10 จุดเด่นร้านกาแฟ  'เงือกเขียว' ในญี่ปุ่น ที่ไม่เหมือนเมืองไทย!
  • Lifestyle
  • Jan 21, 2020

ประเทศญี่ปุ่นมีร้านกาแฟสตาร์บักส์กว่า 1,434 สาขา ซึ่งถือว่าเยอะมากเมื่อเทียบกับไทยที่มีแค่ 343 สาขาเท่านั้น ที่สำคัญ สตาร์บักส์ในประเทศญี่ปุ่นเป็นเชนร้านกาแฟระดับโลกที่ได้รับความนิยมจากชาวญี่ปุ่นอย่างมากอีกด้วย

สตาร์บักส์ที่ญี่ปุ่นมีเรื่องสนุกๆ และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่น่าสนใจและต่างจากเมืองไทยอยู่ค่อนข้างมาก ลองมาดูกันว่าหลายๆ เรื่องในร้านกาแฟสตาร์บักส์ญี่ปุ่นที่แตกต่างจากไทยเหลือเกินนั้น มีอะไรบ้าง?

1. บาริสต้าร้อยละ 80 พูดภาษาอังกฤษไม่ได้

เนื่องจากชาวญี่ปุ่นส่วนมากไม่พูดภาษาที่สอง ทำให้การสื่อสารด้วยภาษากลางอย่างภาษาอังกฤษเป็นไปได้ค่อนข้างยาก ดังนั้น สตาร์บักส์ญี่ปุ่นจะเตรียมเมนูแบบเล่มให้ไว้ลูกค้าจิ้มสั่งได้เลย

2. สตาร์บักส์ญี่ปุ่นไม่มีชาเขียวเย็น

ที่สตาร์บักส์ญี่ปุ่นมีเมนูชาเย็นแค่ 2 รายการเท่านั้นคือ ชา(ดำ)เย็น และชาส้มยูสุเย็น (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเมนู Teavana) ส่วนที่เหลือจะเป็นชาร้อนทั้งสิ้น ทั้งชาเขียวมัจฉะลาเต้ (ถ้าสั่งว่า Green Tea บาริสต้าจะไม่เข้าใจ) โฮจิฉะลาเต้ และอื่นๆ และสตาร์บักส์ที่ญี่ปุ่น ไม่มีเมนูชามะนาวเย็น ดังนั้นถ้าคุณอยากกินชาเขียวเย็นแบบไทยจริงๆ คุณสามารถหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป

3. วิธีจัดการคิวที่เสียเวลาน้อยกว่า และเป็นระเบียบมากกว่า

ในช่วงเวลาที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก (ส่วนมากเป็นวันเสาร์-อาทิตย์) สตาร์บักส์ญี่ปุ่นมีวิธีจัดการคิวคือ ให้ลูกค้าต่อแถวเป็นสองแถว แถวแรกเป็นแถวสั่งเมนู ถ้าสั่งและชำระเงินแล้วให้เก็บใบเสร็จไว้ จึงไปต่อแถวที่สองเพื่อรอรับออเดอร์ตามลำดับการชำระเงิน

4. สตาร์บักส์ญี่ปุ่นไม่ถามชื่อและไม่เขียนชื่อลูกค้าที่แก้วกาแฟแบบในไทย (และอีกหลายประเทศ)

เพราะอย่าลืมว่าชื่อคนญี่ปุ่นมีส่วนผสมระหว่างตัวอักษระฮิระกะนะ และตัวอักษรคันจิที่หนึ่งการออกเสียงสามารถเขียนออกมาเป็นตัวคันจิได้หลายตัวมาก ดังนั้นจึงลืมปัญหาการเขียนชื่อผิดไปได้เลย เพราะสตาร์บักส์ญี่ปุ่นไม่เขียนชื่อลงแก้วอยู่แล้ว แต่จะเรียกลูกค้าด้วยชื่อเมนูแทน

5. นั่งดื่มที่ร้าน VS ซื้อกลับบ้าน ราคาไม่เท่ากัน!

เพราะจากการปรับภาษีเพิ่มจาก 8 เป็น 10 เปอร์เซนต์เมื่อช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ส่งผลกับสตาร์บักส์เช่นกัน ทำให้ราคาเครื่องที่บอกในเมนูไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งถ้านั่งดื่มที่ร้านจะบวกภาษีเพิ่ม 10 เปอร์เซนต์ แต่ถ้าซื้อกลับบ้านเพื่อไปกินข้างนอกจะบวกเพิ่ม 8 เปอร์เซนต์

ทั้งนี้สตาร์บักส์ญี่ปุ่นจึงมีแคมเปญเล็กๆ ชื่อว่า Starbucks to go โดยวางถุงกระดาษให้ลูกค้านำเครื่องดื่มใส่ถุงไปดื่มนอกร้าน เพื่อจูงใจให้ลูกค้าใช้บริการนอกร้าน ลูกค้าจะได้ชำระค่าเครื่องดื่มน้อยลง

6. มีเครื่องดื่มสำหรับเด็ก

สตาร์บักส์ญี่ปุ่นมีเมนูเครื่องดื่มสำหรับเด็กด้วยนะ นั่นคือ นมเย็น และน้ำผลไม้กล่องน้อยๆ

7. สตาร์บักส์ไทยไม่มีเครื่องดื่มโกโก้ แต่มีช็อคโกแลตร้อน-เย็น

ในขณะเดียวกัน สตาร์บักส์ในญี่ปุ่นไม่มีเมนูเครื่องดื่มช็อคโกแลต มีแต่เครื่องดื่มเมนูโกโก้

8. สตาร์บักส์ญี่ปุ่นต้องแยกขยะ!

ประเทศญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องการแยกขยะที่เข้มงวดและเข้มข้นมาก ซึ่งกับเชนกาแฟระดับโลกก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ซึ่งถ้าจะทิ้งแก้วเครื่องดื่มในร้าน สตาร์บักส์ญี่ปุ่นมีช่องแยกให้ตั้งแต่แก้วกระดาษ แก้วพลาสติก น้ำแข็ง ของเหลว หรือแม้กระทั่งหลอดดูดและช้อนคนเครื่องดื่ม

9. สตาร์บักส์ญี่ปุ่นมีเมนูพิเศษ

ยกตัวอย่างเมนูที่ออกขายในเทศกาลคริสต์มาส สตาร์บักส์ไทยกับญี่ปุ่นจะมีเมนูให้ไม่เหมือนกัน และค่อยๆ ออกเมนูใหม่ทุกๆ 2-3 สัปดาห์ ต่างกับที่ไทยซึ่งออกพร้อมกัน 3 เมนู และขายถึงประมาณสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม

10. Starbucks Card ที่สมัครในญี่ปุ่น ใช้งานประเทศอื่นไม่ได้

สำหรับบัตร Starbucks Card ที่สมัครและเปิดใช้งานในญี่ปุ่น จะไม่สามารถนำไปใช้งานในประเทศอื่นๆ ได้ ขณะที่บัตร Starbucks Card ที่สมัครและเปิดใช้งานในประเทศไทย ก็ใช้งานกับประเทศอื่นไม่ได้เช่นกัน

--------------------------

เรื่องและภาพ: สุรพันธ์ แสงสุวรรณ์

สตาร์บักส์ที่ญี่ปุ่นจะไม่ถามชื่อและไม่เขียนชื่อลูกค้าลงบนแก้วกาแฟ ต่างกับร้านสตาร์บักส์ในไทยและอีกหลายประเทศทั่วโลก เพราะชื่อคนญี่ปุ่นมีส่วนผสมระหว่างตัวอักษระฮิระกะนะและตัวอักษรคันจิ ที่หนึ่งการออกเสียงสามารถเขียนออกมาเป็นตัวคันจิได้หลายตัวมาก ดังนั้นทางร้านจึงเรียกลูกค้าด้วยชื่อเมนูแทน

นักเล่าเรื่องที่ใช้ตัวอักษรเป็นเครื่องมือและศรัทธาในพลังของงานเขียน ผู้ชอบตัวเองตอนนั่งสัมภาษณ์ผู้คนที่สุด