Marriage Story ละครโรงใหญ่เรื่องการหย่าร้าง
  • Lifestyle
  • Dec 15, 2019

ในขณะที่ทางของหนังรักในโรงหนังอเมริกานั้นน้อยลงไปเรื่อยๆ ลงโดยเฉพาะหนังชีวิต-หนังรักที่ปราศจากมุขตลกล้นๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหนังกลุ่มนี้จะไร้ซึ่งคนดู นั่นอาจเป็นเหตุผลให้ โนอาห์ บอมบัค ผู้กำกับที่มีผลงานตั้งแต่ช่วงคริสตศตวรรษที่ 90s เลือกทำหนังกับ Netflix

ชื่อของบอมบัคอาจไม่คุ้นหูเท่ากับอีกหลายคนในรุ่นเดียวกันอย่าง เวส แอนเดอร์สัน (The Grand Budapest Hotel-2014 ) หรือ พอล โธมัส แอนเดอร์สัน (Boogie Night -1997) หรือ เควนติน ทาแรนติโน่ (Once Upon a Time in Hollywood – 2019) หากหนังของเขานับเป็นภาพสะท้อนคนยุคเจนเอ๊กซ์ (Generation X) ในอเมริกาได้ไม่น้อย ทั้งบทพูดจิกกัด การใช้ชีวิตแหกคอกของตัวละคร แต่ในขณะเดียวกันก็สะท้อนอาการเคว้งต่อผู้คนและสังคม

งานของบอมบัคเป็นสิ่งที่ฮอลลีวู้ดขยาด มันเดินเรื่องด้วยบทสนทนา และแทบจะเรียกว่าเต็มไปด้วยการพูดคุยกันของตัวละครโดยไม่ได้มีจุดขายชัดเจน หนังส่วนใหญ่อ้างอิงจากประสบการณ์ส่วนตัว มีเรื่องสัพเพเหระที่อ้างอิงวรรณกรรม ไปจนถึงวัฒนธรรมร่วมสมัยซึ่งมักถูกมองว่าเป็นหนังของปัญญาชน

จากพื้นเพที่พ่อแม่ทำงานเป็นนักวิจารณ์ภาพยนตร์แต่ในอีกทางแม้ตัวละครของเขาจะดูฉลาด ก็มักมีปมในใจ บ่อยครั้งสติแตก เอาแน่เอานอนไม่ได้ อาทิ Kicking andScreaming (1995) หนังแจ้งเกิดที่เขาทำขณะอายุ 26 ปี เพื่อเล่าชีวิตกลุ่มนักศึกษาที่เพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัย แต่ยังเอาแต่เที่ยวเตร่โดยไม่รู้เป้าหมายว่าตนเองต้องการทำอะไรกันแน่

บอมบัคเริ่มเป็นที่รู้จักจริงๆ จาก The Squid and The Whale(2005) ซึ่งเป็นงานที่เขาได้แรงบันดาลใจจากการเลิกกันของพ่อและแม่ตนเอง เช่นเดียวกับ A Marriage Story ซึ่งเขายังคงหยิบเรื่องราวบางส่วนของตนในการหย่าร้างกับนักแสดงสาว เจนนิเฟอร์ เจสัน ลีห์ และกลายเป็นงานที่แสดงทักษะอันจัดเจนขึ้น นิ่งขึ้น แต่ยังคงความเป็นหนังแบบบอมบัค ซึ่งถ่ายทอดสภาวะของชีวิตคู่ที่กำลังเลิกรากันได้อย่างร้าวราน

   
            ภาพจาก Fanny and Alexander หนังปี ค.ศ.1982 ของ อิงมาร์ เบิร์กแมน

การหย่าร้าง - ราคาที่ต้องจ่าย

“เคยได้ยินไหม ทนายคดีอาญามองคนเลวในมุมที่ดีที่สุด ทนายหย่าร้างมองคนดีในมุมที่แย่ที่สุด”

ประโยคหนึ่งในหนังเรื่องนี้สะท้อนปัญหาสถิติของคู่สมรสในสหรัฐอเมริกามีอัตราการหย่าสูงถึง 40-50 % ที่สุดท้ายการหาทางออกด้วยระบบทางกฎหมายกลับไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่ดีอย่างที่มันควรจะเป็น

ย้อนกลับไปในปี ค.ศ.1980 สถาบันศิลปะและวิชาการทางภาพยนตร์ หรือออสการ์ได้มอบรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมให้กับ Kramer vs. Krmaer ไปครอง หนังชีวิตเรียกน้ำตาเรื่องนี้นับเป็นงานที่เป็นเหมือนภาพสะท้อนปัญหาการหย่าร้างอย่างจริงจังเรื่องแรกๆ หนังขับเน้นให้เห็นสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป หญิงสาวไม่สามารถอดทนกับการทำหน้าที่เป็นแม่และภรรยาได้ เธอจากไปและปล่อยให้ชายหนุ่มที่เดิมสนใจทำแต่งานต้องทำหน้าที่เลี้ยงลูกเพียงลำพังซึ่งนำไปสู่ขึ้นโรงขึ้นศาลเพื่อหย่าร้าง

หนังเรื่องดังกล่าวยังเผยว่าไม่ใช่เพียงแค่ครอบครัวนี้ ความไม่ลงรอยในชีวิตคู่ ซึ่งนำไปสู่การหย่าร้างยังเกิดในครอบครัวอื่น กลายเป็นเรื่องในสังคมที่พบเห็นได้เป็นปกติสังคมยุคใหม่ในขณะนั้นก็เปลี่ยนไปมาก ครอบครัวส่วนใหญ่เป็นครอบครัวเดี่ยวที่มีกันอยู่เพียง พ่อ แม่ ลูก ผู้ชายไม่ได้เป็นช้างเท้าหน้าเช่นในอดีต การเลี้ยงดูเด็กสักคนในสภาพเมืองที่วุ่นวายกลายเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย

Marriage Story คล้ายกับ Kramer vs. Kramer ที่ลดทอนการเร้าอารมณ์ และประเด็นความรักที่มีให้ลูก การตัดสินใจที่จะหย่ามาจากหตุผลที่คล้ายกันแต่มีแง่มุมซับซ้อนกว่า รวมไปถึงการแสดงให้เห็นปัญหาของการหย่าร้างที่ลงรายละเอียดลึกขึ้นอย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะเมื่อมันเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย

ชาร์ลี (อดัม ไดรเวอร์) และนิโคล (สการ์เล็ต โจแฮนสัน) เป็นคู่ชีวิตที่ตัดสินใจจะแยกทางกัน ฝ่ายชายเป็นหัวหน้าคณะละครเล็กๆ ในนิวยอร์คที่กำลังไปได้สวย เขาทุ่มเทให้กับงานจนฝ่ายหญิงซึ่งเป็นอดีตนักแสดงหนังวัยรุ่นที่ตัดสินใจเลือกแต่งงานและมาแสดงละครเวทีให้กับเขา เริ่มรู้สึกตนเองไม่ได้มีชีวิตของตนเองเดิมทีทั้งคู่อยากจะตกลงให้การหย่าจบลงโดยไม่มีทนายมามาว่าความ แต่เมื่อนิโคลภรรยา และอดีตนักแสดงหนังวัยรุ่นชื่อดังได้โอกาสกลับมารับงานแสดงในซีรี่ส์โทรทัศน์อีกครั้งที่ลอสแองเจลิส และได้คุยกับ นอร่า(ลอร่า เดิร์น) ทนายชื่อดังที่มีคนแนะนำมาให้ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เพราะข้อบังคับทางกฎหมายที่บีบให้ชาร์ลีเองต้องจ้างทนายมาสู้คดีด้วยเช่นกัน

ผลจากนั้นคือการยกเอาข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ของแต่ละฝ่ายเปิดบาดแผลที่พวกเขาไม่เคยมองว่าเป็นเรื่องใหญ่โตด้วยซ้ำมาโจมตีกัน มิหนำซ้ำยังเต็มไปด้วยค่าใช้จ่ายมหาศาลที่แทบสิ้นเนื้อประดาตัว ที่น่าเศร้าคือภาพที่ปรากฎทนายเหล่านี้เก่งกาจในการพูดจากเชือดเฉือนปะทะคารมให้กับลูกความ แต่บางคนอาจไม่ได้สนใจจะทำความรู้จักหรือสนใจลูกความของเขาจริงๆ ด้วยซ้ำ แต่เป็นการเอาชนะอีกฝ่ายและยกทริคต่างๆ มาทำให้ลูกความได้เปรียบ

เหมือนกฎหมายที่สร้างมาเพื่อจัดการด้านผลประโยชน์แต่ไม่ได้ออกแบบมาให้จัดการความสัมพันธ์ของมนุษย์

คนที่เจ็บปวดกว่าย่อมไม่พ้นคนที่แพ้ ชาร์ลีได้ตระหนักในช่วงท้ายๆ ที่ว่าถึงเขาจะทำหน้าที่หัวหน้าในคณะได้ดี แต่ในจากสายตาของเจ้าหน้าที่รัฐ การจัดการบ้านให้ดีที่สุดอาจถูกมองอย่างเฉยชา และเขาอาจเป็นเพียงพ่อห่วยๆ คนหนึ่งเท่านั้น

โลกนี้คือละคร

บอมบัคยึดโยงประเด็นของเรื่องให้เกาะเกี่ยวกับธีมที่ว่าด้วย “โรงละคร” ตั้งแต่ชื่อหนังที่ใช้คำว่า Story เพื่อบอกว่ามันคือเรื่องเล่าจากคู่สมรสคู่หนึ่ง ชาร์ลีเป็นหัวหน้าคณะละครเวที ขณะที่นิโคลได้แสดงโทรทัศน์ล้ำๆ เรื่องหนึ่งที่ก็แตกแขนงมาจากศาสตร์การละครที่เป็นศิลปะด้านการแสดงที่สืบทอดมาตั้งแต่โบราณ

มนุษย์ผูกพันกับการแสดงละครจนคุ้นชิน และหากเปรียบชีวิตเป็นดั่งโรงละครโรงใหญ่ มีเนื้อเรื่องที่กำหนดขึ้น มีคนกำกับ มีนักแสดง ชีวิตของเราส่วนใหญ่ที่ดำรงอยู่ในสังคมก็ไม่ต่างกันนัก ไม่มีใครแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมา มันล้วนถูกกำหนด วางเกณฑ์บางอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว

เขาเลือกกำกับฉากส่วนใหญ่ของหนังในลักษณะละครฉากหนึ่ง แต่ละฉากเต็มไปด้วยบทพูดขนาดยาว ตัวเอกในเรื่องถูกตระเตรียมซักซ้อมก่อนแสดง และเดินเข้าสู่ฉากใหม่เพื่อเปลี่ยนอารมณ์ ดังเช่น ฉากที่นิโคลวางแผนกับแม่และพี่สาวเพื่อจะยื่นเอกสารฟ้องหย่าให้กับชาร์ลี

Marriage Story ยังคงเล่นกับวัฒนธรรมในหนังตั้งแต่การแต่งกายของตัวละครในเรื่องโดยได้อิทธิพลจากวัฒนธรรมในคริสตศตวรรรษที่ 60-80s ไม่ว่าจะเป็นฉากงานแฟนซีที่ผู้คนแต่งตัวแบบสมาชิกวง The Beatles ในเทศกาลฮัลโลวีนที่นิโคลมาส่งลูกในชุดแบบ เดวิด โบวี่

หากอิทธิพลที่เข้มข้นที่สุดในงานชิ้นนี้คงไม่พ้นการอ้างอิงจากหนังหลายเรื่องของ อิงมาร์ เบิร์กแมน ผู้กำกับสวีเดนซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นเลิศในการสร้างหนังชีวิตสำรวจสภาพจิตใจอันเปราะบางของตัวละครงานของเบิร์กแมนนั้นได้รับอิทธิพลจากงานละครเวที ืไม่ว่าจะเป็นการจัดองค์ประกอบภาพในแต่ละฉากอย่างประณีต เดินเรื่องด้วยบทสนทนา และมักอยู่ในสถานที่จำกัด

ใน Marriage Story ยังมีฉากสั้นๆ ฉากหนึ่งที่ชาร์ลีมองไปยังกรอบรูปที่บ้านของนิโคลที่ผมภาพของเขาและเธอที่ได้ลงหนังสือพิมพ์เป็นบทความชื่อว่า Scene from Marriage ซึ่งเป็นชื่อมินิซีรี่ส์สำรวจชีวิตคู่อย่างเข้มข้นของ อิงมาร์ เบิร์กแมน ในปี ค.ศ.1973 หรือการจัดวางองค์ประกอบภาพหลายฉากที่ได้อิทธิพลจากผลงานของเบิร์กแมนอย่าง Persona(1966) และ Fanny and Alexander(1982)

ในอีกด้านหนึ่งละครก็ช่วยเยียวยาจิตใจพวกเขา ในช่วงท้ายเมื่อให้ทั้งสองสามีภรรยาร้องและแสดงบทเพลงจาก Company ละครเพลงจากบทประพันธ์ของ สตีเฟ่น ซอนไฮม์ ที่เริ่มเปิดการแสดงตั้งแต่ปี ค.ศ.1970 ละครเพลงที่ว่าด้วยชีวิตคู่และมิตรภาพ เนื้อหาจากเพลง Being Alive คล้ายจะทำให้ชาร์ลียอมรับชะตากรรมที่ประสบได้มากขึ้น

ใครบางคนที่กอดฉันแน่นเกินไป
ใครสักคนที่ทำฉันเจ็บลึกเกินทน
ใครสักคนที่มานั่งเก้าอี้ และทำลายการนอนของฉัน
หากทำให้ฉันรู้จัก
ความมีชีวิตชีวา...

เราจึงเห็นในยามที่พวกเขาแม้เลิกรากันไป แต่ยามต้องอยู่ลำพังเพียงสองคนกับลูกความห่วงหาอาทรที่ส่งผ่านถึงกันนั้นไม่ใช่เรื่องเสแสร้ง

เช่นเดียวกับฉากเปิดเรื่องที่ให้ทั้งชาร์ลี และนิโคลเขียนเล่าถึงสิ่งดีๆ ที่ทำให้ทั้งคู่รักกันมันล้วนถ่ายทอดให้เห็นรายละเอียดที่ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่สลักสำคัญ เช่น เธอตัดผมให้พวกเราทุกคน เธอมักจะชงชาซึ่งเธอเองก็ไม่ดื่มเพราะอะไรก็ไม่รู้เสมอ เขาไม่ค่อยส่องกระจกเท่าไหร่ เขาร้องไห้ง่ายมากเวลาดูหนัง...

หากนั่นก็เป็นเพียงสิ่งที่ทั้งคู่เขียนเอาไว้ นิโคลเลือกที่จะไม่เล่า และไม่ฟังสิ่งที่ชาร์ลีเขียน เธอเลือกจะเปลี่ยนแปลงชีวิตไปสู่ทางเลือกใหม่ๆ ต่อไป

ในโรงละครใบเล็กที่ว่าด้วยการหย่าร้างของชาร์ลีและนิโคล แม้มันจะเต็มไปด้วยการสวมบทบาท เสแสร้งต่อกัน หากในอีกทางเขาก็ตระหนักว่ามันบอกว่ามนุษย์ไม่ได้เกิดมาเพื่ออยู่เพียงลำพัง

ช่วงชีวิตหนึ่งที่ได้เจอคนที่เข้าใจเราอย่างลึกซึ้ง เป็นโมงยามที่มีค่าเพียงพอแล้ว

แม้ความรักนั้นอาจไม่ได้คงอยู่ตลอดกาล

------------------------------------

เรื่อง : ยัติภังค์

ภาพ : Netflix

ชาร์ลี (อดัม ไดรเวอร์) และนิโคล (สการ์เล็ต โจแฮนสัน) เป็นคู่ชีวิตที่ตัดสินใจจะแยกทางกัน ฝ่ายชายเป็นหัวหน้าคณะละครเล็กๆ ในนิวยอร์คที่กำลังไปได้สวย เขาทุ่มเทให้กับงานจนฝ่ายหญิงซึ่งเป็นอดีตนักแสดงหนังวัยรุ่นที่ตัดสินใจเลือกแต่งงานและมาแสดงละครเวทีให้กับเขา เริ่มรู้สึกตนเองไม่ได้มีชีวิตของตนเองเดิมทีทั้งคู่อยากจะตกลงให้การหย่าจบลงโดยไม่มีทนายมามาว่าความ

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?