เทรนด์ใหม่วัยรุ่น กลัวท้อง ไม่กลัวโรค
  • Lifestyle
  • Dec 27, 2019

ปัญหาเรื่อง ‘แม่วัยใส’ หรือการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเป็นสิ่งที่เราได้ยินผ่านหูมาตลอดเวลาในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และเป็นสิ่งที่ภาครัฐให้ความสำคัญถึงขั้นออกกฎหมายจัดการปัญหานี้โดยเฉพาะ รวมถึงสภาพัฒน์ต้องทำรายงานสรุปสถานการณ์เสนอต่อที่ประชุม ครม. เป็นประจำ แต่สิ้นปีนี้ 2562 นี้คนไทยที่กำลังวลเรื่องนี้อาจจะได้เฮ เพราะสถิติแม่วัยใสลดลง แต่! ดันมีสถิติติดโรคเพิ่มมากขึ้น เรียกว่าได้เป็นข่าวร้ายที่มาพร้อมข่าวดีสำหรับปีหน้า

แม่วัยใส เริ่มคลี่คลาย

แผนยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหาการต้ังครรภ์ในวัยรุ่นระดับชาติ พ.ศ.2560-2569 เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สภาวะมีเด็กไทยอายุต่ำกว่า 20 ปี คลอดลูกวันละ 335 คน โดยหนึ่งในสามเกิดจากการท้องโดยไม่ตั้งใจ

สถิติการคลอดในวัยรุ่นมีจุดสูงสุดในปี พ.ศ.2555 เมื่ออัตราการคลอดของเด็กไทยช่วงอายุ 10-14 ปี พุ่งแตะ 1.8 คนต่อประชากรพันคน และช่วงอายุ 15-19 ปี มีสถิติ 53 คนต่อประชากรพันคน

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพรายงานผลจากการเป็นแม่วัยใสว่าจะทำให้เจ้าตัวเผชิญอุปสรรค ทั้งการเรียน ปัญหาด้านหน้าที่การงาน การถูกตีตราจากสังคม รวมถึงเผชิญปัญหาชีวิต และอาจกลายเป็นปัญหาสังคมในเวลาต่อมา

แต่สถิติแม่วัยใสในปี 2561 กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณะสุข รายงานว่ามีสถิติลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยอัตราคลอดของเด็กไทยในช่วงอายุ 10-14 ปี เหลือ 1.2 คนต่อประชากรพันคน และช่วงอายุ 15-19 ปี ลดลงเหลือ 35 คนจากประชากรพันคน ลดลงประมาณ 33 %.

กลัวท้อง ไม่กลัวติดโรค

ในขณะที่อัตราการคลอดในวัยรุ่นลดลง สิ่งที่เพิ่มขึ้นกลับเป็นการติดโรคทางเพศสัมพันธ์จาก 41.6 ต่อประชากรแสนคนในปี 2550 กลายเป็น 169.2 ต่อประชากรแสนคนในปี 2561 เรียกได้ว่าเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าตัว

โดยเฉพาะ 5 โรคที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในกลุ่มวัยรุ่นอายุ 15-24 ปี ทั้งซิฟิลิส หนองใน หนองในเทียม แผลริมอ่อน และฝีมะม่วง และนอกเหนือจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ยังมีอีกโรคคือการติดเชื้อ HIV ที่สถิติคนไทยในช่วงอายุ 15-24 ปี ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจาก 93 คนต่อแสนคน เพิ่มขึ้นเกินกว่า 70% ในช่วงเวลา 5 ปี

เพราะวัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใส่ถุงยางอนามัยอย่างเป็นประจำ  ทำให้ติดโรค แล้วทำไมวัยรุ่นจึงท้องน้อยลง

จากการศึกษาข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ ช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2561 ถึงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2562 พบข้อความเกี่ยวกับการ ‘ไม่ใช่ถุงยางอนามัย’ รวมกันมากกว่า 1.7 หมื่นข้อความ

เหตุผลหลักๆ ที่วัยรุ่นไม่ใช่ถุงยางแล้วหันไปใช้ยาคุมแทนคือ

1. แพง มีการเปรียบเทียบว่าแพงกว่าค่าข้าว

2. ไม่กล้าซื้อถุงยาง กลัวถูกล้อ อายพนักงานขาย

3. ใช้ยาคุมแทน

4. ใส่แล้วไม่มัน

5. ปกติไม่ใส่อยู่แล้ว

สิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุคือการรณรงค์ใช้ถุงยาง โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ได้ให้คำแนะนำในการปฎิบัติหลายระดับได้แก่ ระดับปัจเจก คือการท่องให้ขึ้นใจ No Condom No Sex และ กินยา ยา PrEP+ PEP + ใช้ถุงยางทุกครั้ง ในระดับนโยบายเน้นการจัดการเรียนรู้เพศวิถีศึกษาในสถานศึกษาทุกระดับ รวมถึงการเดินหน้าเปลี่ยนฐานคิดในสังคม ให้มีมุมมองเชิงบวกต่อเรื่องเพศ

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพรายงานผลจากการเป็นแม่วัยใสว่าจะทำให้เจ้าตัวเผชิญอุปสรรค ทั้งการเรียน ปัญหาด้านหน้าที่การงาน การถูกตีตราจากสังคม รวมถึงเผชิญปัญหาชีวิต และอาจกลายเป็นปัญหาสังคมในเวลาต่อมา

เพราะบอนชอนและโบท็อกซ์ คือสิ่งที่ทำให้มีกำลังใจใช้ชีวิตในประเทศที่ประยุทธเป็นนายกรัฐมนตรี