6 ที่พักสไตล์อาหรับ เสน่ห์เร้นลับที่คุณต้องลอง!
  • Lifestyle
  • Jul 25, 2019

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อินกับเมืองแห่งเวทมนตร์และเรื่องราวการผจญภัยเปี่ยมด้วยมนต์เสน่ห์ในอาหรับ พ่อมด ยักษ์จินนี่ และพรมวิเศษบินได้ นี่อาจเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้คุณแพลนทริปท่องเที่ยวในดินแดนอาหรับสักครั้งในชีวิต

มีผลสำรวจจาก Booking.com เกี่ยวกับที่พักกว่า 28 ล้านรายการ ในกว่า 146,000 จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวทั่วโลก พบว่านักท่องเที่ยวชาวไทยมีการวางแผนท่องเที่ยวและจองที่พักในแหล่งท่องเที่ยวแนวผจญภัยในปี 2562 มากขึ้นถึง 49% 

ถ้าคุณเป็น 1 ใน 49% ของผู้เดินทางชาวไทยที่วางแผนท่องเที่ยวแนวผจญภัยแบบนี้ แต่ก็อยากได้การพักผ่อนสุดหรูแสนสะดวกสบายล่ะก็... เราอยากแนะนำที่เที่ยวและที่พักสไตล์อาหรับในดินแดนเอเชียและตะวันออกกลางใน 6 ประเทศนี้ น่าจะตอบโจทย์ทริปต่อไปของคุณได้ดีทีเดียว 

1. อัครา ประเทศอินเดีย

อัคราคือเมืองหนึ่งบนเส้นทางสามเหลี่ยมทองคำในอินเดียที่เหล่านักท่องเที่ยวนิยมไปเยือนพร้อมเมืองเดลีและชัยปุระ เป็นที่ตั้งของทั้งทัชมาฮาลและป้อมอัคราจึงเป็นจุดหมายสุดเพอร์เฟ็กต์ที่ทำให้รู้สึกเหมือนได้เป็นเชื้อพระวงศ์ ทัชมาฮาลแปลว่า ‘มงกุฎแห่งพระราชวัง’ เป็นจุดท่องเที่ยวห้ามพลาดสำหรับผู้ที่อยากสัมผัสประสบการณ์เหมือนได้เป็นสุลต่าน

สุสานหินอ่อนสีงาช้างนี้ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำยมุนา สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานถึงพระนางมุมตัซ มาฮาล พระมเหสีของจักรพรรดิชาห์ชะฮันแห่งราชวงศ์โมกุล สถาปัตยกรรมที่ประณีตสลับซับซ้อนและภาพสะท้อนของพระราชวังบนผิวน้ำอันโด่งดัง ทำให้ที่นี่เป็นจุดหมายยอดฮิตสำหรับมาถ่ายเซลฟี่ ป้อมอัคราที่อยู่ไม่ห่างออกไปเป็นที่ประทับหลักของจักรพรรดิในราชวงศ์โมกุลจนถึงปี 1638 ผู้มาเยือนจะเพลิดเพลินจนลืมเวลาเมื่ออยู่ท่ามกลางพระราชวังเหล่านี้

ภาพจาก: Oberoi hotels

ที่พักแนะนำ: The Oberoi Amarvilas Agra เป็นที่พัก 5 ดาวสุดหรูราวกับเป็นที่ประทับของสุลต่าน จากที่นี่เดินไปไม่นานก็จะถึงทัชมาฮาล โรงแรมหรูหราอลังการแห่งนี้ตกแต่งภายในอย่างโมเดิร์นพร้อมหน้าต่างขนาดใหญ่ที่จับภาพความสวยงามของบริเวณโดยรอบได้อย่างเต็มที่ ผู้เข้าพักสามารถอิ่มอร่อยกับอาหารเหมือนราชวงศ์ โดยมีตัวเลือกห้องอาหาร 4 แห่งที่ให้บริการอาหารหลากหลายชนิดทั้งอาหารนานาชาติและอาหารจานเด็ดในท้องถิ่น นอกจากนี้ผู้เข้าพักยังเพลิดเพลินกับบริการสุดหรูอื่นๆ ได้ เช่น ไปนวดตัวที่ Oberoi Spa หรือไปว่ายน้ำหรือเข้าคลาสออกกำลังกายที่ยิม

2. มัสกัต ประเทศโอมาน

มัสกัตเป็นเมืองหลวงของประเทศโอมานและเป็นเมืองที่ประทับของสุลต่านกอบูส บิน ซะอีด อัสซะอีด ซึ่งยังครองราชย์อยู่ในปัจจุบันและถือเป็นผู้นำชาวอาหรับที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุด โดยเสด็จขึ้นครองราชย์ตั้งแต่ปี 1970

เมื่อไปถึงมัสกัต คุณสามารถผ่อนคลายเที่ยวชมความงามของสถานที่สำคัญสุดหรูซึ่งมีชื่อเดียวกันกับพระนามขององค์สุลต่าน นั่นก็คือ มัสยิดสุลต่านกอบูส ซึ่งทุกวันนี้ยังคงใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา มัสยิดแห่งนี้ใหญ่เป็นอันดับที่ 5 ของโลก และได้รับการออกแบบในการแข่งขันที่สุลต่านกอบูสทรงเป็นผู้จัดขึ้น โครงสร้างอาคารอันน่าทึ่งส่องประกายระยิบระยับใต้แสงแดดของโอมาน อวดโฉมโดมทองคำสูง 50 เมตรและพื้นหินอ่อนสีขาว โถงภาวนาของผู้ชายซึ่งอันที่จริงแล้วก็เปิดให้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงเข้าไปได้นั้นมีเสน่ห์ดึงดูดใจเป็นพิเศษ โดยปูด้วยพรมเปอร์เซียผืนยักษ์และโคมระย้าอันโดดเด่นสะดุดตา

ภาพจาก: Shangri-la husn resort

ที่พักแนะนำ: Shangri-La Al Husn Resort & Spa โอบล้อมด้วยผืนน้ำที่มีแสงสะท้อนอยู่รำไรบริเวณอ่าวบาร์ อัล จิสซาห์ที่อยู่ในอ่าวโอมาน ที่พักแห่งนี้นับเป็นจุดหมายสุดเพอร์เฟ็กต์ที่จะมาสัมผัสประสบการณ์ใช้ชีวิตประดุจสุลต่าน โรงแรมนี้ใช้เวลาขับรถจากใจกลางเมืองมัสกัตและมัสยิดสุลต่านกอบูสไปไม่นาน การตกแต่งของโรงแรมได้รับแรงบันดาลใจจากพระราชวังอาหรับ และเสริมด้วยงานศิลป์แบบโอมานของแท้ ใครที่ชื่นชอบการอาบแดดก็สามารถใช้ชายหาดส่วนตัวของโรงแรม ซึ่งมีฉากหลังเป็นภูเขาสูงตระหง่าน ทำให้เกิดเป็นวิวสุดเหลือเชื่ออย่างแท้จริง

3. ชัยปุระ ประเทศอินเดีย

หากเมืองอัคราในเส้นทางสามเหลี่ยมทองคำในอินเดียยังไม่ดึงดูดใจคุณเท่าไรนัก ลองเปลี่ยนมาที่ชัยปุระที่มีพระราชวังเป็นจุดดึงดูดผู้เดินทางเช่นกัน เมืองหลวงของรัฐราชสถานในอินเดียแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 1727 โดยมหาราชาชัยสิงห์ที่ 2 เจ้าครองนครอาเมร์ และได้ตั้งชื่อเมืองตามพระนามของพระองค์

ปัจจุบันเมืองอันคึกคักนี้ได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวเพราะอาคารโทนสีชมพู ทำให้เมืองได้สมญาว่า ‘นครสีชมพู’ และอาคารอันงดงามแห่งหนึ่งของที่นี่ได้แก่ ฮาวามาฮาล หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า ‘พระราชวังแห่งสายลม’ ซึ่งเป็นพระราชวังหินทรายสีแดงและสีชมพู พระราชวังแห่งนี้จะงดงามที่สุดยามพระอาทิตย์ตกดินด้วยแสงไฟส่องประกายให้อาคารเปล่งแสงระยิบระยับ แต่ถ้าไม่ชอบสีชมพู ที่นี่ก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวบนเนินเขาอย่างพระราชวังแอมเบอร์ที่ป้อมอาเมร์

ภาพจาก: Tajhotels

ที่พักแนะนำ: หลังจากสิ้นสุดโปรแกรมเที่ยวแน่นเอี้ยดมาแล้วทั้งวันก็ได้เวลาไปพักผ่อนที่ที่พักใหญ่โตโอ่อ่าซึ่งอยู่ห่างจากใจกลางเมืองเพียง 3 กิโลเมตรอย่าง Taj Rambagh Palace หรือที่รู้จักกันในนาม ‘อัญมณีแห่งชัยปุระ’ โรงแรมแห่งนี้ดูแลรักษาสวนเป็นอย่างดีและมีตัวอาคารที่สร้างในแบบสถาปัตยกรรมอินเดียที่งดงาม ผู้เข้าพักจะได้รับการดูแลอย่างดีราวกับกับเป็นราชา โดยจะมีบัตเลอร์ที่สามารถช่วยจัดเตรียมรถม้าสไตล์วินเทจให้นั่งเล่นใต้ผืนฟ้าที่ดวงดาวพร่างพราวได้ทุกคืน และผู้เชี่ยวชาญที่จะจัดคลาสเรียนโยคะให้ผู้เข้าพักได้ผ่อนคลายหลังจากที่ออกสำรวจมาแล้วทั้งวัน

4. มาร์ราเกช ประเทศโมร็อกโก

มาร์ราเกชเคยเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิ ปัจจุบันนี้เป็นที่ตั้งของมัสยิด พระราชวัง และสวนมากมายที่ล้วนแต่สวยงามน่าตื่นตาตื่นใจ และทำให้ผู้เดินทางรู้สึกราวกับตัวเองได้เป็นสุลต่าน เมื่อไปเที่ยวที่นี่ลองถือโอกาสไปเดินชมพระราชวังบาเฮีย ซึ่งมีความหมายว่า ‘พระราชวังของผู้ที่งดงามและชาญฉลาด’ พระราชวังสมัยศตวรรษที่ 19 แห่งนี้สร้างขึ้นโดยซี มูสซา เสนาบดีในรัชสมัยสุลต่านฮัสซันที่ 1 ปัจจุบันเป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยมทางวัฒนธรรมในมาร์ราเกช และหนึ่งในสถาปัตยกรรมระดับมาสเตอร์พีซ พระราชวังอันงดงามแห่งนี้กินพื้นที่ครอบคลุมเกือบ 50 ไร่ และเป็นแห่งแรกในมาเกร็บที่มีหน้าต่างงานกระจกสีประดับเป็นลวดลาย ซึ่งดึงความสนใจผู้มาเยือนได้ทันที่ที่มองเห็น

ภาพจาก: Riad le Clos des Arts

ที่พักแนะนำ: สัมผัสความรู้สึกดุจราชาเมื่อจองที่พักที่ Riad le Clos des Arts ซึ่งภายในตกแต่งไว้อย่างสวยงามน่าทึ่ง ห้องพักแต่ละห้องตกแต่งด้วยกระเบื้องสไตล์โมร็อกโกแท้ๆ ผู้เข้าพักสามารถผ่อนคลายท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบในลานภายในที่พัก และพักผ่อนเหมือนเป็นสุลต่านที่ลานบนดาดฟ้าที่มีสระเล็กๆ ไว้แช่ตัว ที่นี่ตั้งอยู่ในใจกลางมาร์ราเกช จากที่พักเดินไปไม่ไกลก็จะถึงพระราชวังบาเฮีย ผู้เข้าพักจึงสามารถเดินเที่ยวไปตามถนนที่มุ่งไปยังพระราชวังได้

5. ดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ดูไบมีชื่อเสียงโด่งดังว่าเป็นจุดหมายสุดหรูสำหรับผู้เดินทาง โดยมีแหล่งช้อปปิงหรูหราและสถาปัตยกรรมอันโดดเด่น ผู้มาเยือนดูไบสามารถปล่อยตัวปล่อยใจไปยิ่งกว่าเดิมและรับการบริการสุดผ่อนคลายระดับสุลต่านด้วยการเพลิดเพลินกับกิจกรรมสุดหรู บริการฮัมมัมสไตล์อาหรับดั้งเดิม หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่าการอาบน้ำแบบตุรกี โดยผู้เดินทางจะได้อาบน้ำจนตัวเปียกชุ่ม ก่อนที่จะนำสบู่ดำมาถูผิวและขัดตัวด้วยถุงมือเคซซา

ภาพจาก: Palace Downtown

ที่พักแนะนำ: หากสนใจบริการสปาสไตล์อาหรับในที่พัก ผู้เดินทางสามารถลองไปใช้บริการที่ Palace Downtown โรงแรมสุดหรูในใจกลางหมู่บ้านอาหรับดั้งเดิม ที่พักแห่งนี้มีทุกสิ่งที่คุณต้องการอยู่ใกล้แค่เอื้อม ทั้งเรนชาวเวอร์สำหรับฮัมมัม อ่างน้ำอุ่น และห้องอบไอน้ำ และหากผู้เข้าพักไม่ได้อยากสบายกายในสปาอย่างเดียว แต่อยากหาอะไรสบายตาดูด้วย ก็สามาถเพลิดเพลินกับโลกใบใหม่แสนเพลินใจอย่างแท้จริงที่ย่านพาเลซดาวน์ทาวน์ ที่น้ำพุแห่งดูไบ และที่ทะเลสาบสวยงามรอบตึกเบิร์จคาลิฟา

6. อิสตันบูล ประเทศตุรกี

ครั้งหนึ่งอิสตันบูลเป็นนครแห่งราชวงศ์ที่ประทับอยู่ที่เขตสุลต่านอาห์เมต ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็นที่จัดแข่งขันรถม้าศึก และทุกวันนี้เสาโอเบลิสก์ของอียิปต์ก็ยังคงอยู่ที่นี่ อิสตันบูลยังเป็นที่ตั้งของสุเหร่าสีน้ำเงินอันเก่าแก่และมีสถาปัตยกรรมที่งดงามซึ่งสร้างโดยสุลต่านอาห์เมตที่ 1 สุเหร่านี้มีโถงภาวนาใหญ่อยู่ใต้โดมหลัก และมีหออะซาน 6 หอและโดมอีก 8 แห่ง นอกจากนี้ยังมีกระเบื้องเซรามิคแฮนด์เมดสไตล์อิซนิคที่มีลวดลายสวยงามละเอียดซับซ้อนเป็นลายดอกทิวลิปแบบต่างๆ กว่า 20,000 ชิ้น ทุกส่วนของสุเหร่าสีน้ำเงินแห่งนี้ไม่ว่าจะเป็นภายในหรือภายนอกจะทำให้ผู้เดินทางสัมผัสได้ถึงความอลังการได้ทันทีที่ย่างเท้าเข้าไป

ภาพจาก: soho-Istanbul

ที่พักแนะนำ : Soho House Istanbul เป็นที่พักแสนวิเศษสำหรับผู้เดินทางยุคใหม่ที่มองหาจุดหมายใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยสัมผัส ที่พักมีอาคารแยก 3 หลัง เช่น Chancery และ Annex อาคารกระจกหลังใหม่เอี่ยมและคลับสุดหรูสำหรับสมาชิก ที่นี่ยังมีบริการอื่นๆ อีกมากมายที่จะทำให้ผู้เข้าพักได้รับประสบการณ์เหมือนเป็นสุลต่าน ที่พักอยู่ไม่ห่างจากสุเหร่าสีน้ำเงินมากนัก

หลังจากที่ใช้เวลาทั้งวันออกสำรวจตัวเมืองแล้ว ผู้เดินทางจะรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเชื้อพระวงศ์เพราะเมื่อมาถึงโรงแรมก็สามารถผ่อนคลายและล้มตัวลงนอนบนเตียงขนาดคิงไซส์ที่ปูที่นอนด้วยผ้าฝ้ายอียิปต์แสนสบาย นอกจากนี้ยังมีเวลาให้ได้ผ่อนคลายกับสปาซึ่งมีทรีทเม้นท์นานาชนิด ทั้งบำรุงหน้า นวด และบำบัดร่างกาย

แนะนำโรงแรม ที่พัก รีสอร์ท สไตล์อาหรับตามแหล่งท่องเที่ยวในประเทศแถบเอเชีย และดินแดนตะวันออกกลาง

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์