I Don't Want to Sleep Alone ความเนิบช้าอันสามัญและอัศจรรย์ใจ
  • Lifestyle
  • Jun 28, 2019

สำหรับงานเขียนชิ้นแรกที่ Bottom Line ขอประเดิมด้วยหนังที่เรามีโอกาสได้ไปดูในเทศกาล 2019 Taiwan LGBTQ Film Festival in Bangkok ที่จัดขึ้นที่สมาคมฝรั่งเศส กรุงเทพ หนังเรื่องนี้มีชื่อว่า I Don't Want to Sleep Alone (2006) 

ผลงานของ ไฉ้ หมิงเลี่ยง (Tsai Ming-liang) ผู้กำกับชาวมาเลเซีย/ไต้หวัน เจ้าของฉายา ปรมาจารย์แห่งหนังเนิบช้า (Master of Slow Cinema)

หนังถ่ายทอดเรื่องราว (หรืออันที่จริง ภาพเคลื่อนไหวอันเนิบช้า) ของชายหนุ่มเร่ร่อนนิรนามผู้โดนทำร้ายจนบาดเจ็บ และถูกเก็บไปฟูมฟักดูแลโดยชายหนุ่มแรงงานต่างด้าว ผู้หมายปองเขา รวมถึงหญิงสาวชนชั้นแรงงานและสาวใหญ่เจ้าของบ่อนไพ่นกกระจอก ที่ต้องดูแลประคบประหงมชายหนุ่มพิการบนบ่อนซอมซ่อ ในตรอกซอกซอยมืดอับของกรุงกัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงของประเทศมาเลเซีย 

หนังแสดงให้เห็นสภาพชีวิตของชนชายขอบและชนชั้นล่างในกัวลาลัมเปอร์ ยามเศรษฐกิจตกต่ำ ที่ต่างต้องดิ้นรนกระเสือกกระสน ใช้ชีวิตอย่างอัตคัต ไร้ทางออก ในเมืองใหญ่อันโสโครกไปด้วยขยะและหมอกควัน ถึงกระนั้นพวกเขาเหล่านั้นก็ยังคงมีอารมณ์ ความรัก ความใคร่ และความปรารถนาอยู่อย่างเต็มเปี่ยม หนังดำเนินไปด้วยอารมณ์เนิบช้า หดหู่ ตายซาก แต่บางครั้งก็เต็มไปด้วยความแปลกประหลาด ชวนเคลิ้มฝัน และขำขื่นในบางครา

การดูหนังเรื่องนี้ตอกย้ำความรู้สึกของเราว่า หนังของไฉ้ หมิงเลี่ยง ถูกออกแบบให้ดูในโรงภาพยนตร์อย่างแท้จริง ทั้งงานด้านภาพ ที่ถึงแม้กล้องจะแช่ภาพนิ่งและนานโคตรๆ บ่อยครั้ง ถึงบ่อยที่สุด หากแต่ภาพในหนังก็เต็มไปด้วยมิติความลึกของพื้นที่ และเผยให้เห็นถึงรายละเอียดของการไหลผ่านของเวลาอย่างน่าทึ่ง (ถ้าเราอดทนพอที่จะสังเกตมัน) ยังไม่นับการใช้ศักยภาพของแสงสว่างและความมืดอย่างประณีต และการถ่ายทอดบรรยากาศในฉากหลังของหนังออกมาได้อย่างเปี่ยมมนต์ขลัง ไฉ้ หมิงเลี่ยงเป็นผู้กำกับที่เก่งกาจในการเลือกเฟ้นฉากในการถ่ายทำ ฉากในหนังของเขาทุกเรื่องเต็มไปด้วยความสมจริงและเหนือจริงในคราเดียวกัน 

องค์ประกอบที่โดดเด่นอีกประการก็คือเสียง โดยเฉพาะเสียงบรรยากาศในฉากที่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างซับซ้อนละเอียดอ่อน หลายครั้งเสียงบรรยากาศที่ว่า ก็เป็นตัวเล่าเรื่องราวโดยที่ตัวละครไม่ต้องพูดออกมาสักคำ

ถึงหนังจะเนิบช้าไปจนนิ่งงันในบางขณะ แต่ก็เป็นความช้าที่ปล่อยพื้นที่ว่างให้เราได้หายใจ ซึ่งเป็นสิ่งเราไม่ค่อยพบเห็นในหนังกระแสหลักหรือหนังบล็อกบัสเตอร์ ที่รวดเร็วจนไม่ปล่อยให้เราหยุดพัก และแม้จะเคลิ้มไปกับบรรยากาศเอื่อยเฉื่อยในหนังจนวูบหลับไปบางขณะ แต่เราก็ยังตื่นมารื่นรมย์กับหนังต่อได้โดยไม่สะดุดอารมณ์แต่อย่างใด

หนังถ่ายทอดภาพกิจกรรมบ้านๆ ธรรมดาๆ ของสามัญชน อย่างการทำอาหาร กินข้าว อาบน้ำ ซักผ้า นอนหลับ ร่วมรัก หรือแม้แต่การขับถ่ายปัสสาวะอุจจาระ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ บางครั้งก็กระอักกระอ่วน แต่ก็เปี่ยมเสน่ห์อย่างน่าประหลาด โดยเฉพาะฉากพลอดรักท่ามกลางฝุ่นควันพิษ ที่เรายกให้เป็นฉากเลิฟซีนที่ทุลักทุเลที่สุดฉากหนึ่งในโลกภาพยนตร์เลยก็ว่าได้

ถึงแม้ตัวละครในหนังแทบจะไม่มีบทสนทนาหรือพูดจาอะไรกันเลย แต่มันก็วิพากษ์วิจารณ์สภาพสังคม ความเป็นอยู่อันแร้นแค้น และคุณภาพชีวิตอันต่ำเตี้ยเรี่ยดินของคนชายขอบและชนชั้นล่างผู้อาศัยอยู่ในมุมมืดอับที่ซ่อนเร้นอยู่ในมหานครกัวลาลัมเปอร์ออกมาได้อย่างถึงแก่น ด้วยการใช้รายละเอียดของฉาก บรรยากาศ กิจวัตรความเป็นอยู่ของผู้คนเหล่านี้ออกมาได้อย่างเรียบง่าย เป็นธรรมชาติ ดิบ สมจริง บางครั้งก็เหนือจริงอย่างยิ่ง

สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งอีกประการในหนัง คือการที่ผู้กำกับเลือกให้ตัวละครชายหนุ่มเรร่อนผู้เป็นที่หมายปองของตัวละครชายหญิงน้อยใหญ่ในเรื่อง กับชายหนุ่มอัมพาตผู้นอนนิ่งเป็นผักให้สาวใหญ่เจ้าของบ่อนไพ่นกกระจอกกับลูกจ้างสาวคอยประคบประหงมดูแล รับบทโดยนักแสดงขาประจำของเขาอย่าง หลี่ คังเซิง ทั้งคู่ 

การเลือกนักแสดงคนเดียวให้มารับบทตัวละครสองคนเช่นนี้เป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมอย่างเราตีความว่าตัวละครสองตัวนี้อาจจะเป็นคนคนเดียวกัน แต่อยู่คนละมิติเวลา ชายพิการอาจเป็นอนาคตกาลของชายเร่ร่อนก็เป็นได้ ตอนดูก็รออยู่ว่าเมื่อไหร่มิติเวลาสองเส้นจะมาบรรจบกันเสียที! 

ฉากที่ตัวละครชายเร่ร่อนนอนอยู่ในห้องใต้หลังคาแอบมองลอดช่องพื้นกระดานลงไปเห็นชายพิการนอนหายใจรวยรินอยู่ในห้องข้างล่างจึงเป็นห้วงเวลาที่มหัศจรรย์มากๆ สำหรับเรา เช่นเดียวกับห้วงเวลาที่เกิดขึ้นฉากสุดท้ายของตัวละครพระหนุ่มในหนัง ลุงบุญมีระลึกชาติ (2010) และทำให้เรามองว่า I Don't Want to Sleep Alone มีความเป็นหนังสัจนิยมมหัศจรรย์ หรือแม้แต่ความเป็นหนังไซไฟเอามากๆ

อีกทั้งการที่หนังได้รับทุนจากรัฐบาลประเทศออสเตรีย กรุงเวียนนา ในโอกาสเฉลิมฉลอง 250 ปี ชาติกาลของโมสาร์ท (ซึ่งเป็นทุนเดียวกับที่ “แสงศตวรรษ” ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ได้รับ) ซึ่งเป็นเหตุผลที่ผู้กำกับใส่บทเพลงจากโอเปรา The Magic Flute ของโมสาร์ทลงไปในฉากเริ่มต้น และทำให้หนังเรื่องนี้แฝงด้วยมนต์มายาอันมหัศจรรย์อย่างเต็มเปี่ยม

เรื่อง: ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์ 
ภาพ: Chen Yen-Lin, 2019 Taiwan LGBTQ Film Festival in Bangkok

นี่คือหนังที่สะท้อนคุณภาพชีวิตอันต่ำเตี้ยเรี่ยดินของคนชายขอบและชนชั้นล่างในมาเลเซียที่คุณต้องห้ามพลาด

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?