ความฝัน การต่อสู้ และความเท่าเทียมบนเวที Miss Tiffany
  • Lifestyle
  • Jul 19, 2019

คุณคงสังเกตเห็นว่าเมืองไทยเรามีเวทีประกวดนางงามเยอะมาก นางงามในที่นี้ไม่ได้หมายถึงผู้หญิงตามเพศสภาพเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสาวๆ กลุ่ม Transgender ด้วย ที่ความสวยตีคู่มาติดๆ กันเลยทีเดียว

แต่นอกจากความสวย (ที่ผู้หญิงแท้ยังอิจฉา) ของ "สาวประเภทสอง" หรือผู้หญิงข้ามเพศแล้ว หากมองให้ลึกลงไป เวทีการประกวด Miss Tiffany's Universe นั้นไม่ได้เป็นแค่พื้นที่ให้พวกเธอโชว์รูปร่างหน้าตาที่สวยงามเท่านั้น แต่ยังให้ที่ยืนที่เสมอภาคและเท่าเทียมกับพวกเธอด้วย เพราะในชีวิตจริง การใช้ชีวิตของกลุ่ม LGBTQ+ ในสังคม มันไม่ง่าย!

เพราะไม่ง่าย เลยต้องสู้! 

เคยได้ยินมั้ยว่ากลุ่ม Transgender (ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายสิบเฉดสีของ LGBTQ+) มักรู้สึกว่าตัวเองเกิดมาผิดร่าง เช่น ฉันเป็นผู้หญิงที่เกิดมาในร่างผู้ชาย หรือ ฉันเป็นผู้ชายที่เกิดมาในร่างผู้หญิง และรู้ตัวมาตั้งแต่เด็กๆ เท่ากับว่าการต่อสู้ที่จะใช้ชีวิตโดยได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง มันเริ่มตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว

"ย้อนเวลาไปสมัยอนุบาล ตั้งแต่จำความได้เราก็รู้ตัวแล้วเราเป็นผู้หญิง ตอนนั้นก็ไม่รู้หรอกว่าเพราะอะไร อาจจะเพราะเราถูกเลี้ยงมากับพี่น้องผู้หญิง หรืออาจจะด้วยตัวตนของเราจริงๆ พอเราเปิดเผยว่าเราเป็นแบบนี้ ที่บ้านไม่ยอมรับค่ะ ช่วงที่เรียน ม.ต้น พ่อแม่ก็คือไม่ยอมรับมากเลย" กู้-กุสุมา ผลานันต์ ผู้เข้าประกวดมิสทิฟฟานี หมายเลข 3 ถ่ายทอดเรื่องราวในวัยเด็กให้ฟัง

ตั้งแต่นั้นมาชีวิตเธอก็ไม่ง่ายอีกเลย แต่ในเมื่อรู้ตัวว่ามาทางนี้แล้วก็ต้องสู้เพื่อตัวเองให้ถึงที่สุด เธอใช้ความขยัน อดทน ตั้งใจเรียนจนมีผลการเรียนที่ดี เอามาต่อสู้กับกำแพงที่พ่อกับแม่สร้างปิดกั้นไว้ จนวันหนึ่งเธอก็ทลายกำแพงลงได้

"เราก็ใช้การเรียนเข้าสู้กับตรงนี้ค่ะ พอเราเรียนดี เรื่องเพศก็เลยดรอปลงไป แล้วความสามารถก็ทำให้เราโดดเด่นขึ้นมาแทน พ่อแม่เขาก็เริ่มยอมรับ เขาคงเห็นว่าจะเป็นสาวประเภทสองก็ไม่เป็นไร เพราะลูกก็ตั้งใจเรียน เอาตัวรอดได้ เป็นคนดีได้ จบมหาวิทยาลัยด้วยเกรด 3.25 ค่ะ" 

พอเรียนจบก็ได้งานทำทันทีในสายงานพนักงานต้อนรับของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เธอบอกว่าตัวเองโชคดี ไม่มีอุปสรรคในการทำงานเลย เพราะสายงานนี้เปิดกว้างสำหรับสาวๆ Transgender อยู่แล้ว และยังบอกอีกว่าสมัยนี้สังคมเปิดรับกลุ่ม LGBTQ+ มากกว่าเดิมเยอะ 

"บางคนอาจจะมีอคติว่าสังคมไม่ยอมรับพวกเรา ไปสมัครงานที่ไหนเขาก็ไม่รับหรอก แต่จากประสบการณ์ของเรา กลับเห็นว่ามีเพื่อนๆ LGBTQ+ เป็นทั้งคุณครู พยาบาล หรืออาชีพอื่นๆ อีกมากมาย ตอนเด็กๆ ก็ไม่เชื่อนะ เคยมีอคติแบบนั้น แต่พอโตขึ้น ได้เรียนรู้และเข้าใจโลกมากขึ้นว่า มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราเป็นเพศไหน แต่มันอยู่ที่ว่าเราทำงานนั้นได้หรือเปล่าต่างหาก"

ข้าราชการ VS Transgender

บางคนอาจจะโชคดีในเรื่องการสมัครงาน แต่กับ มากี้-กชพร พิรณฤทธิ์ สาว Transgender ผู้เข้าประกวดหมายเลข 19 ไม่เป็นแบบนั้น เพราะกว่าที่เธอจะเข้ามาเป็น ข้าราชการครู ได้อย่างภาคภูมิอย่างทุกวันนี้ ต้องต่อสู้กับการยอมรับของสังคมข้าราชการอย่างหนักหน่วง

"ต้องต่อสู้กับอะไรหลายๆ อย่างมากค่ะ เพื่อให้สังคมยอมรับ เพื่อให้เราได้มีจุดยืน มากี้เชื่อว่าสาวประเภทสองทุกคนมีความสามารถ หลายคนเก่งมากนะคะ บางคนเรียนจบได้เกียรตินิยม แต่พอไปสมัครงานกลับไม่ได้รับโอกาส เพียงเพราะโดนตัดสินจากเรื่องเพศสภาพ ไม่ได้มองที่ความสามารถของตัวบุคคล

ตัวเราเองกว่าจะมาบรรจุเป็นข้าราชการได้ ก็ต้องต่อสู้มากๆ ที่จริงในโรงเรียนของมากี้ มีครูผู้ใหญ่หลายท่านที่ไม่เห็นด้วยกับการรับ Transgender แต่งหญิงมาสอนในโรงเรียน เพราะเขามองว่าจะเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีให้กับนักเรียน คิดว่าเด็กจะเลียนแบบเป็นสาวประเภทสองอย่างเรา ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ใช่ คือมันไม่ใช่อะไรที่แค่มองเห็นแล้วก็เป็นตามกันได้

ภาพจาก: FB Misstiffany

แม้ตอนแรกๆ จะไม่ได้รับการยอมรับ แต่ด้วยการวางตัวที่ดีบวกกับความมุ่งมั่นตั้งใจในการสอนนักเรียน ทำให้เธอเอาชนะความยุ่งยากเหล่านั้นมาได้

"สิ่งที่เด็กจะเลียนแบบได้ก็คือพฤติกรรม เราเป็นครูก็ต้องวางตัวให้เหมาะสมเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับนักเรียน เรามองแบบนั้นมากกว่า แต่งตัวเรียบร้อยสุภาพ วางตัวให้เด็กเคารพ เด็กๆ ในโรงเรียนไม่มีใครล้อมากี้เลยนะคะ เขารู้นะคะว่าเราเป็น Transgender แต่ไม่มีการบูลลี่เลย

ส่วนเพื่อนร่วมงานก็มีบางคนที่อาจจะไม่ค่อยชอบเราในแบบที่เราเป็น แต่เราก็พยายามพิสูจน์ตัวเอง ทำให้เขาเห็นว่าเราสามารถเป็นครูที่ดีได้ เราไม่ได้เป็นตัวปัญหา ไม่ได้ทำให้โรงเรียนเสื่อมเสีย เราก็เป็นคนๆ หนึ่งเหมือนกับคุณ ที่อยากมีสิทธิในการทำอาชีพที่เรารัก ทำให้เขาเห็นว่าเราทุ่มเทกับการสอนมากๆ ซึ่งเขาก็เห็น เข้าใจ ยอมรับ และไม่ได้ปิดกั้นอะไรเราอีก"

LGBTQ+ เท่ากับผิดปกติ?

อีกมุมหนึ่ง ชีคกี้-สุรัตฏิกาล สวิงคูณ ผู้เข้าประกวดมิสทิฟฟานี หมายเลข 17 แม้จะไม่ได้ต่อสู้เพื่อตัวเอง เพราะโชคดีที่ครอบครัวยอมรับและสนับสนุนในสิ่งที่เธอเป็นมาตั้งแต่เด็ก เธอจึงใช้โอกาสที่มีมากกว่าคนอื่น ไปต่อสู้ช่วยเพื่อนๆ กลุ่ม LGBTQ+ อีกหลายคนที่ยังตกอยู่ในหลุมดำแห่งการไม่ถูกยอมรับ

เธอได้เข้าร่วมทำงานกับ สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย (rsat) ทำหน้าที่เป็นวิทยากรกระบวนการ (Facilitator) จัดค่ายกิจกรรมเพื่อสร้างการเรียนรู้ ความเข้าใจ และจูนทัศนคติในแง่บวก ไม่ดูถูกตัวเอง ให้กับน้องๆ กลุ่ม LGBTQ+ ในสังคมชนบท บางคนเป็นทุกข์ ไม่กล้าเปิดเผยตัวเอง บางคนโดนสังคมรังเกียจ หรือโดนหาว่าเป็นคนบาปที่ต้องกำจัดออกไปจากชุมชน

ภาพจาก: IG Cheekie

"มีเคสหนึ่งครอบครัวเป็นคาทอลิกเคร่งศาสนามาก แล้วลูกเป็น LGBTQ+ พ่อเขาก็คิดว่านี่คืออาการของผีเข้า ก็เอาน้ำมนต์มารดๆ ใส่ตัวลูก บอกว่าต้องไล่ผีออกนะ มันผิดปกติ ลูกกำลังทำบาป เราก็ได้เข้าไปช่วยเคสนี้ เข้าไปพูดคุยว่าเขาสะดวกใช้ชีวิตแบบไหน ถ้าทำงานได้แล้วก็แนะนำว่าอาจจะปลีกตัวออกมา เว้นระยะห่างกับครอบครัวสัหน่อย เพื่อไม่ให้เกิดการแตกแยก ให้เขาดูแลตัวเองได้ และทำให้พ่อแม่ภูมิใจแล้วการยอมรับจะตามมาเอง" 

นอกจากนี้เธอยังทำแคมเปญรณรงค์การป้องกันการติดเชื้อ HIV ในกลุ่ม  LGBTQ+ โดยลงพื้นที่ไปตามสถานบันเทิงและเชิญชวนให้ไปตรวจเลือดประจำปี เธอบอกว่าโรคนี้ถ้ารู้ก่อน รักษาได้เร็ว มีโอกาสหายแน่นอน และยังมีคำแนะนำเกี่ยวกับการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินให้แก่น้องๆ อีกด้วย เพื่อป้องกันและสร้างความปลอดภัยด้านสุขภาพให้ทุกคน เธอมีเป้าหมายว่าจะต้องทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อในกลุ่ม LGBTQ+ ลดลงให้ได้

ความเท่าเทียมที่ (ยัง) ไม่เท่าเทียม

ดูเผินๆ เหมือนว่าสังคมยุคนี้เปิดใจยอมรับสาวๆ Transgender มากขึ้นกว่าเมื่อก่อน แต่ในความเท่าเทียมก็อาจจะยังไม่เท่าเทียมอย่างแท้จริง เพราะเมื่อเรายิงคำถามไปว่า อยากให้มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือเอื้ออำนวยให้กับพวกเธออีกมั้ย? เราก็ได้คำตอบแบบนี้...

กู้-กุสุมา ผลานันต์: อยากให้ Transgender สามารถเปลี่ยนคำนำหน้าได้ค่ะ และอีกอย่างคืออยากผลักดัน "พ.ร.บ. คู่ชีวิต" อยากเห็นสาวๆ  Transgender สามารถสร้างครอบครัวได้เหมือนคู่รักคู่อื่นๆ ทั่วไปค่ะ

ชีคกี้-สุรัตฏิกาล สวิงคูณ: อยากให้เกิด "พ.ร.บ. คู่ชีวิต" ของกลุ่ม LGBTQ+ เพราะมีหลายเหตุการณ์ที่เป็นเหตุฉุกเฉิน เช่น หากเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงที่ต้องผ่าตัดด่วน ซึ่งคู่ชีวิตต้องเป็นคนเซ็นยินยอมให้แพทย์ผ่าตัดทันที (ในกรณีที่ไม่มีญาติคนอื่นๆ อยู่ใกล้ตัว) แต่เขากลับเซ็นต์ไม่ได้ เพราะไม่มีสิทธิในร่างกายของกันและกัน ทำให้เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ มันไม่ได้เป็นแค่เรื่องทรัพย์สิน สินสมรส แต่มันเกี่ยวโยงไปถึงเรื่องสิทธิด้านกฎหมาย สิทธิการรักษาในระบบสาธารสุขด้วย

ความฝันที่มากกว่า "มงลง"

แน่นอนว่าสาวๆ ที่มาประกวดเวทีนี้ก็อยากจะ "มงลง" กันทุกคน แต่นอกเหนือจากความใฝ่ฝันเรื่องมงกุฎและตำแหน่งมิสทิฟฟานี่ 2019 แล้ว พวกเธอยังมีฝันที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น

กู้-กุสุมา ผลานันต์: ฝันอยากได้ตำแหน่งและเป็นตัวแทนประเทศไทยไปประกวดในเวทีนานาชาติ ไปทำให้โลกรู้ว่ากลุ่ม LGBTQ+ ในเมืองไทยได้รับการยอมรับมากขึ้น และเราเป็นอีกกลุ่มคนหนึ่งที่อยากช่วยพัฒนาประเทศเหมือนกับทุกๆ คน อีกอย่างคืออยากกลับไปทำงานที่บ้านเกิดที่ จ.อุบลราชธานี ไปดูแลพ่อกับแม่ และอยากเป็นข้าราชการที่สามารถมีสิทธิมีเสียงช่วยพัฒนาชุมชนในบ้านเกิดได้

มากี้-กชพร พิรณฤทธิ์: เราชอบเวทีมิสทิฟฟานี่มาก อยากมาประกวดบนเวทีอันทรงเกียรติแห่งนี้ให้ได้สักครั้งในชีวิต แล้วการที่เรามายืนอยู่บนเวทีนี้ อาจจะได้หรือไม่ได้มงกฎก็ตาม แต่อย่างน้อยก็ทำให้สังคมได้เห็นถึงความสามารถด้านการทำงานของกลุ่ม LGBTQ+ ว่าสามารถทำได้หลากหลายอาชีพ ไม่ต่างจากคนอื่นๆ เลย หลังจากจบการประกวดก็จะยึดมั่นกับการเป็นคุณครูที่ดีต่อไป

สำหรับสาวกนางงามทั้งหลาย โดยเฉพาะแฟนๆ ของเวทีมิสทิฟฟานี 2019 อย่าลืมรอชมการถ่ายทอดสดการประกวดรอบตัดสินในคืนวันที่ 20 กรกฎาคม 2019 เวลา 22.25 - 00.25 น.

เรื่อง: วรุณรัตน์ คัทมาตย์

กราฟิก: ณัฐนิช อิสรเสรีธรรม

ภาพ: วันชัย ไกรศรขจิตmisstiffanyuniverse

ศักยภาพและความสามารถของคนๆ หนึ่ง ไม่ได้ตัดสินกันด้วยเพศ เมื่อโลกใบนี้กว้างขึ้นมากกว่าที่เคย การยอมรับคนทุกเพศในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการเหมือนๆ กัน

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์