บ๊อบ ดีแลน มวย แพสชั่น และชีวิตของ “เป้ อารักษ์”
บ๊อบ ดีแลน มวย แพสชั่น และชีวิตของ “เป้ อารักษ์”
บ๊อบ ดีแลน มวย แพสชั่น และชีวิตของ “เป้ อารักษ์”
บ๊อบ ดีแลน มวย แพสชั่น และชีวิตของ “เป้ อารักษ์”
บ๊อบ ดีแลน มวย แพสชั่น และชีวิตของ “เป้ อารักษ์”
  • Lifestyle
  • Jul 29, 2019

เมื่อโอกาสไม่ได้มีขาเดินมาหา เราต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายเดินออกไปคว้ามันไว้... นี่น่าจะเป็นนิยามถึงการได้มานั่งพูดคุยกับ เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ ผู้ชายที่คนทั่วไปรู้ว่า หน้าตาดี เล่นกีตาร์เก่ง ผ่านงานแสดงมาแล้วทั้งจอแก้ว และจอเงิน ยังไม่นับกิจกรรมโลดโผนอีกหลากหลายที่เจ้าตัวออกปากอยากทดลอง และได้เรียนรู้อะไรต่างๆ จากสิ่งเหล่านี้

เขาเป็นอีกคนหนึ่งที่ยอมรับว่า มีโอกาสผายมือเชื้อเชิญมากมายในชีวิต และเจ้าตัวก็ไม่รีรอที่จะคว้ามันเอาไว้ โดยมีกุญแจดอกสำคัญที่เปิดประตูออกไปสู่เส้นทางต่างๆ ก็คือ ดนตรี จะด้วยความชอบ ความอยาก หรือกระทั่งความโหดร้ายของชีวิต แต่ทั้งหมดคือประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามา และทำให้เขาได้มีโอกาสมานั่งแบ่งปันเรื่องราวของ เป้-อารักษ์ ให้ฟังกัน

ถ้าให้ลองเปรียบเทียบชีวิตของ เป้ อารักษ์ ผ่านเพลงที่แต่งสัก 5 เพลงล่ะ ?

เอาเพลงของคนอื่นก็แล้วกัน เพราะผมทำเพลงมาก็มีแรงบันดาลใจไม่เหมือนกันในแต่ละยุค ยุคแรกถ้านับตั้งแต่เริ่มทำอัลบั้ม... (นิ่งคิด) ก่อนทำอัลบั้มดีกว่า จะเป็น Give it away ของ Red Hot Chili Pepper ผมพ้นจากความเป็นกีตาร์ฮีโร่แล้วมาเล่นเป็นแบรนด์สนุกสนานมากขึ้น

พอเริ่มเข้าวงสเลอ เริ่มมีผลงานอัลบั้มก็เป็น Last night ของ The Strokes เมื่อมาเป็นโปรเจกต์เดี่ยวก็ชอบ บ๊อบ ดีแลน มากๆ ก็เป็นเพลง The lonesome death of hattiecarroll มันทำให้รู้สึกว่าเราอยากจะเล่าเรื่องผ่านเพลง เหมือนบ๊อบเล่าข่าวความไม่เท่าเทียมของคนผิวสีผ่านเพลง ก็อยากจะเปลี่ยนความคิดของคนผ่านบทเพลงบ้าง เลยเริ่มทำอัลบั้มเดี่ยว

ต่อมาชุดแรกจะเป็นโฟล์คซองอย่างเดียว แล้วค่อยมาเป็นคันทรีแบนด์ ผมเลือก Laundry room ของ Avett brothers ที่ทำให้เราอยากทำวงคันทรี่ เป็นชุดสองที่มีเพลงคันทรี่เข้ามา ชุดต่อมาเป็นเพลงร็อกแล้ว แต่ผมอาจจะต้องข้ามไปเพราะเดี๋ยวจะเกิน 5 เพลง (ยิ้ม) จนชุดปัจจุบัน Aragochina ก็จะมีความ จะเข้าสู่ความฮิปฮอปแซมเพิล เลือกเพลง The games we play ของ Pusha T เอาจริงๆ ทั้ง 5 เพลงจะแบ่งตามยุคของอัลบั้มที่ผมทำ ความจริงมันซอยไม่พอ น่าจะ 10 เพลงถึงจะครบยุค

เพลงพวกนี้มีอิทธิพลมากน้อยแค่ไหนในการทำเพลงของคุณ

มีผลเต็มๆ เลยครับ ส่วนใหญ่จะเลือกมาเป็นจุดเริ่มต้น อย่าง Give it away สมัยก่อนผมกับเพื่อนมีวงพังก์ร็อคเล่นกับเพื่อนชื่อว่า Love bbu kamikaze แต่ถ้าย้อนไปก่อนหน้านั้นอีกก็เป็น modern dog ที่ทำกับเพื่อนในโรงเรียน ถ้าย้อนไปก่อนหน้านั้นอีกก็จะมี Djter หรือ โจซัส เธียร์นี่ ที่เป็นมือกีตาร์เก่งๆ สมัยนี้ผมเล่นแบบนั้นไม่ได้ละ เริ่มต้นก็เป็น Red Hot Chili Pepper แต่ The Strokes: Last night มันเป็นจุดเริ่มต้นของวงการดนตรีแบบใหม่ หลังจาก bit pop, bit rock, new metal ก็จะเป็น garage rock ซึ่งมันเป็นนิยามของวงร็อกอินดี้ยาวมาถึงปัจจุบันเลยก็ได้นะ

ถ้าพูดถึงวงร็อกอินดี้จนมาถึงตอนนี้มันมีความเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

เปลี่ยนไปเยอะครับ เดี๋ยวนี้ร็อกสตาร์ไม่จำเป็นต้องห้อยกีตาร์แล้ว ร็อกสตาร์เป็นนักร้องแร็พก็ได้ เป็นดีเจก็ได้ พรมแดนดนตรีมันน้อยลงเรื่อยๆ วงร็อกอินดี้กีตาร์แบนด์มันก็เหลือน้อยลง เช่นเดียวกัน วงเก่าๆ ที่เป็นอินดี้ร็อกสมัยก่อนก็ทำเพลงออกมาสร้างสรรค์มากขึ้น แต่ถ้าบางคนย่ำอยู่กับที่ก็หมดความนิยมลงเรื่อยๆ แต่ถ้ายังสร้างสรรค์ สืบทอดบัลลังก์ของตัวเองต่อไปได้ ก็ยังจะมีโผล่ขึ้นมา

สำหรับคนที่ผ่านงานมาหลากหลายไม่ว่าจะเป็นดนตรี หรือการแสดง มองภาพแฟนคลับตัวเองหน้าตาเป็นอย่างไร หรือเป็นคนรุ่นไหน กลุ่มไหน

ไม่รู้สิครับ ผมก็อยากให้... น่าจะมีวัยรุ่นสมัยปัจจุบันที่ตอนนี้เริ่มทำงานกันแล้ว ที่ชอบสเลออยู่ในช่วงหนึ่งของชีวิตผมแล้ว แต่ถ้าคนที่ฟังผลงานผม ปัจจุบันผมไม่รู้นะ ก็มีแฟนคลับที่ตามมาจากงานละคร ตามที่เราเป็นเรา ก็มีอยู่ประมาณนึง แต่กลุ่มนอกจากนั้นผมไม่รู้เลยว่าเป็นใครบ้าง อย่างล่าสุดเล่นที่งาน Cat T-shirt มาเราก็ไม่รู้เลยว่าคนแบบนี้จะชอบเพลงเราหรือเปล่า เราไม่เคยเห็นมาก่อน ก็ยังเป็นจุดที่ผมไม่แน่ใจ ก็ได้แต่ทำไปเรื่อยๆ หวังว่าคงจะชอบไปเรื่อยๆ กระจายฐานไปเรื่อยๆ

ถ้าอย่างนั้น ฟีดแบคจากคนที่ตามเพลงเราเป็นแบบไหน

ส่วนใหญ่แล้วบอกว่าอยากให้ทำเพลงแบบชุดแรกอีก แต่เรายังอยากจะก้าวต่อไปอีกเรื่อยๆ คือ ทำเพลงแบบชุดแรก ผมมีเพลง เล่นกีตาร์โปร่ง แล้วก็ร้องไป เสร็จเลยนะ แต่คราวนี้มันต้องหาสีสันทางด้านดนตรี หาอะไรที่มันเล่นสด ยากขึ้น หวังว่าวันหนึ่งจะกลับไปทำแบบชุดแรกแหละ แต่ว่าเมื่อไรก็ยังไม่แน่ใจ เราทำเพลงหลายๆ แบบ มันท้าทายไปเรื่อยๆ ก็หวังว่าเพลงเหล่านั้นมันจะพาเราไปสู่จุดที่เราไม่เคยไป หรือในจุดที่เราเคยไปแล้วตอนที่เล่นสเลอ

ตอนเพลงมาเลเซีย ตอนนั้นมันดังมากครับ หลายๆ คนในยุคนั้นน่าจะรู้จักกันหมดแล้ว ตอนนี้เปลี่ยนไปเยอะ คนรู้จักน้อยลงมาก ปัญหาของผมอย่างหนึ่งคือ ผมสืบทอดการทำเพลงให้คนได้ยินไม่ได้ ตั้งแต่ตอนนั้น ตอนยุคนั้นเหมือนคนได้ฟังงานเราง่าย แต่พอยุคนี้เราปล่อยงานใหม่มา คนกลับไม่ค่อยได้ฟังแล้ว ก็ไม่แน่ใจว่าเพราะอะไร แต่เราจะพยายามต่อไปให้คนยอมรับในการทำเพลงของเรา และก็ได้ฟังงานใหม่ของเรามากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อก่อนจากทำเพลงแนวอินดี้ มาตอนนี้ก็ทำเพลงแนวใหม่ขึ้น เหมือนมันแมสขึ้นเรื่อยๆ ?

ผมอยากให้มันแมส ถ้ามองว่าแมสผมก็ดีใจครับ อยากให้ฟังเพลงใหม่นะครับ สอนใคร อันนี้น่าจะแมสที่สุดตั้งแต่เคยทำมาเลยครับ

คุณเคยบอกว่า มันมีเพลงที่ทำให้เกิดไอเดีย หรือความคิดจากเพลง ตอนนี้ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ไหม

ความจริงช่วงหลังผมไม่ค่อยคิดอะไรแบบนั้นแล้วครับ เพราะผมเคยลองในชุดแรก ชุดสองแล้ว อยากจะลองเปลี่ยนโลก ไม่เวิร์กครับ เราแพ้ เหมือนเราสู้กับกฎหมายยังไงเราก็แพ้ ดนตรีมีผลน้อยมากที่จะไปปรับเปลี่ยนอะไรของสังคมให้ดีขึ้น แต่อย่างน้อยเราก็ลองทำแล้ว แล้วก็รู้สึกว่ามันไม่เหมาะกับเราสักเท่าไร แต่หลังจากนั้นมาเราทำเพลงเพื่อว่า ให้คนฟังชอบ ไพเราะ แล้วก็เราชอบ หาแง่มุมใหม่ๆ ในเรื่องความรัก ในเรื่องอะไรทั้งหลายแหล่ อย่างเพลง ไม่ต้องทำหรอกบุญ มันจะพิเศษหน่อย จะคล้ายเพลงยุคแรกๆ ที่มีการเสียดสี จิกกัดสังคมอยู่บ้าง ก็ถือว่าเป็นโชคแล้วกัน ไม่ได้ตั้งใจทำเพลงแนวไหนเป็นพิเศษแล้ว มันเกิดจากการที่เราคิดถึงเรื่องนี้ แล้วก็อยากนำเสนอในแนวที่มันสุนทรีย์มากขึ้น

แต่เราก็โตขึ้นด้วย ?

ใช่ครับ มันจะไม่ค่อยฝืนคำเยอะนัก ในชุดแรก อารักษ์เดอะปีศาจแบนด์ กับ ออโต้อิโรติค มีคำที่ฝืนเยอะมาก เราพยายามใส่คำพวกนี้ในเพลงทั้งที่มันไม่จำเป็น เป็นข้อผิดพลาดตอนเด็กๆ เราก็พยายามแก้ไขมันในอัลบั้ม เหล็กกับไม้ แล้วก็ชุด aragochina หวังว่ามันจะสุนทรีย์ที่สุดครับ

ดนตรีแนว Samples หลัก ๆ มันเหมือนกับการตัดแปะ อย่างอัลบั้มที่เป็น Ref. ของชุดนี้คืออัลบั้ม Daytona ของ pusha t ซึ่งมันเกิดตัดแปะจากไวนิลเก่าๆ มาทำเป็นบีตแล้วร้องทับลงเป็น นั่นคือ Samples ดึงมาเปลี่ยนคีย์ ลาก มาเปลี่ยน Tempo เหมือนกัน เราก็ทำแบบนี้กับ aragochina พี่เล็ก ฮิวโก้มาเป็นโปรดิวเซอร์ คุณเมฆ มาชิน่า ก็มาเป็นคนตัดแปะ แต่ว่ามันต่างจาก Kanye west ก็คือเราเล่นเครื่องดนตรีลงไปด้วย เราตัดแปะเครื่องดนตรีของเราเอง ตัดแปะกีตาร์ เบส ก็เลยเป็นแซมเพิลซะเยอะ เห็นได้ที่สุดจากเพลง ไม่ต้องทำหรอกบุญ ตึ๊ดๆๆ แต๊วๆๆ (ฮัมทำนองเพลง) ทุกอย่างคือการตัดท่อนมาวางใหม่ เรียงให้มันเป็นของใหม่ขึ้นมา

สำหรับผม เพลงเป็นสิ่งที่อยากทำไปจนแก่ อยากทำให้มันดีขึ้นเรื่อยๆ ไปจนแก่เลยครับ หลายคนที่เป็นนักดนตรีแล้วไม่ได้ทำเพลงใหม่ๆ จะมีสองแบบ คือ ถ้าไม่ได้ทำเพลงเอง ก็คิดมากจนไม่กล้าปล่อยเพลง แต่ผมไม่ได้เป็นทั้งสองแบบเลย ผมทำเพลงเองได้ แล้วก็กล้าปล่อยเพลง เพราะฉะนั้นผมคงไม่หยุด แล้ว ณ ปัจจุบันนี้ ผมยังมีโชคทางด้านการเขียนอยู่ ผมยังคิดว่ามันเป็นโชคนะ ถ้าวันนึงผมโดนดึงโชคนี้ออกไป ผมคงต้องหยุดทำเพลง เพราะผมแต่งเพลงใหม่ไม่ได้ แต่ตอนนี้ยังแต่งได้อยู่ครับ

โชคดีในการเขียนคือ... ?

What the duck เขาให้อิสระในการทำเพลง จาก aragochina ผมยังเซ็นไว้อีก 6 เพลง ไม่ต้องห่วงครับยังทำอีกเยอะ ได้ฟังอีกเพียบ (หัวเราะ)

แล้วถ้าให้พูดถึงงานแสดงที่ผ่านมาล่ะ ?

การแสดงนี่มันจับพลัดจับผลูมากเลย ตอนแรกที่มาทำคือมันเป็นเรื่องของดวง แคสติ้งบอดี้ศพ 19 แล้วก็ได้ทั้งที่สมัยก่อนพยายามแคสโฆษณา หาเงินซื้อกีตาร์ก็ไม่ได้ซะที จากนั้นก็ยาว ผมยังไม่คิดเลยว่าจะมาถึงตรงนี้เลยนะ แต่ก็ดีใจมากๆ งานเบื้องหน้ามันก็สนุกแล้วก็สบายกว่าเบื้องหลัง เพราะงั้นผมยังอยากทำเบื้องหน้าอยู่ แต่ว่าเรื่องของวัย เรื่องของฝีมือ ไม่ใช่ว่าเราจะตอบโจทย์ได้คนเดียว มันต้องมีคนให้โอกาสเราด้วย ซึ่งไม่รู้ว่าโอกาสจะหมดไปเมื่อไร ถ้าเลือกได้ก็ยังอยากอยู่ไปเรื่อยๆ แต่ถ้าเขาไม่ชอบเราแล้วในแบบนี้ ผมก็ยังมีความฝันอยากทำเบื้องหลังอยู่ เช่น เขียนบท ได้ลองเขียนหลายเรื่องแล้ว แต่ยังไม่เสร็จ ยังไม่ได้เอาไปใช้ คือ ถ้าเราจะทำหนังเรื่องหนึ่ง เขียนบทเรื่องหนึ่ง เราอาจจะต้องทิ้งเวลาช่วงหนึ่งของชีวิตไปเลยเพื่อทุ่มกับตรงนั้น แต่หวังว่าสักวันหนึ่ง บทที่ผมเขียนจะได้เอาออกมาทำ ต่อให้ไม่ทั้งหมด แต่เกือบทั้งหมดก็ยังดี

การแสดงก็ให้ชื่อเสียงกับเรา มันทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไป เราอยู่กับมันมานานเลยเริ่มชินกับมันแล้ว แต่ที่มันให้มากกว่านั้นคือประสบการณ์ คุณรู้ไหมว่าผมถักเปียเป็น จากเรื่องเก็บรักของ GMM ผมไปเรียนทำผมเพื่อเล่นเป็นช่างทำผม แล้วผมซอยผักชีได้เร็วมาก เพราะไปเรียนเป็นเชฟ จากเรื่อง โอ้มายโกส ผมขี่ม้าเป็นเพราะขุนพันธ์ 2 ผม Speed load ปืนลูกโม่ได้เพราะขุนพันธ์ 2 ผมเล่นยูโดเพราะผมเล่นละครสิงคโปร์ ประสบการณ์มันเยอะมากเลย นี่แค่สกิลนะ ยังมีการเดินทางการเจอเพื่อนมนุษย์อีกมากมาย การแสดงให้มาหมดเลย นอกจากเรื่องเงินแล้ว พวกนี้น่าจะล้ำค่ากว่าด้วยซ้ำ

ต้องเรียกว่ามันเป็นจังหวะชีวิตของเราด้วยไหม

ผมมีหลายจังหวะชีวิตเลยครับ จังหวะใหญ่ที่สุดคือ เลิกกับแฟน เลิกกับค่าย เลิกกับวงในปีเดียวกัน ปีนั้นค่อนข้างทำให้เราเปลี่ยนอะไรเยอะ เพราะสุดท้ายในวันที่เราไม่เหลืออะไร มันไม่มีใครอยู่กับเรานะ ถ้าเราไม่เก่ง ไม่ดัง ไม่มีใครอยู่กับเราจริงๆ นะ แล้วบางทีอุบัติเหตุบางอย่าง ก็ทำให้เห็นว่าคนที่อยู่กับเราจริงๆ ก็คือพ่อแม่ นี่คือโลกมนุษย์ นี่คือธรรมชาติ ธรรมชาติมันโหด ถ้าใครอ่อนแอ ตาย มันเป็นแบบนั้น ดูง่าย ๆ สัตว์ในโลก ตอนนี้สัตว์ที่เยอะที่สุดเป็น หมู ไก่ วัว เพราะมนุษย์กินไง ตัวอื่นที่ไม่จำเป็นก็ฆ่าทิ้งหมด มันเป็นแบบนั้น นี่คือสิ่งที่ชีวิตสอนผม มันอาจจะโหดนิดนึง แต่มันคือเรื่องจริง

มีช่วงที่รู้สึกหลงทางบ้างหรือเปล่า

จะมีช่วงหนึ่ง ช่วงที่ว่าง แล้วรู้สึกว่าจะอยากขายของ อยากทำของนู่นนี่ แต่มันแป๊บเดียวก็ไม่ว่างแล้ว มันเลยกลายเป็นว่าสุดท้ายแล้วเราอาจจะต้องโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า อย่าไปคิด ฝัน จะทำอะไรเพื่ออนาคตมากนัก สำหรับผมนะ ผมรู้สึกแบบนั้น รู้สึกว่าต้องทำสิ่งที่มีความสุข เลี้ยงตัวเองได้ไปก่อน แล้วก็อย่าไปสนกับอนาคตมากนัก เพราะเราไม่รู้ว่าอนาคตจะมาถึงเมื่อไร ทำตรงนี้ให้ดีก่อน

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่า อย่างไหนใช่ หรือไม่ใช่

สำหรับเด็กสมัยนี้ผมว่าโอกาสน่าจะเยอะกว่า คุณแทบไม่มีอะไรปิดกั้นความชอบของคุณเลย คุณชอบอะไรก็ได้ สมัยก่อนถ้าชอบเกม โดนหาว่าเป็นไอ้โง่นะ ชอบเกมคือพวกดักดาน ไม่เอาถ่าน เสียเวลา ตอนนี้ชอบเกมเป็นนักกีฬาเกมได้ ชอบแต่งหน้าเป็นบล็อกเกอร์ได้ เป็นได้ทุกอย่างแล้ว อยู่ที่คุณชอบแล้วคุณเก่งพอหรือเปล่า มากกว่า ถ้าคุณเก่งพอ ผมว่าทำได้

ผมนับถือมากครับ เด็กสมัยนี้เก่งกว่าสมัยผมมาก เราจะโทษช่วงเวลา อินเทอร์เน็ตหรืออะไรก็ตาม แต่เด็กเก่งกว่าสมัยผมที่เป็นมาก ตอนที่ผมเล่นสเลอ ปรับหน้าตู้แอมป์มั่วๆ ซั่วๆ ไม่รู้เรื่อง แต่ไปดูวงรุ่นน้อง โห ทำไมมันเก่งขนาดนี้วะ คือสกิลเรารู้แล้วว่าเขาเก่ง แต่ประสบการณ์บนเวทีเขาน้อยมาก แต่เขากลับทำได้ดีขนาดนี้ ในยุคนั้นมันนึกไม่ออก ว่ามันควรจะต้องเป็นแบบไหน แต่ยุคนี้เราเห็นอะไรแบบนี้เยอะมาก นับถือมากๆ นี่แค่เรื่องดนตรีนะ เรื่องอื่นเด็กที่เก่งๆ ก็เยอะมาก

แต่เรื่องของเงิน ความสำเร็จมันไม่ได้วัดทุกอย่างเสมอไป เพราะว่าคุณอาจจะทำตอนนี้ แต่อีก 3 4 5 ปี อาจจะสำเร็จก็ได้ อย่างแก๊ง FEDFE ผมเห็นตั้งแต่อยู่กับพี่เอส คมกริช ตอนนั้นผมเห็นก็แบบ เด็กพวกนี้มันตลกว่ะ มันกวนว่ะ แต่เราก็ไม่นึกว่ามันจะโด่งดังเป็น FEDFE นะ มันคือแบบเราไม่มีทางรู้เลยครับ เช่นเดียวกัน ทำไปเรื่อย ๆ อาจจะไม่ดังก็ได้ โลกมันโหดร้ายแบบนี้แหละ

เหมือนอย่างที่คุณก็ทดลองกับชีวิตตัวเองไปเรื่อยๆ อย่างการขึ้นไปบนเวทีมวย?

ก็.. แพ้นะครับ แต่ถามว่าคุ้มค่าไหม ผมว่าคุ้มค่า แต่มันก็เหนื่อยเกินไป เพราะว่าผมเล่นละครอยู่ 2 เรื่อง มันไม่เหลือชีวิต ผมไม่เจอใครเลย วันที่ไปเล่นคอนเสิร์ตก็มีซ้อมเพื่อเล่นคอนฯ บ้าง แต่วันปกติผมไม่มีแฟน ไม่เจอเพื่อน ไม่ได้ออกไปผับ อยู่ที่ยิม กินข้าว นอน ทำงาน ซ้อมมวย แล้วก่อนวันที่จะต่อยผมได้นอนวันละ 5 ชั่วโมง เพราะถ่ายละครหนัก เวลามันน้อยมาก แต่ได้ประสบการณ์เยอะมาก ได้อยู่แบบนักมวยที่ซ้อมจะขึ้นชก ไม่ได้ซ้อมเล่น ๆ สมองเรา ความคิดเราอีกแบบเลย

ตอนแรกผมชอบสู้อยู่แล้ว แล้วก็ถ้ามีคนมาชวนแล้วผมไม่รับ ผมคงรู้สึกเสียดาย ผมก็รับผิดนิดนึง เพราะพี่บีมเขาตัวใหญ่กว่าเยอะ ในน้ำหนักที่เขาเขียนมาพิกัดคือ 70 แต่ 70 ที่ว่าคือน้ำหนักที่เขาลดลงมาแล้ว เขาหนักจริง 77 แต่ในขณะที่ผมกินเพื่อขึ้นไป 70 ต้องกินเพื่อให้ดูพลุ้ยๆ หน่อย แต่พี่บีมนี่แน่นมากเลย น้ำหนักตอนที่ขึ้นต่อยมันก็เท่ากัน แต่กล้ามเนื้อมันคนละแบบ น้ำหนักกระดูกมันคนละไซส์ ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดี พี่บีมน่ารักมาก ได้ขึ้นต่อยกันจริง ๆ เอาไปโม้ให้ลูกฟังได้ว่า พ่อเคยขึ้นต่อยแล้ว เคยโดนน็อกด้วย

ถ้าไม่ทำคงเสียดาย เราก็ใช้บ่อยครับ แต่บางทีก็ยังเสียดายอยู่นะ พ่อเคยสอนไว้ว่าลูกผู้ชายเสียใจดีกว่าเสียดาย ผมสู้มาตลอด ตอนเด็กผมเรียนมวย แล้วผมก็เลิกมวยไปปีนเขา ผมก็รู้สึกว่าอยากสู้ ชอบสู้ พอมีคนชวนให้สู้กับดาราด้วยกัน แล้วถ้าเราไม่รับเนี่ย มันดูแบบเสียดายแน่นอน ก็เลยรับ แต่ก็ผิดไปหน่อยเพราะน้ำหนักที่เขาเขียนมามันไม่ตรง แต่พอรับไปแล้ว พี่บีมบอกจะลดลงมาให้ ก็โอเค มาลุยกัน ความจริงมันไม่ใช่ลูกผู้ชายอย่างเดียวนะ ทุกคนนั่นแหละ เสียใจดีกว่าเสียดาย ผมแพ้ผมเสียใจนะ แต่ถ้าถามว่าผมเสียดายไหม ไม่ เพราะผมทำเต็มที่แล้ว แต่เสียใจที่ไม่ได้มีความพร้อมที่ดีกว่านี้ อาทิตย์ก่อนหน้านั้นไม่สามารถพักผ่อนได้เพียงพอจริง ๆ

ถ้าให้ทำอีกที จะทำไหม

คงต้องรออีกสักพักครับ อายุผมไม่น้อยแล้ว เจ็บแล้วหายช้า นี่ก็เจ็บไหล่อยู่ ถามว่าถ้าทำอีก ทำได้แต่ต้องทิ้งทุกอย่าง 3 เดือนต้องทิ้งทุกอย่าง ไม่ใช่ทิ้งแค่นี้ ต้องทิ้งละคร ทิ้งทุกอย่าง ผมถึงจะกล้าทำอีก ถ้าจะทำหยิบย่งแบบนี้ไม่เอาแล้ว มันอันตรายเกินไป

จากการพูดคุยทั้งหมดทั้งมวลนี้ เชื่อได้เลยว่า ไม่ว่าหนุ่มคนนี้จะเดินหน้าไปในทิศทางไหนในวงการบันเทิงเขาจะต้องทำมันได้ดีขึ้นกว่าเดิมแน่ๆ

ถ้าไม่ทำคงเสียดาย เราก็ใช้บ่อยครับ แต่บางทีก็ยังเสียดายอยู่นะ พ่อเคยสอนไว้ว่าลูกผู้ชายเสียใจดีกว่าเสียดาย

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?