ตามรอยประวัติศาสตร์ต้องห้ามที่ คุกจิ๋งเหม่ย
  • Lifestyle
  • Nov 22, 2019

ถ้ายังนึกถึงชาไข่มุกและทริปตัวแตกเมื่อพูดถึง ‘ไต้หวัน’ คุณอาจนึกภาพไม่ออกเลยว่าครั้งหนึ่ง ไต้หวันเคยผ่านโศกนาฏกรรมทางการเมืองต่อเนื่องถึง 38 ปี เมื่อต้องอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งในโลก และได้รับขนานนามว่าเป็นยุค White Terror

คุกจิ๋งเหม่ย หนึ่งในสถานที่บันทึกร่องรอยนั้น ปัจจุบันคือ Jing-Mei White Terror Memorial Park อนุสรณ์สถานซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ อุทยานวัฒนธรรมสิทธิมนุษยชน หรือ Human Rights Cultural Park

อุทยานวัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนจิ๋งเหม่ย ตั้งอยู่ในเขตซินเตี้ยนของนิวไทเป บนที่ดิน 22.5 ไร่ เคยเป็นคุกกักกันนักโทษการเมือง ในช่วงเกือบ 4 ทศวรรษ มีการคุมขังนักโทษกว่า 140,000 คน และมีถึง 3,000 - 4,000 คนถูกประหารชีวิตในข้อหามีอุดมการณ์หรือการแสดงออกขัดแย้งกับพรรคก๊กมินตั๋งในขณะนั้น

ไต้หวันภายใต้การนำของเจียงไคเช็ค แห่งพรรคก๊กมินตั๋ง ประกาศกฎอัยการศึกตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2492 - 15 กรกฎาคม 2530 หลังจากเหตุการณ์ 228 ที่ประชาชนลุกฮือกันต่อต้านพรรคก๊กมินตั๋ง ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2490 ซึ่ง ทางการได้สลายการชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิตร่วม 20,000 คน นำไปสู่การประกาศกฎอัยการศึกเพื่อควบคุมประเทศ

ช่วงเวลาดังกล่าวผู้บัญชาการและทหารครองอำนาจสูงสุดในประเทศ ห้ามชุมนุมสาธารณะ ควบคุมการแสดงความคิดเห็น เซ็นเซอร์การสอนในโรงเรียน กำกับสื่อมวลชน ห้ามประกอบกิจกรรมทางศาสนา ถือสิทธิในการตรวจสอบจดหมายส่วนตัว โทรเลข บุกเข้าตรวจเคหะสถานได้ตามอำเภอใจ

และแน่นอนไม่ว่าการสังหารหมู่ หรือจับกุมนักโทษการเมืองล้วนเงียบกริบ ภายใต้ความสะพรึงสีขาวที่ควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จ

เฉิน ชิน เชิน ชายชราวัย 70 กว่า อาสาสมัครนำชมคุกจิ๋งเหม่ย ผู้ยิ้มแย้มตลอดการถ่ายทอดเรื่องราว "อดีต" บนฉากหลังเดียวกับที่เคยจองจำชีวิตเขาในฐานะ นักโทษการเมือง

อดีตนักโทษการเมืองชาวมาเลเซีย เล่าความทรงจำจาก 2 ช่วงชีวิตสิ้นอิสรภาพ คือที่คุกจิ๋งเหม่ยเป็นเวลาราวปีครึ่ง ก่อนจะถูกส่งตัวไปยังเกาะ กรีน ไอส์แลนด์ ทางตะวันออกของไต้หวัน ซึ่งปัจจุบันได้รับการปรับปรุงเป็น Green Island White Terror Memorial Park ภายใต้อุทยานวัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนเช่นกัน

ช่วงที่มีการกวาดล้างจับกุมสูงสุดในปี พ.ศ. 2493 - 2496 นักต่อสู้ทางการเมืองต้องแออัดกันหลายสิบชีวิตในห้องแคบ นักโทษหญิงต้องผลัดเปลี่ยนกันนอนบนลังกระดาษที่ปูรองกันหนาว นักโทษชายได้ออกกำลังกายที่ลานเพียงวันละ 15 นาที แต่นักโทษหญิงซึ่งอยู่ชั้น 2 ไม่ให้มาปะปนกัน ทำได้เพียงการออกกำลังกายที่โถงทางเดินหน้าห้องขังเท่านั้น

ห้องหนึ่งในคุกจำลองห้องประจำของแพทย์ โดยเก็บรักษาเครื่องมือต่างๆ เอาไว้ ในห้องนี้มีแผ่นกระดาษระบุรายชื่อนักโทษในยุคหนึ่ง อาชีพ วันที่ถูกจับกุม มาตรา และข้อกล่าวหา จำนวนปีที่ถูกจองจำ ทำให้เห็นว่า เพียงข้อกล่าวหาในการร่วมกระบวนการปลดแอก วิจารณ์พรรคก๊กมินตั๋ง การตีพิมพ์หนังสือฝ่ายซ้าย ถูกชี้เบาะแสจากเพื่อน และกระทั่งเปิดรับฟังการถ่ายทอดวิทยุจากจีนแผ่นดินใหญ่ แค่นั้นก็พอต่อการสิ้นอิสรภาพถึง 7 ปี

ในยุคที่รัฐบาลปฏิเสธการมีอยู่ของเรือนจำแห่งนี้ ได้เกิดการลักลอบรวบรวมรายชื่อของนักโทษทั้งหมดเพื่อส่งออกมายังโลกภายนอก รายชื่อจากบัญชีคนไข้ที่แพทย์ทำการรักษาคือหลักฐานชั้นดี ต่อมาเมื่อโลกภายนอกรับรู้ องค์กรสิทธิมนุษยชนเริ่มเข้ามาสอดส่องและสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลในทศวรรษ 1960 รายชื่อดังกล่าวฟังดูคล้ายกับ Schindler's List ที่ช่วยเหลือชาวยิวจากค่ายกักกันของนาซีเยอรมนีอยู่ไม่มากก็น้อย

เฉิน ชิน เชินได้รับอิสรภาพ หลังจากครอบครัวเขาต่อสู้อยู่เกือบ 10 ปี เขาเลือกใช้ชีวิตในไต้หวันต่อ เพราะเขาเห็นการเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นในประเทศ หลังจากการยกเลิกกฎอัยการศึก

แต่กว่าจะทำใจได้ ช่วงแรกที่ถูกจับกุมและทรมาน เขาคิดฆ่าตัวตายถึง 3 ครั้ง จินตนาการถึงรูปแบบการตายเพื่อจบสิ้นความทรมานจากเหตุที่ตัวเองไม่ได้ก่อ

ในวันนี้เขายอมรับแม้กระทั่งความเจ็บปวดจากความสงสัยว่า เพื่อนสนิทของเขาอาจเป็นคนแจ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่มาจับกุมเขา เพราะรัฐบาลตั้งค่าหัวไว้สูงลิบ แสดงถึงความกระหายที่จะกวาดล้างผู้เห็นต่างในยุคแห่งความน่าสะพรึง

ปัจจุบัน เฉิน ชิน เชิน และอดีตเพื่อนร่วมเรือนจำ มาทำหน้าที่อาสาสมัครคอยเล่าประวัติศาสตร์ที่ถูกลืมเลือน และยืนยันการมีตัวตนในช่วงเวลาที่รัฐบาลในยุคนั้นพยายามกลบเกลื่อนสายตานานาชาติ

แม้จะต้องถ่ายทอดความเจ็บปวดทอดไปมานับพันครั้ง แต่เขามีเพียงคำขอเดียวคือ

"ขอให้ผู้ที่มาเยือนรับรู้และตระหนักถึงสิทธิที่มนุษย์พึงมีและเคารพต่อกันได้”
 

อุทยานวัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนจิ๋งเหม่ย ตั้งอยู่ในเขตซินเตี้ยนของนิวไทเป บนที่ดิน 22.5 ไร่ เคยเป็นคุกกักกันนักโทษการเมือง ในช่วงเกือบ 4 ทศวรรษ

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์