The Social Network - 2010s ทศวรรษแห่งความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ?
  • Lifestyle
  • Jan 13, 2020

เป็นธรรมเนียมทุกปีที่เมื่อถึงปลายปีไปจนถึงช่วงต้นปี สื่อบันเทิงชั้นนำจะมีการจัดอันดับ 10 อันดับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปีกัน แต่ในต่างประเทศปี ค.ศ.2019 นั้นนับว่าพิเศษกว่าปีอื่นๆ เพราะถือว่าเป็นปีสุดท้ายของทศวรรษที่ 2010s (ระหว่างปี ค.ศ.2010-2019) จึงทำให้สื่อหลายสำนักมีการจัดอันดับ 10 หนังแห่งทศวรรษ บางแห่งก็จัดอันดับ 100 หนังแห่งทศวรรษเลยก็มี

หลายเรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นมามักไม่ได้ถูกประเมินเพียงคุณค่าทางศิลปะหรือความนิยมของภาพยนตร์ แต่ผ่านความเห็นจากนักวิจารณ์ นักวิชาการ และคอหนังที่ให้เหตุผลในฐานะบทบันทึกของยุคสมัย

ในการจัดสิบอันดับของนิตยสาร อาทิ Film Comment จากประเทศสหรัฐอเมริกา, นิตยสาร Little White Lies ประเทศอังกฤษ และ Cahiers du Cinéma จากประเทศฝรั่งเศส, เว็บไซต์ มีหนังหลากหลายประเทศตั้งแต่หนังอเมริกาอย่าง Mad Max : Fury Road(2015), Under The Skin(2013) หนังจากประเทศอังกฤษ, Toni Erdmann(2016) หนังเยอรมัน, Zama(2017) หนังอาร์เจนติน่า รวมถึงหนังไทยอย่าง ลุงบุญมีระลึกชาติ(2010)

แต่ก็ต้องขอสารภาพว่าผู้เขียนคงไม่กล้าไปตัดสินชี้ชัดแก่ผู้อ่านตอนนี้ว่าเรื่องใดเหมาะสมควรค่าแก่การเป็นสิบหนังแห่งทศวรรษ เนื่องกจากหลายเรื่องที่หยิบยกมานั้นผู้เขียนก็ยังไม่ได้ดู (ฮา) แต่หากจะให้นึกถึงหนังสักเรื่องที่นิยามความเป็นทศวรรษ 2010s ได้ทันที คงไม่พ้น The Social Network ผลงานกำกับของ เดวิน ฟินเชอร์ ในปี ค.ศ. 2010

ตัวหนังนั้นเรื่องนี้นับว่าประสบความสำเร็จอย่างมากตั้งแต่ออกฉาย เรื่องราวชีวิตของ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กและการเริ่มสร้าง Facebook(เฟซบุ๊ค) สื่อสังคมออนไลน์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดของโลกจนเรียกได้ว่าทุกวันนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก

นอกจากตัวหนังจะทำเงินทั่วโลกถึง 224.9 ล้านเหรียญฯ เข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 8 สาขาแล้ว มันยังส่งอิทธิพลแก่หนังชีวประวัติแนวธุรกิจ(โดยเฉพาะธุรกิจแนวใหม่)ให้ได้รับความสนใจนำมาสร้างเป็นซีรี่ส์โทรทัศน์ และภาพยนตร์อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็น Steve Jobs(2015), Founder(2016), ซีรี่ส์ Sillicon Valley(2014-2019) รวมไปถึงหนังของประเทศอื่นอย่าง ท็อป ซีเคร็ต วัยรุ่นพันล้าน(2011) ของไทย, American Dream in China(2013) ของจีน

อย่างไรก็ตามแม้เฟซบุ๊คจะกลายเป็นธุรกิจที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด และทำกำไรมหาศาล The Social Network เองกลับไม่ได้นำเสนอเป็นหนังชีวประวัติยกย่องชื่นชมตัวเอกในเรื่อง จนถึงขั้นที่ตัวซัคเคอร์เบิร์กเองต้องออกมาวิจารณ์หนังเรื่องนี้ว่าบิดเบือนและไม่ตรงความเป็นจริง ทั้งนี้เพราะมันดัดแปลงจากหนังสือ The Accidental Billionares(2009) ซึ่งเขียนโดย เบน เมซริชเพื่อตีแผ่เฟซบุ๊คผ่านการให้ข้อมูลจาก เอดัวร์โด เซเวริน อดีตผู้ร่วมก่อตั้งโซเชียลมีเดียนี้ร่วมกับซัคเคอร์เบิร์ก

หากบทหนังของ อารอน ซอร์กิน ก็ทำให้เราเห็นทั้งด้านที่เป็นทั้งอัจฉริยภาพและปัญหาบุคลิกภาพของซัคเคอร์เบิร์กไปพร้อมๆ กัน และอาจกล่าวได้ว่าสิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือหนังเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับแค่เรื่องของเฟซบุ๊ค หากมันถ่ายทอดภาพการเปลี่ยนแปลงเครือข่ายสังคมของโลกในช่วงดังกล่าว รวมไปถึงอัตลักษณ์ที่เปลี่ยนแปลงของคนรุ่นใหม่ได้อีกด้วย

ช่วงต้นหนังมาพร้อมสองฉากสำคัญ นั่นคือการย้อนกลับไปในปี ค.ศ.2003 ไปก่อนที่ซัคเคอร์เบิร์กจะสร้างเฟซบุ๊ค มันเป็นช่วงแรกก่อนที่ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก(เจสซี่ ไอเซนเบิร์ก) จะสร้างเฟซบุ๊ค เขายังเป็นเด็กเนิร์ดหัวดีที่พูดไม่หยุด อวดความทะเยอทะยานที่อยากจะอยู่ในสังคมชั้นสูงของฮาวาร์ดจนแฟนสาวต้องขอบอกเลิก กับเหตุการณ์ในอีกหลายปีต่อมาที่เขากำลังให้การหลังจากถูกฟ้องร้องว่าขโมยไอเดียการทำเฟซบุ๊ค ก่อนที่เหตุการณ์ในอดีตและปัจจุบันดังกล่าวนั้นจะถูกเล่าสลับกันไปมาตลอดทั้งเรื่อง

อาจเรียกได้ว่าทั้งสองฉากเป็นคำอธิบายถึงยุคสมัยที่ผ่านมาในสองประเด็นได้อย่างดีนั่นคือบุคลิกลักษณะที่เป็นภาพแทนของคนรุ่นมิลเลนเนียล และการเกิดขึ้นของธุรกิจประเภทดิสรัปชั่น

มิลเลนเนียล (Millenials)

คำที่สื่อมวลชนนิยามถึงคนที่เกิดระหว่างปี ค.ศ.1981-2000 ซึ่งเป็นคำเรียกรวมของคนเจนวาย(Generation Y) และเจนแซด(Generation Z) ซึ่งเติบโตมาพร้อมกับยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ และอุปกรณ์ไฮเทค ตั้งแต่ วิดีโอเกม, คอมพิวเตอร์, สมาร์ทโฟน, อินเทอร์เน็ต และโซเชียลมีเดียต่างๆ ด้านหนึ่งคนรุ่นนี้ถูกมองว่ารักสบาย, หลงตัวเอง ขณะเดียวกันก็ทะเยอทะยานคิดนอกกรอบ และปรับตัวได้ดีกับสื่อยุคใหม่และเทคโนโลยีต่างๆ มากกว่าคนรุ่นก่อน

ซัคเคอร์เบิร์กในหนังเป็นตัวอย่างของคนยุคมิลเลนเนียล เราจะเห็นถึงวิธีการพูดจาสื่อสารอันเป็นปัญหาของซัคเคอร์เบิร์กตั้งแต่เริ่ม เขาชอบพูดจาตัดบทน้ำเสียงและท่าทางจองหอง มั่นใจตัวเองขณะเดียวกันก็สัมผัสถึงบางช่วงที่เปราะบาง แต่ในขณะเดียวกันเขาก็เป็นอัจฉริยะทางด้านคอมพิวเตอร์ มีความทะเยอทะยานที่หลายคนยากจะคาดคิด

แม้ตลอดทั้งเรื่องเราจะแทบไม่เห็นการเล่นเฟซบุ๊ค แต่หลังจากมันเริ่มได้รับความนิยมหนังก็เผยให้เห็นว่าผู้คนเริ่มเกิดวีธีคิดเรื่องความสัมพันธ์แบบใหม่ๆ ที่คนอาจทะเลาะหรือผิดใจกันได้จากการตั้งสเตตัสในเฟซบุ๊ค

จุดเด่นอีกประการหนึ่งของ The Social Network คือบทสนทนาที่รัว เร็วของตัวละครหลักตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งว่ากันว่ามาจากปัญหาที่บทภาพยนตร์ของซอร์กินนั้นยาวถึง 178 หน้า ยาวเกินความยาวของหนังที่กำหนดไว้ราว 2 ชั่วโมงถึง 30 หน้า จนทำให้ผู้กำกับ เดวิด ฟินเชอร์ ตัดสินใจให้นักแสดงพูดให้เร็วจนหนังสามารถจบได้ในเวลาดังกล่าวโดยไม่ได้ตัดทอนบทออกไป แต่กลับกลายเป็นเสน่ห์และเอกลักษณ์ของหนังที่สะท้อนบุคลิกเฉพาะตัวของคนร่วมสมัยในเรื่องได้อย่างดียิ่ง

ดิสรัปชั่น (Disruption)

บ่อยครั้งก็เรียกว่า ดิจิทัล ดิรัปชั่น ถูกนิยามขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1997 แต่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในช่วงหลายปีมานี้ ความหมายของมันคือการเกิดนวัตกรรมที่ช่วยสร้างตลาดใหม่ ช่องทางใหม่ในการเข้าถึงผู้บริโภค มันถูกใช้อธิบายความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจยุคปัจจุบันที่หลายธุรกิจยุคเก่าถูกแทนที่ด้วยธุรกิจยุคใหม่นี้จนล้มหายตายจากไปอย่างคาดไม่ถึง ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจนิตยสาร, หนังสือพิมพ์, หรือการสื่อสารโทรคมนาคมบางประเภท ซึ่งหนังให้ภาพการมาของธุรกิจกลุ่มนี้เปรียบกับธุรกิจในสังคมแบบเก่า

ตั้งแต่เริ่มต้นเราจะเห็นสังคมที่ซัคเคอร์เบิร์กต้องเข้าไปเรียนรู้คือสังคมแบบยุคเก่า ตั้งแต่ในมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด หนุ่มสาวนักศึกษายังคงตัดสินที่รูปร่างหน้าตาเหนือกว่าความสามารถ การจะได้เพื่อนต้องเข้าชมรมสักชมรมหนึ่ง หรือแสดงความสามารถที่เด่นชัด เช่น แสดงดนตรีสด

สองพี่น้องวิงเคิลวอส (นำแสดงโดย อาร์มี่ แฮมเมอร์ ทั้งคู่) ซึ่งชักชวนซัคเคอร์เบิร์กให้มาสร้างเว็บโซเชียลมีเดียแนวใหม่ คือภาพอุดมคตินักศึกษาที่เดินตามรอยนั้นทั้งคู่เกิดในตระกูลร่ำรวย หน้าตาหล่อเหลา มีผลงานการเรียนดี กีฬาเด่น อยู่ในชมรมสร้างชื่อให้กับสถาบัน มีสายสัมพันธ์ที่ดีทั้งกับมหาวิทยาลัย และแวดวงธุรกิจเพื่อโอกาสที่ดีในอนาคตรอหลังเรียนจบ

ซัคเคอร์เบิร์กเองก็เคยจะพยายามทำเช่นนั้น แต่เขาล้มเหลว รุ่นพี่ไม่เคยเห็น “อะไรเจ๋งๆ” ในตัวเขาที่ดูเป็นเด็กเนิร์ดเก่งโปรแกรมคนหนึ่ง จนสิ่งที่เขาทำต่อมาจึงฉีกกรอบแหกคอกด้วยการแฮ็คข้อมูลภาพนักศึกษาหญิงจากมหาวิทยาลัยมาสร้างเว็บชื่อว่า Facemash เขาไม่สนใจเข้าหาอาจารย์หรือการเรียนให้จบ เช่นเดียวกับที่แนวคิดของพี่น้องวิงเคิลวอสที่ว่าด้วยจุดเด่นเรื่องการคัดสรรคน ซัคเคอร์เบิร์กได้ไอเดียนำไปหาช่องทางธุรกิจจากวิธีที่ต่างออกไปกลายเครือข่ายสังคมแบบใหม่ที่ผู้คนยอมรับในความเจ๋งของมันจริงๆ

ภายหลังระหว่างที่เซเวรินติดต่อหาโฆษณามาลงเว็บไซต์ ซึ่งเป็นการทำธุรกิจเว็บแบบเก่า ซัคเคอร์เบิร์กก็ได้พบกับ ฌอน พาร์คเกอร์(จัสติน ทิมเบอร์เลค) อดีตผู้ก่อตั้ง Napster โปรแกรมดาวน์โหลด MP3 ที่ทำให้วงการเพลงสั่นสะเทือน พาร์คเกอร์ได้รับการมองด้วยสายตาชื่นชมประหนึ่งดาราชื่อดังและได้เขามาเป็นที่ปรึกษา

ฟังดูเหมือนทุกอย่างสวยหรู แต่นั่นก็มาพร้อมการทำลายความสัมพันธ์กับเพื่อน คนใกล้ตัว จนเกิดการฟ้องร้องในเวลาต่อมา เปรียบเทียบแล้วก็เหมือนธุรกิจดิสรัปชั่นในยุคหลัง เช่น Uber, AirBNB หรือ Netflix ที่มักเจอการประท้วง ต่อต้านวิธีคิดจากผู้ประกอบการธุรกิจยุคเก่าที่ใกล้เคียงกัน เพราะช่องทางใหม่ดังกล่าวกำลังทำลายธุรกิจของพวกเขาให้พินาศย่อยยับ

หลังผ่านเหตุการณ์วุ่นวาย The Social Network จบด้วยฉากที่ทำให้ซัคเคอร์เบิร์กตัวจริงต้องออกมาตอบโต้ว่า เหลวไหล ไม่เป็นความจริง ในหนังเขากลายเป็นเจ้าของธุรกิจมูลค่ามหาศาล มีคนติดตามเขามากมายในเฟซบุ๊ค โซเชียลมีเดียที่เขาก่อร่างสร้างขึ้น แต่ในห้องทำงานคืนหนึ่งนั้นเขากลับอยู่โดดเดี่ยวลำพัง ไม่มีเพื่อนที่จะคุยได้อย่างสนิทใจ และตอนนั้นเองที่เขาพยายามขอแอดเฟรนด์แฟนสาวอีกครั้ง

ฟังดูเผินๆ ก็ไร้สาระจริงๆ เศรษฐีใหม่อย่างเขาทำไมต้องสนใจแค่ผู้หญิงที่ทิ้งไปคนเดียวด้วย? แต่บ่อยครั้งสิ่งที่ทำให้มนุษย์สักคนมีแรงขับเคลื่อนทำสิ่งใหม่ๆ ก็ล้วนมาจากความต้องการได้รับการยอมรับสักครั้งจากคนพิเศษบางคน พ่อ แม่ เพื่อนสนิท คนรัก หรือคนที่แอบรัก...

ไม่ว่าจะผ่านไปอีกกี่ยุคสมัย จะเป็นคนรุ่นมิลเลนเนียมหรือไม่ใช่ แรงขับเคลื่อนไร้สาระเช่นนี้ก็อยู่คู่กับมนุษย์เราต่อไป

-------------------------

เรื่อง: ยัติภังค์

ที่มาภาพ: https://www.imdb.com/

 

แม้เฟซบุ๊คจะกลายเป็นธุรกิจที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด และทำกำไรมหาศาล The Social Network เองกลับไม่ได้นำเสนอเป็นหนังชีวประวัติยกย่องชื่นชมตัวเอกในเรื่อง จนถึงขั้นที่ตัวซัคเคอร์เบิร์กเองต้องออกมาวิจารณ์หนังเรื่องนี้ว่าบิดเบือนและไม่ตรงความเป็นจริง

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?