ล้วงลึกต้นกำเนิด “ป๊อปคอร์น” ของว่างที่มีมานาน 5,600 ปี!
  • Lifestyle
  • Jan 17, 2020

ไปดูหนังในโรงภาพยนตร์เมื่อไหร่ หลายคนเป็นต้องซื้อ "ป๊อปคอร์น" เข้าไปกินระหว่างดูหนังด้วยทุกครั้ง เรียกว่าเป็นของว่างที่กินอร่อยเคี้ยวเพลินคู่กับการชมภาพยนตร์ได้เหมาะเจาะที่สุด และเนื่องในวันนี้เป็น วันป๊อปคอร์น (Popcorn Day) เราอยากพาคุณไปทำความรู้จักต้นกำเนิดของขนมขบเคี้ยวชนิดนี้กันสักหน่อย รวมถึงที่มาเกี่ยวกับการกินป๊อปคอร์นในโรงหนังด้วย

"ป๊อปคอร์น" เมนูที่เกิดจากชาวอินเดียแดง

ข้าวโพดคั่ว หรือ ป๊อปคอร์น เป็นอาหารว่างอย่างหนึ่งผลิตจากเมล็ดข้าวโพด โดยมีต้นกำเนิดจากชนเผ่าชาวอินเดียแดง (Native American) ในทวีปอเมริกา ตั้งแต่เมื่อประมาณ 5,600 ปีที่ผ่านมา

ข้าวโพดคั่วของชาวอินเดียแดงในแถบอเมริกาเหนือนั้น พวกเขานิยมนำมารับประทานเป็นอาหาร และนำมาเป็นเครื่องประดับได้ด้วย โดยการนำป๊อปคอร์นที่พองกลมสีขาวมาร้อยสายด้วยหญ้าทำเป็นสร้อยคล้องคอ โดยถือเป็นเครื่องประดับที่ใช้แสดงฐานะทางสังคมในชนเผ่า กล่าวคือคนที่จะสวมใส่ได้ต้องมีฐานะเป็นหัวหน้าเผ่าหรือนักรบของชนเผ่าเท่านั้น 

พบหลักฐานว่าในยุคล่าอาณานิคม (สหรัฐอเมริกาเคยตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษมาก่อน) ชาวอังกฤษได้มีการจัดงานขอบคุณพระเจ้าขึ้นเป็นครั้งแรก และในเหตุการณ์นั้นมีชาวอินเดียแดงนามว่า เควเดอควีนา ได้นำอาหารอย่างหนึ่งมาส่งในงานเลี้ยง นั่นคือ ข้าวโพดคั่วใส่ถุงหนังกวางขนาดใหญ่ ผู้เข้าร่วมในงานได้รับประทานกันถ้วนทั่วและรู้จักข้าวโพดคั่วตั้งแต่สมัยนั้นเป็นต้นมา 

ต่อมาสหรัฐอเมริกาประกาศสงครามต่อเจ้าอาณานิคมอังกฤษ สามารถปลดแอกและจัดตั้งประเทศของพวกเขาได้สำเร็จเมื่อ ค.ศ. 1776 หลังการประกาศอิสรภาพนั้นป๊อปคอร์นก็กลายเป็นส่วนสำคัญและเป็นเอกลักษณ์ในวิถีชีวิตของชาวอเมริกามาเรื่อยๆ 

ป๊อปคอร์นในซากเมืองโบราณ

นักโบราณคดีพบหลักฐานเกี่ยวกับข้าวโพดคั่วในซากเมืองโบราณหลายแห่ง เช่น เมืองอินคาทางอเมริกาใต้ เมืองมายาในอเมริกากลาง และเมืองอัซเต็กในเม็กซิโก ต่างก็พบว่ามีการปลูกและการบริโภคข้าวโพดจำนวนมากมาเป็นเวลานาน 

พบหลักฐานว่าชนเผ่าชาวอินคาใช้หม้อดินปั้นพิเศษสำหรับการคั่วข้าวโพด (ภาชนะพบในซากปรักหักพังสมัยโบราณของอเมริกาใต้) โดยฝังหม้อในทรายที่ร้อนจัด จากนั้นโรยเมล็ดข้าวโพดแห้งลงไป แล้วปิดฝา หรือใช้หม้ออีกใบมาครอบ ความร้อนจากทรายจะทำให้เมล็ดข้าวโพดแตกและบานออกมากลายเป็นป๊อปคอร์น

ส่วนเมืองอัซเต็ก ประเทศเม็กซิโก มีหลักฐานพบว่าชาวเมืองในช่วงปี พ.ศ. 2062 มีการใช้พวงข้าวโพดคั่วประดับเทวรูปที่พวกเขาสักการะบูชา ใช้พวงข้าวโพดคั่วประดับกายและประดับศีรษะเมื่อต้องเข้าร่วมในพิธีกรรม อีกทั้งนักโบราณคดีได้ทำการขุดค้นถ้ำแบตเคฟ บริเวณเวสต์เซ็นทรัลนิวเม็กซิโก ทำให้พบฝักข้าวโพดอายุเกือบ 5,600 ปี โดยดูจากผลทดสอบหาคาร์บอนกัมมันตรังสี และพบฟอสซิลเกสรดอกไม้อายุ 80,000 ปี ที่พบลึกลงไปใต้ดิน 200 ฟุต มีการตรวจสอบพบว่าเกสรนั้นคือเกสรข้าวโพด

นอกจากนี้นักวิจัยยังค้นพบเมล็ดข้าวโพดโบราณอายุกว่า 1,000 ปี ในหลุมฝังศพทางชายฝั่งแถบตะวันออกของเปรู โดยพบเป็นหม้อคั่วข้าวโพดดินเผาที่อายุย้อนไปถึงอารยธรรมก่อนยุคอินคาในเปรู (ค.ศ.300) ที่ใช้ในพิธีฝังศพ ซึ่งเมล็ดข้าวโพดในหม้อดินเผานั้น บางเมล็ดยังคงสภาพดีจนสามารถแตกฟูกลายเป็นป๊อปคอร์นได้ด้วย

ป๊อปคอร์นในยุคภาพยนตร์อเมริกาเฟื่องฟู

ป๊อปคอร์นค่อยๆ ปรากฏแพร่หลายไปทั่วอเมริกา ในฐานะพืชเกษตรกรรมทั่วไปและเริ่มปรากฏความสำคัญจนถือเป็นพืชเกษตรกรรมในตลาด เมื่อราว ค.ศ. 1890 ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงจากผู้บริโภค จากนั้นมีการผลิตในเชิงการค้า โดยมีการสร้างเครื่องทำข้าวโพดคั่วขนาดมหึมาที่ใช้เตาน้ำมันเบนซิน กลายเป็นอุปกรณ์ที่คุ้นตาในงานเทศกาลต่างๆ มีข้อมูลว่า เครื่องคั่วข้าวโพดเครื่องแรกถูกประดิษฐ์โดย นายชาลส์ เครเตอส์ ในเมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา เมื่อ ค.ศ. 1885

ต่อมาเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ในยุคที่ธุรกิจภาพยนตร์ในอเมริการุ่งเรือง มีการเปิดโรงภาพยนตร์จำนวนนับไม่ถ้วนในอเมริกา ทำให้ป๊อปคอร์นกลายเป็นส่วนหนึ่งของความบันเทิงแบบใหม่ ในสมัยที่การสร้างภาพยนตร์ยังเป็นหนังเงียบ บางครั้งมีเพยงเสียงดนตรีคลอ ช่วงนั้นเองมักจะมีเสียงกรุบกรับของผู้ชมที่กำลังเคี้ยวป๊อปคอร์นซึ่งเพลินเพลินพอๆ กับการดูหนังเลยทีเดียว

มีสถิติว่าในปี ค.ศ. 1922 สหรัฐอเมริกาเพาะปลูกข้าวโพดสำหรับใช้ทำป๊อปคอร์นประมาณ 15,000 เอเคอร์ และเมื่อมีเครื่องผลิตข้าวโพดคั่วแบบไฟฟ้าถือกำเนิดขึ้น ป๊อปคอร์นก็นำรายได้มาสู่ผู้ปลูกมากมายก่ายกอง จนได้รับสมญานามว่า "ทิวทองแห่งท้องทุ่ง" (prairie gold) และเมื่อปี ค.ศ. 1967 ผลผลิตต่อปีของข้าวโพดมีค่าประมาณ 432 ล้านปอนด์ รัฐอินเดียนา ไอโอวา อิลลินอยส์ โอไฮโอ และเคนตั้กกี้ กลายเป็นผู้นำในการผลิตป๊อปคอร์นของสหรัฐอเมริกา

เมื่อต้นคริสต์ทศวรรษ 1950 เมื่อโทรทัศน์แพร่หลายมากขึ้น ป๊อปคอร์นไม่ได้นิยมรับประทานเฉพาะในโรงภาพยนตร์เท่านั้น แต่ยังแพร่หลายไปรับประทานกันหน้าจอโทรทัศน์ และเริ่มมีการโฆษณาข้าวโพดคั่วในช่วงโฆษณาของรายการด้วย และวัฒนธรรมการกินป๊อปคอร์นในระหว่างชมภาพยนตร์หรือเป็นขนมสำหรับงานปาร์ตี้สังสรรค์ต่างๆ ก็แพร่กระจายไปทั่วโลก

ไม่ใช่แค่อร่อย แต่มีประโยชน์อื่นๆ อย่างไม่น่าเชื่อ

นอกเหนือจากการเป็นของว่างขบเคี้ยวคู่การชมภาพยนตร์มาทุกยุคทุกสมัยแล้ว ป๊อปคอร์นก็ยังมีประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย เช่น นำมาใช้เป็นวัสดุกันกระแทกในการขนส่งสินค้าเปราะบาง ซึ่งได้ผลดีมากกว่ากระดาษลูกฟูกเสียอีก

อีกทั้งยังมีการทดลองนำไปปรับใช้ทำอาหารตำรับต่างๆ เช่น นำป๊อปคอร์นมาคลุกเคล้ากับเครื่องเทศ น้ำมะนาว และน้ำผึ้ง จัดมารับประทานกับครีมกลายเป็นอาหารว่าง หรือการนำป๊อปคอร์นมาผสมกับหัวหอม ผักชี และเครื่องปรุงรสอื่นๆ สามารถนำไปยัดไส้ไก่อบได้ เป็นต้น

ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังคงมองหาวิธีต่างๆ ที่จะใช้ประโยชน์จากป๊อปคอร์นอีกมากมายหลายอย่างต่อไป คงไม่ผิดนักถ้าจะบอกว่า ป๊อปคอร์น เป็นทั้งอาหาร ขนมขบเคี้ยว และของใช้ประโยชน์ที่มีอายุยาวนานมากที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษยชาติ

---------------------------------

อ้างอิง:

https://www.popcorn.org/Facts-Fun/History-of-Popcorn/Early-History-of-Popcorn

http://www.uspopcorn.in.th/for-teachers/teaching-guide/popcorn-history

https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7

https://www.thespruceeats.com/the-history-of-popcorn-1328768

ข้าวโพดคั่วของชาวอินเดียแดงในแถบอเมริกาเหนือนั้น พวกเขานิยมนำมารับประทานเป็นอาหาร และนำมาเป็นเครื่องประดับได้ด้วย โดยการนำป๊อปคอร์นที่พองกลมสีขาวมาร้อยสายด้วยหญ้าทำเป็นสร้อยคล้องคอ โดยถือเป็นเครื่องประดับที่ใช้แสดงฐานะทางสังคมในชนเผ่า กล่าวคือคนที่จะสวมใส่ได้ต้องเป็นหัวหน้าเผ่าหรือนักรบเท่านั้น

นักข่าว นักหนังสือพิมพ์ ที่ทำงานในแวดวงสื่อสารมวลชนทั้งในแพลตฟอร์มหนังสือพิมพ์และออนไลน์ ชอบท่องโลกกว้างเป็นชีวิตจิตใจ ไม่พลาดที่จะค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ จากการกิน ดื่ม เที่ยว ไปพร้อมกับเพิ่มทักษะ Self-Development ในทุกๆ จังหวะของชีวิต

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?