่าการย้ายมาอยู่เชียงใหม่ในวันนั้น จะทำให้ชีวิตของเธอไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

Scene 2

ห้องเรียน โรงเรียนหญิงล้วนแห่งหนึ่ง / ภายใน / กลางวัน

เด็กหญิงกิ๊ฟท์เข้าเรียนในโรงเรียนหญิงล้วนแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ เธอเป็นเด็กที่ไม่ชอบวิชาฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา แต่เธอกลับจดจำเนื้อหาในวิชาสังคมศึกษาได้ดีมาก รวมถึงวิชาพระพุทธศาสนาที่ใครบางคนอาจบอกว่าจำยากด้วย จึงทำให้เธอได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนแข่งขันเล่านิทานธรรมะ หรือแม้กระทั่งไปสอบเปรียญธรรมแบบเดียวกับที่พระสงฆ์สอบด้วย!

เรื่องการเรียนก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ถามถึงความนิยมของกิ๊ฟท์ในโรงเรียน ณ ตอนนั้น เธอบอกฉันว่า เธอเหมือนเป็นตัวละครลับในโรงเรียนที่ไม่ได้โดดเด่นอะไรเท่าไหร่

เพราะเธอบอกกับฉันเองว่า เธอไม่ได้เป็นเด็กที่หน้าตาน่ารักสักเท่าไหร่

“หนูอาจจะโชคดีที่โตหน้าแล้วตาพัฒนาไปในทางที่ดีค่ะ (หัวเราะ)

“แต่หนูก็โดนล้อนะ แต่หนูก็ไม่รู้สึกอะไร ที่โดนหนักๆ คือจะโดนล้อว่าเท้าใหญ่ ทุกวันนี้หนูเลยกลายเป็นคนไม่มั่นใจในเท้าของตัวเองเท่าไหร่ (หัวเราะ) แล้วก็จะโดนล้อเรื่องฟันเหยินบ้าง ดำบ้าง จนวันหนึ่งหนูจำได้ว่า ตอน ม.5-6 นี่แหละ โดขึ้นมาหน้าตาก็โอเคขึ้น แต่มีคนๆ นึงเขามาว่าหนูต่อหน้าเลยว่า “ทำไมขี้เหร่อะ ไม่เห็นสวยเลย” ตอนนั้นคือช็อคมาก เกิดมาทั้งชีวิตไม่เคยมีใครมาว่าหนูขนาดนี้นะ หนูก็เลยเครียดแล้วก็ไปเล่าให้แม่ฟัง” กิ๊ฟเล่า

ถึงตรงนั้นแม่ของกิ๊ฟท์จึงสอนเธอด้วยแนวคิดที่เรียบง่ายและเป็นจริงทุกประการ ซึ่งมันกลายเป็นพลังสำคัญที่ทำให้เธอเชื่อมั่นในตัวเอง

“ตอนนั้นแม่บอกว่า ไม่เป็นไร ปล่อยเขาไปเถอะ ยังไงความสวยของคนเรามันก็มีไม่เท่ากัน แม่ก็ยกตัวอย่างเช่น นางงามเขา สวยทุกคน แต่ขึ้นอยู่กับว่าเวทีนั้นต้องการอะไรหรืออยากได้ผู้หญิงที่สวยแบบไหน เราไม่ต้องไปกังวลว่าเราจะสวยหรือไม่สวย อยู่ที่ความคิด อยู่ที่ Mind Set ของเรานี่แหละ ต่อให้ผู้หญิงสวยทุกคน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะสวยที่สุด” กิ๊ฟท์ทบทวนคำสอนของแม่ให้ฉันฟัง

Scene 3

ร้านเสริมสวย / ภายใน / กลางวัน

ช่วงเวลาเดียวกับที่กิ๊ฟท์สอบติดคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นช่วงเวลา 6 เดือนก่อนเปิดเทอมใหม่ กิ๊ฟท์จึงใช้เวลาว่างไปเรียนเสริมสวยทั้งแต่งหน้าและทำผม เธอจึงได้พบกับโมเดลลิ่งคนหนึ่ง ที่ปูทางให้เธอเข้าสู่วงการบันเทิง

เธอเริ่มมีงานโชว์ตัวเล็กๆ น้อยๆ บ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่เธอยังต้องจดจ่ออย่างแน่วแน่ คือการเลือกวิชาเอกสำหรับเรียนตลอด 4 ปีในรั้วมหาวิทยาลัย 

แทนที่จะเลือกแขนงอื่นๆ ซึ่งเป็นที่นิยม เธอกลับเลือกแขนงวิชาที่มีผู้เลือกเรียนน้อยมากๆ อย่างแขนงวิชาสื่อสารการแสดง หรืออย่างที่เด็ก แมสคอม มช. เรียกว่าเอกดราม่า

“หนูไม่รู้เหมือนกันว่า หนูคิดอะไรถึงเลือกดราม่าเป็นตัวเมเจอร์ แต่ใจหนูรู้สึกว่ามันจะเป็นเหมือนโชคชะตามั้ย ก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ คือตอนนั้นรู้แค่ว่ามีแขนงฯ สื่อสารการแสดงด้วย เราก็สงสัยว่ามันคืออะไร มันน่าเรียนนะ ก็เลยเรียนดีกว่า มาจากความสนใจแค่เพียงอย่างเดียวเลยค่ะ ยิ่งพอบวกกับไปเจอโมเดลลิ่งคนแรกในคอร์สสอนแต่งหน้าทำผม มันก็เหมือนเชื่อมต่อกันจนแนบสนิทกันไปหมดทุกอย่าง หนูเลยคิดว่า ชีวิตเราอาจจะมาทางนี้ก็ได้”

เมื่อทุกอย่างเชื่อมต่อกันอย่างแนบสนิทอย่างที่กิ๊ฟท์คิดไว้ เธอจึงได้พบกับผู้จัดละครคนหนึ่งนั่นคือตู่-ยุวดี มาลีนนท์ ผู้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงอย่างเต็มตัว กิ๊ฟท์จึงได้เรียนรู้องค์ความรู้ด้านการแสดงมากมายผ่านการเวิร์กช็อปและคลาสเรียนการแสดง

ฉันถามกิ๊ฟท์ว่า เมื่อเธอได้เรียนรู้ทั้งจากในห้องเรียนและนอกห้องเรียน องค์ความรู้ทั้งสองแหล่งนี้เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

“คาบเรียนการแสดงที่คณะฯ เป็นการปูพื้นฐาน ขุดขึ้นมาตั้งแต่เท้าจรดหัวเลย ส่วนที่ได้ทำเวิร์กช็อปก็จะเป็นการทำความเข้าใจตัวละคร การเข้าถึงอารมณ์ ซึ่งมันก็คนละแบบ มันก็ทำให้หนูได้เรียนรู้ทั้งเทคนิคของละครทีวีและละครเวที แต่ถ้าถามว่าได้เปรียบมั้ย หนูว่าได้นะ เพราะมันทำให้หนูเอาความรู้หลายๆ อย่างมาผสมแล้วให้ทุกอย่างออกมาเป็นการแสดงในแบบของหนู ซึ่งหนูไม่ได้ยึดแบบไหนเป็นหลัก แต่ก็ดีทั้งคู่ค่ะ” กิ๊ฟท์อธิบาย

ใช่-เธอเรียนรู้ผ่านการแสดง ยิ่งละครเรื่องใหม่ของเธออย่างกลับไปสู่วันฝัน กิ๊ฟท์ต้องเล่นเป็นสองตัวละครในคราวเดียว ทำให้มิติการแสดงของกิ๊ฟท์ท้าทายกว่าเดิมหลายเท่า ดังนั้น กิ๊ฟท์ยังต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพราะโลกของการแสดงต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

“สุดท้ายสิ่งที่หนูเรียนมาคือสื่อสารการแสดง ก็รู้สึกดีว่ามันได้ใช้ความรู้ตรงนั้น แต่สุดท้ายคนเป็นนักแสดงจะทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้วไม่ได้ค่ะ เพราะอย่างหนูเอง ประสบการณ์ยังไม่ได้เยอะขนาดนั้น เพราะหนูยังไม่ได้ลองซีรีส์ ไม่ได้ลองภาพยนตร์ แล้วศาสตร์ของการแสดงมันมีเยอะแยะมาก มีวิธีการแสดงเยอะมาก แม้กระทั่งจังหวะการพูดก็พูดได้หลายแบบมาก หนูชอบที่หนูได้รับบทแตกต่างกันออกไป เพราะว่ามันทำให้หนูได้เรียนตัวละคร เหมือนเรียนรู้คนอีกคนหนึ่งอะ ถ้าหยุดเรียนรู้ คุณจะเป็นนักแสดงที่ดีที่ไม่ได้” 

Scene 4

กองถ่ายละคร / ภายใน / กลางคืน

กิ๊ฟท์ได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ให้ทำงานหลากหลาย จุดเริ่มต้นของเธอเริ่มจากที่ได้รับบทสมทบในละครหลังข่าวเรื่องหนึ่ง ทำให้เธอเข้าสู่โลกของการทำงานแบบฉบับนักแสดงมืออาชีพอย่างเต็มตัว ละครเรื่องแล้วเรื่องเล่าที่เธอได้รับบทต่างๆ ล้วนแต่เป็นการพิสูจน์ความสามารถและช่วยดึงเอาศักยภาพของเธอออกมาใช้อย่างเต็มกำลังที่เธอมี

"ตราบาปสีชมพู" คือละครเรื่องแรกที่เธอมีชื่ออยู่ในลำดับต้นๆ ในฐานะตัวร้ายของเรื่อง ละครเย็นที่ออกอากาศช่วงหนึ่งทุ่มของวันธรรมดาขนาด 24 ตอนจบ สามารถทำเรตติ้งได้สูงสุดถึง 4 ซึ่งเยอะกว่าละครหลังข่าวที่ออกอากาศในสล็อตเดียวกันทั้งชุด 

“คุณว่าการที่ละครเย็นเรตติ้งดีกว่าละครหลังข่าว มันกำลังบอกอะไร” ฉันสงสัย

“จริงๆ มันก็คือละครเหมือนกันค่ะ แต่จริงๆ หนูคิดว่าที่คนดูชอบละคร ก็เพราะด้วยเคมีของนักแสดงหลายๆ คน แล้วการที่ทีมงานทุกคนตั้งใจทำละครให้ออกมาดี บทละครส่งให้นักแสดงเล่นได้ดี  หนูเลยคิดว่ามันอยู่ที่ความตั้งใจในการทำงานของทุกฝ่ายมากกว่าค่ะ” กิ๊ฟท์ตอบคำถามของฉัน

เสียงชื่นชมที่เธอได้รับ (ถึงแม้จะมาในลักษณะที่ว่า “หมั่นไส้ตัวละครจังเลย” “ถ้าชญามีตัวตนจริงๆ คงไม่มีใครคบแน่ๆ”) และเรตติ้งที่ดี เหมือนเป็นรางวัลที่เธอได้รับจากผลงานที่เธอและนักแสดง รวมถึงทีมงานทุกคนทำงานกันอย่างหนักหน่วง

แล้วนักแสดงหน้าใหม่อย่างเธอรับมือกับคำชมอย่างไร

“จริงๆ หนูไม่ค่อยยึดติดกับอะไรเท่าไหร่ค่ะ คำชมเข้ามาแล้วมันก็แค่ผ่านไป จากนั้นยังไงต่อ เราก็ต้องไปทำงานไง หนูเป็นคนที่ไม่ชอบคำว่าดารานะคะ หนูคิดว่าตัวเองคือนักแสดง เพราะหนูรู้สึกว่าสิ่งที่หนูทำมันคืออาชีพ แล้วงานที่หนูทำออกมาดี ทำให้คนอยากรู้จักเรา ดังนั้น ถ้ามีคนชม มีคนยินดี หนูก็ขอบคุณ แต่ถ้าไม่ยินดีก็ไม่เป็นไร เพราะหนูก็ทำงาน เพราะนี่มันก็คืองานของหนู” กิ๊ฟท์ตอบคำถามของฉัน

Scene 5

บนรถในการจราจรที่แออัด / ภายใน / กลางคืน

สิ่งที่ฉันสงสัยอีกอย่างหนึ่งคือ กิ๊ฟท์ประกอบอาชีพนักแสดง ซึ่งใครที่อยากประกอบอาชีพนี้ต้องคำนึงถึงรูปลักษณ์หน้าตาที่โดนใจมหาชนเป็นอย่างแรก

จากปมด้อยที่เคยโดนดูถูกจังๆ ต่อหน้าว่าเธอไม่สวย ฉันกลับแปลกใจว่าเธอไม่ได้อยากพัฒนาตัวเองให้สวยตามค่านิยมหรือกระแสสังคม แต่สิ่งที่เธอเชื่ออยู่ตลอดมา คือคำสอนของแม่ที่บอกไว้ จนเธอนำมาปรับทัศนคติของตัวเองให้เชื่อมั่นในความงามของตัวเองจากภายใน

 “หนูเป็นคนที่ชอบความหลากหลายค่ะ เพราะถ้าคนเรามันเหมือนกันหมด มันก็ไม่ใช่คน มันก็เป็นหุ่นยนต์สิ นึกออกมั้ยคะ ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างแมวค่ะ ลายก็ยังต่างกันเลย มันคือความหลากหลายของโลกใบนี้ แล้วหนูก็เชื่อว่าว่าไอ้ความหลากหลายพวกนี้มันมีความสวยงามในตัวของมัน แล้วมันก็สวยในแบบของตัวเองด้วย แต่คนอาจจะคิดว่าผู้หญิงที่ดีต้องสวย ต้องจมูกโด่งนะ ซึ่งสำหรับหนูมันไม่ใช่ ก็แค่มั่นใจแล้วแบบ เป็นตัวของตัวเอง มั่นใจไปเลย เพราะแค่เชื่อแล้วเสน่ห์มันจะออกมาเอง”

กิ๊ฟท์บอกให้ฉันลองฟังเพลง Born This Way ของเลดี้กาก้า แล้วจะเข้าใจในสิ่งที่เธอพยายามสื่อสาร ซึ้งฉันเห็นด้วยกับเธอทุกประการ

ความฝันของกิ๊ฟท์คือการได้ทำภาพยนตร์สักเรื่องที่เธอลงมือกำกับเอง ซึ่งกว่าจะถึงความฝันตรงนั้น สิ่งที่เธออยากทำคือการรับบทใหม่ๆ ที่ท้าทาย เพื่อให้เธอได้พัฒนาศักยภาพทางการแสดงของเธอ

เราไม่รู้ว่าเส้นทางในวงการของเธอจะไปสุดตรงไหน แต่ตอนนี้ เธอกำลังพิสูจน์ตัวเองอย่างเข้มเข้นผ่านงานแสดงที่เธอมี และฉันก็เชื่ออีกว่า ความตั้งใจที่เธอทำทั้งหมด คงส่งผลให้เธอก้าวไปสู่วันฝันของเธอได้ในสักวันหนึ่ง

เรื่อง: สุรพันธ์ แสงสุวรรณ์

ภาพ: กิ๊ฟท์-สิรินาถ

กิ๊ฟท์-สิรินาถ สุคันทรัต พิสูจน์ตัวเองตั้งแต่ก้าวแรกในวงการบันเทิง ทั้งการเป็นการเป็นนักแสดงที่ทุ่มเท จริงจังกับทุกบทบาท เป็นนางแบบ เป็นพิธีกร ฝึกฝนและพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา จนแฟนคลับที่ติดตามผลงานได้เห็นพัฒนาการทางการแสดงที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เริ่มต้นจากนักแสดงสมทบในละครหลังข่าว จนถึงมิวสิกวิดีโอ สู่บทบาทตัวร้ายในละครเรื่องดัง

นักเล่าเรื่องที่ใช้ตัวอักษรเป็นเครื่องมือและศรัทธาในพลังของงานเขียน ผู้ชอบตัวเองตอนนั่งสัมภาษณ์ผู้คนที่สุด

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?