The Irishman มรณะสักขีแด่ยุคที่ผ่านพ้น
  • Lifestyle
  • Dec 12, 2019

ตุลาคม ค.ศ. 2019 มาร์ติน สกอร์เซซี ผู้กำกับระดับชั้นครู ซึ่งมีผลงานหนังอมตะอย่าง Taxi Driver(1976), และ Goodfellas(1990) ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับหนังซุปเปอร์ฮีโร่ของมาร์เวล สตูดิโอ ซึ่งทำเงินต่อเนื่องมาตลอดสิบปี และ Avengers : Endgame ทำรายได้มหาศาลจนกลายเป็นหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาลในปีนี้กับนิตยสาร Emprie ว่า 

“ผมไม่ดูหนังพวกนี้ ผมพยายามแล้วนะ แต่มันไม่ใช่ภาพยนตร์...จากใจจริงสิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดที่ผมคิดออก จะด้วยงานสร้างที่ดี ด้วยนักแสดงที่ดีที่สุดที่หาได้ มันคือสวนสนุก มันไม่ใช่ภาพยนตร์ว่าด้วยเรื่องราวของคนที่พยายามถ่ายทอดประสบการณ์ด้านอารมณ์และเรื่องทางใจให้แก่คนอีกคนหนึ่ง”

ความเห็นดังกล่าวทำให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางขึ้นมาจากทั้งคนทำหนัง และคนดูเองคนรุ่นใหม่หลายคนที่อาจไม่เคยรู้จักงานสกอร์เซซีถึงกับตั้งคำถามบนโลกออนไลน์ว่า “ตาแก่คนนี้เป็นใคร มีสิทธิอะไรมาตัดสินว่าหนังแบบไหนเป็นภาพยนตร์หรือไม่ใช่ภาพยนตร์กัน ?” เช่นเดียวกับผู้กำกับหนังจากมาร์เวล สตูดิโอ ที่หลายคนออกตัวว่านับถือสกอร์เซซีก็ยังแสดงความผิดหวัง ขณะที่อีกฝั่งซึ่งสนับสนุนความเห็นของสกอร์เซซีอย่าง ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา ผู้กำกับหนังอมตะอย่าง The Godfather(1970) ได้ตอบโต้แรงกว่าว่า “มาร์ตินถือว่าใจดีแล้วตอนที่เขาบอกว่ามันไม่ใช่หนัง เขาไมได้พูดเสียหน่อยว่ามันน่ารังเกียจ ซึ่งนั่นแหละสิ่งที่ผมจะบอกว่ามันเป็น”

ภายหลังสกอร์เซซีได้ถือโอกาสเขียนอธิบายคำพูดของเขาอีกครั้งในหนังสือพิมพ์ นิวยอร์ค ไทมส์ ในบทความ Martin Scorsese: I Said Marvel Movies Aren’t Cinema. Let Me Explain.(มาร์ติน สกอร์เซซี ผมเคยพูดว่าหนังมาร์เวลไม่ใช่ภาพยนตร์ ขอผมอธิบาย)

หากในผลงานเรื่องล่าสุดของเขา The Irishman หนังแก็งสเตอร์ที่สร้างจากหนังสือสารคดีเรื่อง I Heard You Paint Houses ของชาร์ลส์ แบรนด์ท์  ในปี ค.ศ. 2004 ว่าด้วยชีวิตของ แฟรงค์ เชียแรน ชายชาวไอริส อดีตทหารสงครามโลกครั้งที่สองที่ชีวิตเข้าไปเกี่ยวข้องกับมาเฟียตระกูลบัฟฟาลิโน ผู้ทรงอิทธิพลในรัฐเพนซิลวาเนีย ก่อนจะกลายเป็น “ช่างทาสี” หรือมือปืนให้กับพวกเขา ซึ่งดูเหมือนจะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรนักนั้นกลับได้ตอบคำถามดังกล่าวด้วยเช่นเดียวกัน

นิยามของภาพยนตร์

The Irishman เป็นงานที่ใช้เวลาในการสร้างนานร่วม 15 ปี เนื่องจากไม่มีสตูดิโอฮอลลีวู้ดแห่งไหนยอมอนุมัติทุนสร้างให้เขา แต่กลายเป็นว่า เน็ตฟลิกซ์ บริการสตรีมมิ่งวิดีโอรายใหญ่ยอมให้ทุนนั้น และโดยนโยบายที่เน้นสิทธิพิเศษหนังที่สร้างโดยเน็ตฟลิกซ์จึงดูได้เฉพาะผู้เป็นสมาชิก ไม่มีการเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ ซึ่งรวมถึงหนังเรื่องนี้เองที่เข้าฉายจำกัดโรงเพียงเพื่อสิทธิในการเข้าชิงรางวัลปลายปีเท่านั้น

การได้เข้าชิงรางวัลภาพยนตร์ของหนังที่สร้างจากเน็ตฟลิกซ์เป็นประเด็นที่ถูกกล่าวถึงอย่างมากในต้นปีที่ผ่านมา เมื่อ Roma ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และอีกหลายสาขารางวัล แม้จะพลาดรางวัลสูงสุด ก็ถูกทางโรงภาพยนตร์ รวมถึงผู้สร้างภาพยนตร์จำนวนหนึ่งต่อต้านด้วยเหตุผลที่ว่าวิธีการปล่อยหนังให้ชมของเน็ตฟลิกซ์กำลังทำลายอุตสาหกรรมภาพยนตร์แบบเดิม(จากปกติที่ต้องรอราว 3 เดือนหลังหนังเข้าฉายในโรงก่อนจะวางขาย หรือลงฉายในสื่ออื่น)

แต่ปัญหาอย่างหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เช่นเดียวกันคือสถานะปัจจุบันในอุตสาหกรรมภาพยนตร์มีหนังไม่กี่ประเภทที่ทำกำไร หนึ่งในนั้นคือหนังซุปเปอร์ฮีโร่ของมาร์เวลสตูดิโอ ส่งผลให้หนังแนวทางอื่นๆ ถูกลดทุนสร้าง ไปจนถึงไม่อนุมัติให้สร้างได้ง่ายนัก และเมื่อเข้าฉายการฉายแบบปูพรมของหนังบล็อคบัสเตอร์ดังกล่าวก็แย่งพื้นที่หนังเรื่องอื่นมากขึ้นทุกที

การสัมภาษณ์ และการเลือกสร้างหนังกับ Netflix ของสกอร์เซซีจึงเหมือนเป็นการโต้ตอบ และทลายกรอบวิธีคิดของผู้สร้างหนังฮอลลีวู้ดในปัจจุบันไปในตัว

ความอหังการของงานชิ้นนี้คือการที่มันมาพร้อมความยาวถึง 3 ชั่วโมง 29 นาที ซึ่งเป็นความยาวที่ผู้สร้างทั่วไปยากจะยอมให้ฉาย  การใช้เทคโนโลยีล่าสุดในการลดอายุใบหน้านักแสดงหลักของเรื่องซึ่งอายุเฉลี่ยกว่า 70 ปี ทั้งสามคนคือ โรเบิร์ต เดอนีโร, โจ เปสซี่ และ อัล ปาชิโน ให้อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 30-50 ปี ส่งผลให้หนังที่ส่วนใหญ่เต็มไปด้วยบทสนทนามากกว่าฉากตื่นตาตื่นใจเรื่องนี้ใช้ทุนสร้างกว่า 150 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

วิธีซึ่งหลายคนมองว่าสิ้นเปลืองมหาศาลนั้นใช่เพราะเขาเป็นคนแก่หัวรั้น หากมันสร้างประสิทธิภาพให้เรื่องเล่าลื่นไหลต่อเนื่องได้จริงๆ คนดูไม่ต้องเสียเวลาจำหน้านักแสดงใหม่ในวัยที่ต่างกัน ขณะที่สามนักแสดงมากฝีมือก็ยังสามารถแสดงโต้ตอบกันได้อย่างทรงพลัง

เมื่อรวมกับความยาวของหนังนับว่าน่าสนใจ ริ้วรอยบนใบหน้าที่เปลี่ยนแปลงตามกาลทำให้การชมภาพยนตร์แสดงให้เห็นถึง “เวลา” ที่ส่งผลให้ตัวละครโรยราทั้งสังขารและอำนาจ 

ขณะเดียวกันความคุ้นชินกับการชมซีรี่ส์โทรทัศน์หลายตอนติดต่อกันบนบริการสตรีมมิ่ง ก็ทำให้ความยาวกว่าสามชั่วโมงไม่ได้เป็นยาขมสำหรับหลายคนเช่นในอดีต มิหนำซ้ำมันยังเปิดโอกาสให้เขาใช้เทคนิคการเล่าที่น่าทึ่งด้วยการตัดสลับระหว่างช่วงอดีต ปัจจุบัน อนาคตผ่านน้ำเสียงบอกเล่าของแฟรงค์ เชียแรน โดย เกาะเกี่ยวไปกับเหตุการณ์สำคัญในเรื่องขณะกำลังเดินทางข้ามรัฐไปงานแต่งงานของตระกูลบัฟฟาลิโน

ดังเป็นเหมือนคำตอบของสกอร์เซซี - สุดท้ายแล้วภาพยนตร์ก็ไม่ได้มีข้อจำกัดตายตัว หนังจะความยาวเท่าไรก็ได้ จะใช้เทคนิคพิเศษแบบใดก็ได้กับหนังทุกแบบ หรือจะฉายที่ไหน ภาพยนตร์ก็คือภาพยนตร์ แน่นอนว่าประสบการณ์ที่ดีที่สุดยังคงเป็นโรงภาพยนตร์ แต่หากให้เลือกงานที่สะท้อนเรื่องราวในสังคม งานที่ส่งสารบางอย่างให้กับคนดู มันคือหนังแบบที่เขาคิดว่าควรมีพื้นที่ให้ผู้ชมได้สัมผัส มากกว่าเลือกพื้นที่โรงฉาย

อำนาจ และ ความตายของคนรุ่นก่อน

ชีวิตที่คับข้อง การพัวพันกับอาชญากรรม มาเฟีย เลือด และความรุนแรง ภายใต้ชุมชนแออัดในนิวยอร์ค กลายเป็นสัญลักษณ์ที่สร้างชื่อในช่วงทศวรรษที่ 70-80s ให้กับผู้กำกับ มาร์ติน สกอร์เซซี นอกเหนือจากความแพรวพราวในการใช้ภาษาภาพยนตร์อย่างหาตัวจับยากคนหนึ่ง 

หากในเวลาต่อมาที่เขาได้โอกาสทำหนังหลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของทะไลลามะ(Kundun - ปี 1997) หรือ มหาเศรษฐี โฮเวิร์ด ฮิวจ์ส (The Aviator – ปี 2004) สิ่งที่เขายังคงบอกเล่าเสมอคือปมความรู้สึกผิดบาปในใจ และต้องการไถ่ถอนของผู้คนเหล่านั้น

เรื่องราวหลักๆ ใน The Irishman เกี่ยวข้องกับสามตัวละครสำคัญคือ แฟรงค์ เชียแรน (โรเบิร์ต เดอ นีโร) ซึ่งเป็นผู้เล่าหลักของเรื่อง, รัสเซล บัฟฟาลิโน(โจ เปสซี่) ผู้นำประจำตระกูลมาเฟีย และ จิมมี่ ฮอฟฟา(อัล ปาชิโน) ประธานสหภาพแรงงาน สองตัวละครหลังนั้นนับเป็นตัวแทนของอำนาจ ดังที่เขาเปรียบเทียบว่า ฮอฟฟา นั้นยิ่งใหญ่ และมีอำนาจรองจากประธาธิบดีเท่านั้น

เหตุการณ์การลอบสังหารประธานาธิบดี จอห์น เอฟ.เคเนดี้ ในปี ค.ศ.1963 ก่อนนำไปสู่การหมดอำนาจลงของคนอื่นๆ ในตระกูลนี้ในภายหลัง นอกจากสะท้อนให้เห็นการยึดครองอำนาจในฟากตรงข้ามที่ลงเอยไม่ต่างกัน มันยังสะท้อนแก่นสารของหนังเรื่องนี้ที่เกี่ยวโยงกับความตาย 

แม้ประเทศไม่ได้อยู่ในภาวะสงคราม มีสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกสบายมากขึ้น หากบ้านเมืองก็อยู่ในสภาพตึงเครียดจากการทำสงครามเย็น และหนังเองก็แสดงให้เห็นว่าความตายในยุคดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างง่ายดาย ยามใดที่ แฟรงค์ เชียแรน ได้รับคำสั่ง เขาก็หาทางจัดการเก็บคนซึ่งอยู่ในละแวกนั้นอย่างรวดเร็ว และเด็ดขาด

หนังยังขับเน้นประเด็นดังกล่าวด้วยเทคนิคการขึ้นชื่อ สาเหตุ และวันที่ตายของตัวละครที่อาจเข้ามามีบทบาทเพียงไม่กี่ฉากได้อย่างน่าขนลุก

การสร้างฐานอำนาจของสหภาพแรงงาน  แท้จริงฉากหลังมีคนตายมากมายหากสุดท้ายก็ล้วนสูญสิ้นมันไปเมื่อพวกเขาตายลง ไม่ต่างอะไรกับตระกูลเคเนดี้

แฟรงค์ เชียแรน คือภาพรวมของคนรุ่นก่อนสงครามโลกครั้งที่สองที่มุ่งสร้างครอบครัว บ้างาน หาเงินเพื่อก้าวสู่ความมั่งคั่ง แม้ในฐานะ “ช่างทาสี” หากเขาก็ใช้มันไต่เต้าสู่การเป็นคนคุ้มกัน จิมมี่ ฮอฟฟา มุ่งมั่นทำแต่งานที่ได้รับมอบหมายโดยไม่สนความถูกต้อง จนเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลมาเฟียบัฟฟาลิโน

หากบั้นปลายชีวิตแฟรงค์ในวัยชราก็อยู่อย่างใจสลายด้วยการถูกตัดเยื่อไยจากคนในครอบครัวที่เขาแทบไม่เคยทำความรู้จักเท่ากับงาน ในวันและวัยนั้นไม่มีโลกแบบที่เขารู้จัก ไม่มีใครชื่นชมยกย่องคนที่เขาเคยนับถือ

ความพยายามได้รับการไถ่ถอนปมบาปในใจในช่วงท้ายของแฟรงค์ จึงคล้ายเป็นมรณะสักขีวิธีคิดคนรุ่นเก่า ที่สกอร์เซซีต้องการบอกให้เรายอมรับความไม่เที่ยงแท้ของมัน 

เฉกเช่นเดียวกับสถานะหลายสิ่งที่เคยยืนยง โรงหนังอาจไม่ได้เป็นเช่นเดิมอีกต่อไป สิ่งที่บรรพชนก่อร่างสร้างมาก็อาจถึงวันสู่การเปลี่ยนแปลงวิธีคิดเช่นกัน

-----------------------------

เรื่อง: ยัติภังค์

ภาพ: Netflix

แฟรงค์ เชียแรน คือภาพรวมของคนรุ่นก่อนสงครามโลกครั้งที่สองที่มุ่งสร้างครอบครัว บ้างาน หาเงินเพื่อก้าวสู่ความมั่งคั่ง แม้ในฐานะ “ช่างทาสี” หากเขาก็ใช้มันไต่เต้าสู่การเป็นคนคุ้มกัน จิมมี่ ฮอฟฟา มุ่งมั่นทำแต่งานที่ได้รับมอบหมายโดยไม่สนความถูกต้อง จนเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลมาเฟียบัฟฟาลิโน

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์