เช็คลิสต์ 10 ข้อ รู้ไว้ก่อนตัดสินใจเที่ยวรอบโลก!
เช็คลิสต์ 10 ข้อ รู้ไว้ก่อนตัดสินใจเที่ยวรอบโลก!
เช็คลิสต์ 10 ข้อ รู้ไว้ก่อนตัดสินใจเที่ยวรอบโลก!
เช็คลิสต์ 10 ข้อ รู้ไว้ก่อนตัดสินใจเที่ยวรอบโลก!
เช็คลิสต์ 10 ข้อ รู้ไว้ก่อนตัดสินใจเที่ยวรอบโลก!
เช็คลิสต์ 10 ข้อ รู้ไว้ก่อนตัดสินใจเที่ยวรอบโลก!
  • Lifestyle
  • Jul 9, 2019

ต้องยอมรับว่าความหลงลืมยังคงเกิดขึ้นเป็นประจำกับการแบกกระเป๋าไปท่องโลก ไม่ว่าจะเป็นขาเที่ยวมือมือใหม่หรือมือเก๋า ก็ยังพลาดได้ตลอดเวลา วันนี้ Bottom Line มีเช็คลิสต์ที่คุณควรรู้มาฝาก ทริปต่อไปของคุณจะได้ไม่พลาดจากความขี้หลงขี้ลืมของตัวเอง

ตั้งสติให้ดี แล้วมาดูว่า ก่อนจะออกไปท่องโลกกว้างคุณต้องเตรียมอะไรบ้าง?

1. เช็ควันหมดอายุของพาสปอร์ต 

เชื่อว่าผู้เขียนไม่ใช่คนเดียวเคยพลาดเรื่องนี้! ครั้งหนึ่งเกิดขึ้นตอนกำลังจะทำออนไลน์เช็คอินตั๋วเครื่องบินล่วงหน้า ปรากฏว่าทำรายการไม่ได้เพราะพาสปอร์ตมีอายุไม่พอ และพีคในพีคคือพาสปอร์ตจะหมดอายุใน 2 วันนี้! 

ทางที่ดีคือต้องเช็คอายุพาสปอร์ตก่อนจองตั๋วเครื่องบิน ยิ่งไปทริปไฟไหม้นี่ต้องหยิบพาสปอร์ตขึ้นมาดูก่อนเลย จะได้แน่ใจว่าเรามีพาสปอร์ตเดินทางอย่างแน่นอน 
ถ้าถามเรื่องอายุพาสปอร์ตว่าต้องมีอายุเหลือเท่าไหร่? ตามระเบียบสากลแล้ว พาสปอร์ตต้องมีอายุเหลือไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ณ วันเดินทางเข้าถึงประเทศปลายทาง แต่ในบางประเทศก็ใช้ระเบียบอนุญาตให้มีอายุไม่น้อยกว่า 3 เดือนได้ ซึ่งผู้เดินทางสามารถเช็คข้อมูลได้จากเว็บไซต์กองตรวจคนเข้าเมืองของประเทศนั้นๆ 

และนอกจากพาสปอร์ตมีอายุเหลือตามระเบียบกำหนดของกองตรวจคนเข้าเมืองประเทศปลายทางแล้ว อย่าลืมว่าต้องมีหน้าว่างเหลือสัก 2 หน้าด้วย เพราะเจ้าหน้าตรวจคนเข้าเมืองที่เขาไม่ประทับตราอนุญาตที่ปกหน้าหรือปกหลังให้เรานะ!

Tips:  หากเกิดกรณีต้องการทำพาสปอร์ตด่วนก่อนเดินทาง เราสามารถนำบัตรประชาชนใบเดียว ไปทำเรื่องขอออกหนังสือเดินทางใหม่หรือต่ออายุได้ที่สำนักงานหนังสือเดินทาง (เดี๋ยวนี้มีบริการลงทะเบียนขอทำพาสปอร์ตล่วงหน้าด้วย ประหยัดเวลาไปได้เยอะ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ passport) มีลำดับความด่วนดังนี้

•    แบบปกติ รอ 3 วัน ค่าธรรมเนียม 1,000 บาท 

•    ด่วนธรรมดา ทำวันนี้รับพรุ่งนี้ ค่าธรรมเนียม 2,000 บาท

•    ด่วนพิเศษ ทำเช้าเอาบ่าย ค่าธรรมเนียม 3,000 บาท 

2. เช็คเวลาเดินทางในตั๋วเครื่องบินให้ดี

ยังคงเป็นความคลาสสิคเรื่อง "ตกเครื่อง" บางทีก็เกิดจากการไปสายเพราะชะล่าใจ หรือเรียกอีกอย่างว่า “ชิล” แล้วไปกระโดดโหยงๆ ขอร้องเจ้าหน้าที่เค้าเตอร์เช็คอิน หรือถ้าคุณเช็คอินแบบออนไลน์ไว้แล้วแต่ไปช้ากว่าเส้นตายที่เขากำหนด เจ้าที่ก็ไม่อนุญาตให้ขึ้นเครื่องได้ เนื่องจากระเบียบขั้นตอนในการปฏิบัติงานต่างๆ อีกทั้งเราต้องเห็นใจผู้โดยสารท่านอื่นๆ ด้วย ทุกคนก็อยากจะไปถึงจุดหมายปลายทางตรงเวลาทั้งนั้น (ถึงแม้สายการบินจะมีดีเลย์บ้างก็ตาม)

ดังนั้นการเช็คเวลาในตั๋วเครื่องบินให้ดี แล้วนับเวลาถอยหลังเผื่อไว้ให้ถึงสนามบินอย่างน้อย 2-3 ชม. ก่อนเวลาการเดินทางที่ระบุไว้ จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ เผลอๆจะมีเวลาเหลือนั่งจิบกาแฟ แต่งหน้า เสริมหล่อ พร้อมเดินขึ้นเครื่องได้อีก

Tips: 

•    ปกติแล้วเค้าเตอร์เช็คอินของสายการบินจะปิดให้บริการ 30 นาทีก่อนเวลาบินสำหรับเที่ยวบินในประเทศ และ 45 นาทีสำหรับเที่ยวบินต่างประเทศ 

•    นอกจากจะเผื่อเวลาในการเดินทางไปถึงสนามบินแล้ว นักท่องเที่ยวที่เอารถยนต์ส่วนตัวไปจอดที่สนามบิน ควรเผื่อเวลาวนหาที่จอดรถด้วย เพราะสนามบินใหญ่อย่างสุวรรณภูมิและดอนเมืองจะหาที่จอดรถในอาคารได้ยาก

•    หากต้องทำธุรกรรมอื่นๆที่สนามบินก่อนการเดินทาง ก็ให้เผื่อเวลาเพิ่มเข้าไปอีก เช่นต้องไปซื้อซิมการ์ดโทรศัพท์ แลกเงิน หรือต้องไปเช่าไวไฟแบบพกพา Pocket Wifi

•    ทำการเช็คอินออนไลน์ผ่านแอพลิเคชั่นหรือเว็บไซต์ของสายการบินไว้ล่วงหน้า ซึ่งสายการบินจะอนุญาติให้ทำได้ 24 ชม. ก่อนเวลาเดินทาง

•    การดูเวลาที่ระบุไว้ ให้นับเป็นเวลาท้องถิ่นของทั้งประเทศต้นทางและปลายทาง เช่นตัวอย่างนี้ 

เที่ยวบินออกจากสุวรรณภูมิวันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม 2019 เวลา 23.15 น.  แน่นอนว่าเป็นเวลาท้องถิ่นประเทศไทย และเดินทางถึงสนามบินฮาเนดะ วันที่ 2 ธันวาคม 2019 เวลา 6.55 น. ซึ่งนับเป็นเวลาฝั่งประเทศญี่ปุ่นแล้ว ส่วนขากลับก็คือเวลาเที่ยงคืน 20 นาทีของวันที่ 7ธันวาคม 2019 ของฝั่งประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง ส่วนสัญลักษณ์ +1 DAY(S) เขาแค่จะเตือนคุณว่า การเดินทางนี้ทำให้คุณข้ามไปสู่อีกวันหนึ่ง คือข้ามเส้นเวลา 24.00 น.ไปแล้วซึ่งอาจจะเป็น -1 DAY(S) ถ้าเราต้องเดินทางย้อนเส้นเวลา

3. เช็คน้ำหนักกระเป๋า

หากคุณใช้บริการของของสายการบินที่ให้บริการเต็มรูปแบบ(Full service) คุณจะได้น้ำหนักกระเป๋าสำหรับโหลดลงใต้เครื่อง (checked baggage) พร้อมบริการอาหารและเครื่องดื่มโดยอัตโนมัติ แต่จะได้น้ำหนักมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับเส้นทางการบินและเงื่อนไขที่ระบุไว้ตามระดับชั้นของบัตรโดยสาร แต่หากเป็นสายการบินแบบประหยัด(low cost) คุณอาจจะต้องมีการซื้อน้ำหนักเพิ่มจากราคาบัตรโดยสารหากคุณต้องการโหลดกระเป๋า แต่ในปัจจุบันสายการบิน low cost มีการแข่งขันสูง บางสายก็มีแถมน้ำหนักกระเป๋าให้ฟรีอีกด้วย 

Tips: 

• จากที่ได้เคยแนะนำไว้ในเรื่องก่อนหน้านี้ ต้องขอย้ำว่าเราต้องรู้จักนิสัยตัวเอง รู้จักการจัดกระเป๋าเดินทางและสัมภาระหากคิดว่าน้ำหนักเกินหรือจำนวนกระเป๋าเกินแน่นอน ให้ซื้อน้ำหนักเพิ่มล่วงหน้าไว้ เพราะราคาถูกกว่าไปจ่ายหน้าเค้าท์เตอร์สายการบินแน่นอน

• ติดกระเป๋าถือแบบพับไปด้วยก็จะดี หากน้ำหนักกระเป๋าใบใหญ่เกินในขากลับ เราจะได้ย้ายเสื้อผ้ามาใส่ในกระเป๋าพับแล้วหิ้วขึ้นเครื่องได้(carry-on baggage) แต่ก็ต้องเช็คสายการบินด้วยนะว่าเขาอนุญาติให้หิ้วสัมภาระขึ้นเครื่องได้ไม่เกินกี่กิโลกรัมแต่ต้องไม่มีสิ่งต้องห้ามในกระเป๋าที่หิ้วขึ้นเครื่องด้วยนะ

4. เช็ควีซ่าและวีธีการตรวจคนเข้าเมือง

แต่ละประเทศจะมีระเบียบวิธีในการตรวจคนเข้าเมืองแตกต่างกันไป บางประเทศต้องใช้วีซ่าแต่บางประเทศไม่ต้องใช้ ซึ่งขึ้นอยู่กับการทำข้อตกลงระหว่างประเทศ ดังนั้นต้องเช็คให้ดีว่าประเทศปลายทางนั้นต้องใช้วีซ่าหรือไม่ ถ้าต้องใช่วีซ่า ก็ให้ดำเนินการขอไว้แต่เนิ่นๆ ก่อนการเดินทาง เพราะสถานกงสุลแต่ละประเทศจะมีระยะเวลาในการพิจารณาวีซ่าให้แก่ผู้ที่ถือหนังสือเดินทางประเทศไทยไม่เท่ากัน

หากไม่ต้องใช้วีซ่า ก็เช็คให้ดีว่าเราได้สิทธิ์การพำนักระยะสั้นได้กี่วัน จะได้จองตั๋วเครื่องบินและวางแผนการท่องเที่ยวให้อยู่ในระยะเวลานั้น ถ้าอยู่เกินจำนวนวันที่เขากำหนดก็อาจโดนขึ้นบัญชี black list ได้

นอกจากเรื่องวีซ่าหรือไม่วีซ่าแล้ว นักท่องเที่ยวอาจต้องอาจจะต้องกรอกแบบฟอร์มใบตรวจคนเข้าเมืองหรือที่เราเรียกกันติดปากว่าใบ ต.ม. รวมถึงใบสำแดงสินค้าแก่เจ้าหน้าที่ศุลกากรก่อนเข้าประเทศปลายทางด้วย ซึ่งแต่ละประเทศก็มีแบบฟอร์มเป็นของตัวเอง ใบต.ม.และใบสำแดงนี้เราขอได้จากพนักงานบริการบนเครื่องบิน หรือบางทีเขาก็จะเดินแจกให้เราในระหว่างเที่ยวบิน ถึงแม้เราหลับไป เขาก็จะมาเสียบไว้ในช่องใส่นิตยสารให้เราด้วย 

Tips: 

• ผู้เดินทางสามารถเช็ครายชื่อประเทศที่ไม่ต้องขอวีซ่าและระยะเวลาในการพำนักชั่วคราวในแต่ละประเทศได้ที่นี่ consular (ประเทศไต้หวันประกาศยืดระยะฟรีวีซ่าออกไปอีก 1 ปี จนถึง 31 ก.ค. 2563) 

• ศึกษาตัวอย่างการกรอกใบต.ม. หรือใบสำแดงสินค้าของประเทศปลายทางได้จากข้อมูลรีวิวบนอินเตอร์เน็ตหรือเว็บไซต์การท่องเที่ยวต่างๆ จะได้ไม่พลาดตอนกรอกจริง

5. เช็คเอกสารการเดินทาง

จากข่าวที่แชร์กันสนั่นในโซเชียลมีเดียและมีให้บ่อยๆ เห็นทางโทรทัศน์ว่าคนไทยหนีวีซ่าบ้าง ทำงานผิดกฏหมายบ้าง ก่อคดีในต่างประเทศก็เยอะ มันจึงเป็นธรรมดาที่กองตรวจคนเข้าเมืองของประเทศต่างๆ จะจับตาดูคนที่ถือพาสปอร์ตไทยเป็นพิเศษ 
นอกจากพาสปอร์ตแล้วเราอาจต้องเตรียมเอกสารแสดงความบริสุทธิใจ ไม่ว่าจะเป็นตั๋วเครื่องบินขากลับที่ระบุเที่ยวบินเดินทางชัดเจน เอกสารการจองโรงแรมหรือที่อยู่ในการพำนัก แผนการเดินทางท่องเที่ยวคร่าวๆ

หากใครภาษาอังกฤษไม่แข็งแรงก็พิมพ์หรือเขียนใส่กระดาษไว้พอเข้าใจ ติดนามบัตรไว้เพื่อให้เขารู้ว่าเรามีการมีงานต้องกลับมารับผิดชอบ หรือกระทั่งจดหมายรับรองต่างๆ เผื่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองพาเข้าห้องสัมภาษณ์ หรือที่เรียกว่า “ห้องเย็น” ก็จะได้เอาไว้ยืนยันกับเขาได้

รวมไปถึงเอกสารการจองอื่นๆ เช่น ใบจองบัตรโดยสาร ตั๋วเข้าชมสถานที่ ตั๋วเข้าชมการแสดง ใบจองร้านอาหารเด็ด ก็เป็นสิ่งที่ห้ามลืม ถ้ามีคอนเฟิร์มมาทางอีเมลด้วยก็ให้แคปหน้าจอเก็บไว้ในมือถือ เพราะผู้เขียนเคยเจอปัญหาเรื่องไม่มีสัญญาณโทรศัพท์โรมมิ่งเพราะอยู่กลางเขาในเนเธอแลนด์ จนทำไม่สามารถเปิดดูใบจองในอีเมลมาแล้ว 

6. เช็คข่าว 

คงสงสัยกันว่าข่าวอะไร? ทำไมต้องเช็ค? เนื่องจากการเดินทางท่องเที่ยวนั้นประกอบด้วยหลายปัจจัยนอกเหนือจากแต่ตัวเราเอง เราจึงควรต้องเช็คข่าวที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางท่องเที่ยวของเราด้วย 

Tips:

• ข่าวของสายการบินที่เราใช้บริการ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่เกิดการยกเลิกเที่ยวบิน หรือมีประกาศเลื่อนเที่ยวบินเนื่องจากเหตุต่างซึ่งผู้เดินทางสามารถตรวจสอบได้จากเว็บไซต์สายการบิน เพราะถ้ารู้ล่วงหน้า เราก็จะได้รับดำเนินการแจ้งขอเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกโรงแรมและการจองต่างๆที่เรายืนยันไว้แล้ว ในกรณีการยกเลิกเที่ยวบินนี้ ส่วนใหญ่ผู้ให้บริการรับจองโรงแรม หรือตัวโรงแรมเองจะเข้าใจ และอนุญาตให้เลื่อนหรือขอคืนเงินได้ 

• ข่าวสภาพอากาศ หากเราทราบสภาพอากาศคร่าวๆ เราจะได้เตรียมจัดกระเป๋าและเตรียมอุปกรณ์ต่างๆให้เหมาะสมได้เช่น ร่มเสื้อกันฝน หรืออุปกรณ์กันหนาวต่างๆ

• ข่าวท้องถิ่นของประเทศปลายทางหรือข่าวจากกรมการกงศุลและสถานฑูตไทย บางครั้งเหตุคาดฝันก็เกิดขึ้นได้ เช่น อุบัติเหตุ อุบัติภัย การปิดเส้นทางคมนาคม หรือการประท้วงต่างๆ ซึ่งบางเหตุการณ์ก็ไม่ได้ส่งผลต่อการยกเลิกเที่ยวบิน แต่จะส่งผลต่อตารางการท่องเที่ยวของเรา หากเราติดตามข่าวสารไว้ เราก็สามารถนำข้อมูลมาปรับแผนท่องเที่ยวได้

7. เช็คอุปกรณ์ในการใช้ชีวิต

จะเดินทางท่องโลกทั้งที นอกจากเสื้อผ้าหน้าผมจะพร้อมแล้ว อุปกรณ์ในการดำรงชีวิตต้องพร้อมด้วย ได้แก่ 

ยาประจำตัวหรือยาสามัญ: ในต่างประเทศจะไม่สามารถหาซื้อยาบางตัวได้จากร้านขายยาทั่วไป และต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์เท่านั้น หากคุณต้องการพกยาเฉพาะทางไปด้วย อาจต้องมีใบรับรองแพทย์หรือเอกสารกำกับยาติดไปด้วย แต่หากเป็นยาสามัญ ก็สามารถพกติดตัวไปได้ในปริมาณที่เหมาะสมที่ครั้งหนึ่งที่ผู้เขียนพกยาพาราไปทั้งกระปุก และบังเอิญว่าโดยสุ่มขอตรวจกระเป๋าที่สนามบินนาริตะ เจ้าหน้าศุลกากรหยิบขึ้นมาแล้วถึงกับพูดด้วยสำเนียงญี่ปุ่นว่า “Too much Paracetamol is not good” ซึ่งเขาคงตกใจว่าทำไมเราถึงพกมาเยอะขนาดนี้ ... ก็คนมันรีบจัดกระเป๋าไงครับคุณเจ้าหน้าที่

ของใช้ส่วนตัวและของใช้ในห้องน้ำ: บางโรงแรมก็มีของใช้ไว้ให้ แต่เราก็คงรู้สึกไม่สบายใจเวลาใช้อยู่ดี จะไปซื้อของเหล่านี้ในต่างประเทศก็เปลืองโดยใช่เหตุ ถ้าพกไปเองก็ประหยัดไปได้อีกเยอะ เชื่อสิ

หัวแปลงปลั๊กไฟ หรือ อะแดปเตอร์ เพราะแต่ละประเทศจะมีเต้าเสียบไฟไม่เหมือนกัน การเตรียมอะแดปเตอร์เพื่อการเดินทาง (universal adapter) ไว้ก็อุ่นใจ เจอปลั๊กแบบไหนเราก็ไม่ต้องกลัว

อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกต่างๆ : เช่น สายชาร์ตต่างๆ กล้องถ่ายรูป หูฟัง หมอนรองคอ(ถ้าบินนานๆหรือบินกลางคืนก็จะช่วยได้มาก) และ แบตเตอรี่สำรอง (power bank)

แพ็คเกจการสื่อสาร: หากคุณต้องใช้มือถือในการติดต่อสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นเพราะต้องประสานงานตลอดเวลา หรือเป็นสายโซเชียลที่ต้องอัพรูปทุกจุดเช็กอิน การสื่อสารจึงเป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึง เราสามารถเลือกแพ็คเกจการสื่อสารได้หลายแบบ เช่น การเปิดบริการข้ามเครือข่าย (international roaming) ซิมโทรศัพท์เพื่อการท่องเที่ยว หรือกระทั่งไวไฟแบบพกพา (pocket WiFi)

Tips: 

• ปริมาณของเหลวที่สามารถนำติดตัวขึ้นเครื่อง (carry-on baggage) ได้คือไม่เกินชิ้นละ100 มิลลิลิตร(ยึดจากตัวเลขปริมาณบรรจุที่ระบุไว้บนบรรจุภัณฑ์ ไม่ใช่ปริมาณที่เหลืออยู่ของของเหลว) หากมีความจำเป็นต้องนำของเหลวติดตัวไปด้วย ให้ใช้วิธีแบ่งใส่ขวดเล็กๆ แต่ทั้งหมดรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 1,000 มิลลิลิตร โดยใส่ทั้งหมดไว้ในถุงพลาสติกใส เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้ แต่ของเหลวบางชนิดก็ได้รับการยกเว้นจากกฎ เช่น ยาที่มีเอกสารกำกับชัดเจน นมเด็ก และอาหารสำหรับเด็กทารกในปริมาณที่เหมาะสม โดยให้แจ้งที่เค้าเตอร์เช็คอินก่อนทุกครั้ง

• การนำแบตเตอรี่สำรองติดตัวไปด้วยต้องคำนึงถึงข้อบังคับของสมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) ด้วย

- ห้ามโหลดแบตเตอรี่สำรองลงใต้ท้องเครื่องโดยเด็ดขาดไม่ว่าจะความจุเท่าไหร่ หากเราเผลอลืมใส่ในกระเป๋าที่โหลด เจ้าหน้าที่มีสิทธิ์เปิดกระเป๋าเดินทางแล้วเอาออกได้

- บนตัวเครื่องแบตเตอรี่สำรองต้องแสดงตัวเลขระบุความจุไฟฟ้าอย่างชัดเจน ว่ากี่ mAhหากไม่สามารถระบุขนาดความจุได้ เจ้าหนาที่จะไม่อนุญาติให้เอาขึ้นเครื่องได้

- ไม่ต้องติดแบตเตอรี่สำรอง มากกว่า 32,000 mAhไปด้วย เพราะไม่สามารถหิ้วขึ้นเครื่องหรือโหลดลงใต้เครื่องได้ทุกกรณี

- ความจุแบตเตอรี่สำรองที่ติดตัวผู้เดินทางไปได้หากมีความจุไฟฟ้าอยู่ที่ระหว่าง 20000 - 32000 mAhสามารถนำขึ้นเครื่องได้ไม่เกิน 2 ก้อนและ ความจุไฟฟ้าต่ำกว่า 20000 mAhสามารถนำขึ้นเครื่องได้ไม่จำกัดจำนวน

8. เช็คตารางท่องเที่ยวและสถานที่ท่องเที่ยว

เคยไหมที่เราไปถึงที่หมายแล้วเจอป้ายเขียนว่า “ปิดให้บริการ”หรือ “หมดเวลาให้บริการ” จนกลายเป็นความผิดหวังแบบ “อ้าวเฮ้ย ไม่เหมือนที่แพลนเอาไว้นี่นา” เรื่องนี้เกิดขึ้นกับตัวผู้เขียนเองหลายครั้งเพราะความมั่นใจเกินเหตุนั่นเอง 

“เดินทางไป 2 ชั่วโมง ได้เกาะรั้วดูอยู่ห่างๆ” เดินทางจากโอซาก้าไปเมืองฮิเมจิเกือบ 2 ชั่วโมง แต่ไม่ได้เช็คก่อนว่าปราสาทฮิเมจิเขาปิดเพื่อบูรณะ สุดท้ายทำได้แค่ถ่ายรูปด้านนอก แล้วเดินคอตกออกมากินอุด้งแถวสถานีก่อนกลับเข้าโอซาก้า

“ไม่ได้เจอพี่ผี ในบ้านผีสิง” เครื่องเล่นหนึ่งในโตเกียวดิสนีย์แลนด์ชื่อ Haunted Mansion หรือบ้านผีสิง เป็นเครื่องเล่นสุดฮิตลำดับต้นๆ ของสวนสนุกแห่งนี้ ด้วยการผสมผสานระหว่างรถไฟรางและเทคโนโลยีเลเซอร์และแสงสีเสียง ทำให้ต้องไม่พลาดสักครั้งที่ได้ไปเที่ยวในสวนสนุกแห่งนี้ แต่เพราะไม่ได้เช็คตารางปิดซ่อมบำรุงที่ประกาศไว้ในเว็บไซต์ของสวนสนุก จึงต้องไปต่อแถวเล่นเครื่องเล่นอย่างอื่นแทน

ตัวอย่างเคสสุดท้ายที่พึ่งเกิดขึ้นในการเดินทางไปญี่ปุ่นรอบล่าสุดนี้คือ “ทำได้แค่ยืนเกาะเรือนกระจก” ด้วยความที่อยากไปสัมผัสประสบการณ์เก็บสตรอเบอร์รี่ในสวนสักครั้งแต่ก็ไม่อยากเดินทางออกไปนอกเมืองโตเกียวมาก จึงไล่หาข้อมูลจนเจอสวนสตรอเบอร์รี่เก๋ไก๋ชื่อ Tokyo Strawberry Park ในเมืองโยโกฮาม่า แต่พอไปถึง พนักงานบอกว่า “We are full today” แปลว่า “คนเต็มแล้ว” ทั้งๆ ที่เขาเปิดให้จองเวลาเข้าเยี่ยมชนสวนได้ในเว็บไซต์ แต่เพราะความมั่นใจว่าคนคงไม่เยอะ สุดท้ายไปชนกับกรุ๊ปทัวร์พอดี เลยทำได้แต่เดินรอบๆ เรือนกระจกแล้วนึกอิจฉาคนที่อยู่ข้างใน

9. เช็คเงินในกระเป๋า

เรื่องเงินๆ ทองๆ นั้นจำเป็นอย่างมากในการเดินทาง จะมากหรือจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์การเที่ยวของแต่ละคน ค่าใช้จ่ายบางอย่างก็สามารถจ่ายได้ล่วงหน้า เช่น ค่ามัดจำโรงแรม ค่าตั๋วเครื่องบิน ฯลฯ ซึ่งอันนี้จะไม่ค่อยมีปัญหา แต่ปัญหามักเกิดหลังจากกลับมาแล้ว เพราะรูดบัตรเพลินน่ะสิ! การเตรียมเงินสำหรับเที่ยวต่างประเทศทำได้หลายวิธี เช่น

- เงินสด เป็นมารตฐานที่ใช้ได้ง่ายที่สุด ซึ่งเราสามารถแลกเงินไทยเป็นสกุลต่างประเทศได้เลยตามร้านแลกเงินต่างๆ แต่แนะนำให้แลกไปจากเมืองไทยเยนะ ได้เรทคุ้มค่ากว่าเอาเงินไทยไปแลกในต่างประเทศแน่นอน

- บัตรเครดิต ถ้าเราไปเที่ยวในเมืองใหญ่เราก็สามารถใช้บัตรเครคิตได้เกือบทุกร้าน แม้แต่ร้านกาแฟเล็กๆก็ยังรับบัตรเลย แต่ให้ระวังสักนิด เพราะบ้างร้านรับบัตรไม่ทุกประเภท ขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการอย่าง VISA, Mastercard, JCB, American Express, หรืออื่นๆที่หาร้านค้าพาร์ทเนอร์ไว้

- บัตรเงินสดเพื่อการท่องเที่ยว (travel card) บัตรนี้จะต่างจากบัตรเครติตเล็กน้อยตรงที่เราสามารถแลกเงินใส่ไว้ในบัตรได้เลย และสามารถไปรูดซื้อสินค้า ซื้อของออนไลน์ หรือกดออกจากตู้ ATM ที่มีสัญลักษณ์ผู้ให้บริการในต่างประเทศได้ ซึ่งบัตรจะรองรับสกุลเงินเกือบทุกสกุลเงิน ทำให้เราควบคุมค่าใช้จ่ายได้ และไม่ต้องกลัวทำเงินสดหายอีกด้วย (แต่ต้องระวังทำบัตรหายไว้นะ)

Tips: 

• หากจำเป็นต้องพกเงินสดติดตัวไปจำนวนมาก ให้แยกเก็บไว้ตามกระเป๋าเสื้อหรือกางเกงที่มีซิป จะได้ไม่เผลอทำร่วง ถ้าเก็บไว้ที่เดียวกันทั้งหมด หากเกินการสูญหายหรือโดนล้วง เรายังมีที่เหลือซ่อนไว้ตรงอื่นอีก

• ไม่เก็บเงินไว้ห่างจากตัว ไว้ว่าจะอยู่บนเครื่องบิน หรือในระหว่างการท่องเที่ยว เพราะมีข่าวมากมายให้เห็นเรื่องการลักโขมยของบนเครื่อง หรือถูกล้วงกระเป๋าในต่างประเทศ

• ไม่เปิดกระเป๋าตังที่มีแบงค์เป็นฟ่อนในที่สาธารณะ เพราะมิจฉาชีพนั้นตาไวมาก

10. เช็ควัฒนธรรมและธรรมเนียมปฏิบัติท้องถิ่น

“เข้าเมืองตาหลิว ต้องหลิวตาตาม” ยังเป็นสิ่งที่เรานำมาประยุกต์ใช้ไปในการไปเที่ยวต่างบ้านต่างเมืองได้ ต่างชนชาติ ต่างภาษา วัฒนธรรม ก็ย่อมมีขนบต่างกันไปด้วย อะไรที่เราทำจนเคยชินในบ้านเรา อาจจะเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในบ้านอื่นก็ได้ จากประสบการณ์ที่ได้เดินทางท่องเที่ยวไปในหลายประเทศ ก็เคยเห็นพฤติกรรมไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวที่ไม่เข้าใจความแตกต่างของวัฒนธรรมต่างประเทศของประเทศ

ครั้งหนึ่งเคยเจอกลุ่มวัยรุ่นหน้าตาตี๋หมวย พยายามแทรกตัวลัดคิวเข้าพิพิธภัณฑ์แวนโกะในอัมสเตอร์ดัม ถึงแม่ชาวฮอลแลนด์จะเป็นคนสบายๆง่ายๆไม่ต่างจากคนไทย การเข้าคิวถือเป็นมารยาททางสังคมที่เขาซีเรียสมาก และเชื่อว่านักท่องเที่ยวชาติอื่นๆในบริเวณนั้นก็คงซีเรียสเช่นกัน

อีกกรณีที่เห็นป้าคนไทยเปิดวีดีโอคอลคุยกับเพื่อนกลางรถไฟในญี่ปุ่นโชว์รูปวิวข้างทางอย่าสนุกสนาน ซึ่งเคสนี้ถือว่าโหดมาก เพราะสังคมญี่ปุ่นอยู่บนพื้นฐานการเคารพสิทธิ์และจิตสำนึกสาธารณะสูง จึงถือเป็นความหยาบคายและไม่มีมารยาทขั้นรุนแรง 

ตัวอย่างสุดท้ายคือความผิดพลาดทางวัฒนธรรมการซื้อของที่เกิดจากความเคยชินของตัวผู้เขียนเอง เพราะเวลาซื้อบะหมี่ถ้วยในบ้านเราแล้วอยากกินเลย เราก็แกะฝาถ้วยแล้วใส่น้ำร้อน จากนั้นค่อยเดินไปจ่ายตัง แต่ที่สิงคโปร์เราต้องชำระเงินก่อน แล้วค่อยนำไปใส่น้ำร้อนได้ เราเลยโดนพนักงานบ่นเล็กน้อย

ดังนั้น ก่อนจะไปประเทศไหน ให้ลองค้นคว้าสักนิดว่าอะไร Do อะไร Don’t ป้องกันการหงายการ์ด “รู้เท่าไม่ถึงการณ์” การเรียนรู้วัฒนธรรมพื้นฐานจะทำให้เราไม่เป็นแค่นักท่องเที่ยวไว้ในเขาเก็บสถิติเชิงปริมาณ แต่เป็นนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพด้วย

เรื่อง: ณฐภัทร กิตติปรีชาศักดิ์

ภาพ: ณัฐนิช อิสรเสรีธรรม

ก่อนที่จะแพลนทริปเที่ยวต่างประเทศทุกครั้ง คุณควรเตรียมตัวให้พร้อมเสมอ และนี่คือ How to การเตรียมตัว 10 เช็คลิสต์ที่จะทำให้การท่องเที่ยวของคุณราบรื่นและสนุกขึ้นอีกเยอะ

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?