Andy Yang เชฟไทยคนแรกที่คว้ามิชลิน 1 ดาวได้ถึง 2 ร้าน!
  • Lifestyle
  • Nov 14, 2019

จะมีเชฟคนไทยสักกี่คนกันที่สามารถประสบความสำเร็จในธุรกิจร้านอาหาร ที่ได้มาตรฐานระดับมิชลินสตาร์ทั้งในต่างประเทศและดินแดนบ้านเกิด เชฟแอนดี้ ยังเอกสกุล หรือ Andy Yang คือคนแรกที่ทำได้!

ไม่กี่วันที่ผ่านมา หลายคนคงทราบว่าเพิ่งจะมีการประกาศรายชื่อร้านอาหารที่ได้รับรางวัล ดาวมิชลิน (MICHELIN Star) และ ‘บิบ กูร์มองด์’ (Bib Gourmand) ปีล่าสุด พร้อมทั้งเปิดตัว ‘มิชลิน ไกด์ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ตและพังงา’ ประจำปี 2563 ซึ่งเป็นคู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พัก มิชลิน ไกด์ ฉบับที่ 3 ของประเทศไทย

โดยปีนี้มีร้านอาหารในประเทศไทย (ที่เป็นร้านน้องใหม่) จำนวน 4 ร้านที่สามารถคว้า 1 ดาวมิชลิน ได้เป็นปีแรก หนึ่งในนั้นคือร้านอาหารของเชฟแอนดี้ ยังเอกสกุล เชฟรุ่นใหม่ไฟแรงมากความสามารถ Bottom Line ไม่รอช้าคว้าตัวเชฟคนดังมาพูดคุยถึงการได้รับรางวัลมิชลิน 1 ดาว เป็นครั้งที่ 2 ให้แก่ 2 ร้านอาหาร ได้แก่ ร้าน Rhong-Tiam ในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และร้าน Table 38 ในประเทศไทย

- อาหารไทยต้องเป็นยา! -

หลังจากลงเวทีรับรางวัลมิชลิน เชฟแอนดี้บอกกับเราว่าการได้รับ 1 ดาวมิชลินเป็นครั้งที่สองนี้ช่วยให้ตัวเขาเองในฐานะคนไทยได้ส่งต่อ Message ที่อยากบอกในเรื่องอาหารไทยเป็นยาออกไปได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น

เมื่อปี 2010 เจ้าตัวเคยได้มิชลินสตาร์ 1 ดาวจากร้านอาหารไทย Rhong-Tiam ในนิวยอร์กมาแล้ว และปีนี้ก็เป็นอีกครั้งที่เขาสามารถคว้ามิชลินอีก 1 ดาวให้กับร้าน Table 38 ที่เปิดบริการในเมืองไทย ถือเป็นคนเอเชียคนแรกของโลกที่ได้ดาวมิชลินประดับร้านอาหารทั้ง 2 แห่ง สิ่งที่ทำให้เชฟแอนดี้คว้าดาวมิชลินมาได้ถึงสองครั้งสองคราแบบนี้เจ้าตัวบอกว่า ที่ผ่านมาเขาต้องมีการรักษามาตรฐานของร้านเอาไว้ให้ได้ตลอดเวลา

ยิ่งพอตอนนี้ได้มิชลินทั้ง 2 แห่งมันก็ดียิ่งไปอีก เพราะมันทำให้วันนี้การันตีได้ว่าร้านอาหารทั้ง 2 แห่งของเขามีดีตามมาตรฐานระดับโลกจริงๆ ซึ่งความมาตรฐานนี่เองที่จะช่วยเป็นกระบอกเสียงให้เชฟแอนดี้สามารถพูดเกี่ยวกับอาหารไทยให้ทั่วโลกได้ยินเสียงดังกว่าเดิม 

"สิ่งที่ผมเชื่อและสิ่งที่ทีมของผมเชื่อคือ อาหารไทยต้องเป็นยา เหมือนกับแกงเขียวหวานหรือต้มยำจะอร่อยอย่างเดียวไม่ได้ มันต้องให้ประโยชน์ด้านสุขภาพด้วย เพราะ
มันมีสมุนไพรไทยหลากหลายชนิดมาก พอได้มิชลินมา 2 ครั้งตอนนี้เราจะได้พูดให้มันดังกว่าเดิม คนทั่วโลกจะได้เข้าใจว่าอาหารไทยไม่ใช่อร่อยอย่างเดียว มันคือยาด้วย"

- อาหารระดับมิชลิน คนไทยทุกคนต้องได้กิน! -

นอกจากนี้เชฟยังได้เล่าถึง Mission ที่อยากทำให้เป็นจริงให้ได้โดยผ่านการทำงานในโปรเจค Wonder Pig and Farmer Rice ซึ่งเชฟมีเป้าหมายว่าอยากทำอาหารคุณภาพดี ราคาจับต้องได้ เพื่อให้คนไทยได้ลิ้มลองเมนูระดับมิชลินกันทุกคน

"ผมอยากให้คนไทยทุกคนได้ทานอาหารดีๆ ที่ไม่แพง ไม่ใช่ว่าต้องเป็นคนรวยเท่านั้นถึงจะได้ทานอาหารที่มีคุณภาพระดับมิชลินได้ ซึ่งอาหารคุณภาพระดับมิชลินที่ผมว่าก็คือ อาหารสดใหม่ วัตถุดิบดี และความสม่ำเสมอของการปรุงอาหาร จริงๆ คนไทยทุกคนต้องได้ทานอาหารอย่างนี้ ซึ่งมีโปรเจคใหม่ที่ผมจะทำขึ้นมาชื่อว่า "Wonder Pig and Farmer Rice" ก็คือ "หมูมหัศจรรย์กับข้าวชาวนา" จะเป็นอาหารที่ปลอดสาร เป็นอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ถูกสุขอนามัย แล้วก็คนไทยสามารถหาซื้อทานได้ง่ายๆ  และราคาจะถูกมากเพราะว่าผมไม่ได้จะทำเอากำไร ผมทำเพื่อให้คนไทยเข้าถึงได้จริงๆ 

วันนี้หน้าที่ชองเชฟคือ เราต้องเอาองค์ความรู้ที่เรามีมาตอบแทนสังคม มารับผิดชอบในสิ่งที่ใหญ่ขึ้น อะไรที่เราคืนให้สังคมได้ก็ต้องทำ ควรทำอาหารที่ดี อาหารปลอดภัยและถูกสุขอนามัยให้คนไทยได้ทาน มีคุณค่าทางอาหาร และอาหารต้องเป็นยา สมมุติวันหนึ่งคุณตื่นมาแล้วอยากทานเมนูเนื้อหมูที่ดี ข้าวที่ปลอดสาร และคุณอยากซื้อของ
คุณภาพแบบนี้กลับไปให้ลูกทาน ราคามันจึงควรจับต้องได้ด้วย และผมก็อยากจะลุกมาทำสิ่งนี้ครับ"

- Zero Food waste ความยั่งยืนในแวดวงอาหาร - 

นอกจากไอเดียดีๆ ที่กำลังก่อร่างสร้างตัวจากโปรเจคในฝันแล้ว เชฟแอนดี้ยังมุ่งมั่นในเป้าหมายของการลดขยะในครัวเพื่อช่วยแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนให้ได้อีกทางหนึ่ง โดยประเด็นเรื่อง Zero Food waste ได้ถูกพูดถึงในวงการอาหารทั่วโลกมาสักพักแล้ว ที่ผ่านมาในทางปฏิบัติอาจจะยังไม่มี Action ที่ชัดเจนมากนัก แต่เชฟแอนดี้เป็นหนึ่งในเชฟระดับมิชลินที่หันมาใส่ใจเรื่องนี้อย่างจริงจัง 

"วัตถุดิบทุกอย่างในครัวของผมใช้คอนเซ็ปต์ From Head to toe ทุกอย่างไม่มีเสียเปล่า ถ้าผมใช้ส้ม 1 ผลเอามาทำอาหาร ทุกอย่างของส้มต้องใช้ได้หมด เช่น เปลือกส้มผมก็เอามาใช้ทำอาหารอย่างอื่นต่อได้ คำว่า Zero waste หลายคนอาจจะนึกถึงการจัดการพวกขยะพลาสติก แต่จริงๆ แล้วอาหารก็เป็นขยะอีกประเภทที่มีเยอะมาก ซึ่งเป็นตัวการทำให้เกิดภาวะโลกร้อนได้เช่นกัน ดังนั้นหากทำ Zero Food waste ได้ก็จะช่วยลดปัญหาตรงนี้ไปได้

อาหารทุกอย่างในครัวผมก็เลยจะไม่ทำให้เสียเปล่า ต้องใช้วัตถุดิบทุกอย่างให้พอเพียงและคุ้มค่า มันจะทำให้สิ่งแวดล้อมในภาพรวมยั่งยืนด้วย เพราะถ้าเราเอาจากธรรมชาติมากเกินพอดีก็ต้องใช้สารเคมีเร่งโต เร่งสี เร่งขนาดของพืชผัก ซึ่งมันไม่ดีต่อสิ่งแวดล้อมและไม่ดีต่อสุขภาพผู้บริโภค ผมเลยพยายามให้ในครัวมีขยะน้อยลง ใช้วัตถุดิบให้พอเพียงและรู้คุณค่าที่สุด"

ไม่ใช่อัตคัดนะ แต่ให้พอเพียง พอประมาณ และรู้จักใช้ เหมือนดั่งคำสอนของในหลวงรัชกาลที่ 9 ครับ

- Side Dish - 

ร้านเทเบิ้ล 38 เพิ่งจะได้รับรางวัลหนึ่งดาวมิชลินประจำปี 2020 ไปสดๆ ร้อนๆ ที่นี่เป็นร้านอาหารใหม่ที่ได้รับการคัดเลือก จากปณิธานในการถ่ายทอดเรื่องราวแห่งอดีตกาลผ่านทุกๆ จานที่รังสรรค์โดยเชฟแอนดี้ หยาง แต่ละคอร์สของร้านเทเบิ้ล 38 จึงทำหน้าที่พาเหล่านักชิมย้อนวัยผ่านเมนูอย่างน่าสนุก ไม่ว่าจะเป็นขนมปังหน้าหมูหรือขนมตุ้บตั้บไอศกรีมน้ำตาลปีบ ล้วนถูกนำเสนอและปรุงแต่งด้วยวิธีการสมัยใหม่แต่ยังคงไว้ซึ่งจิตวิญญาณของอาหารโบราณไม่มีเปลี่ยน หากสนใจแวะไปชิมควรจองล่วงหน้าเพราะทางร้านรับรองลูกค้าได้เพียง 10 ที่นั่งเท่านั้น

ที่มาภาพบางส่วน : 

https://guide.michelin.com/th/th/search?q=%E0%B9%80%E0%

https://web.facebook.com/pg/table38bkk/photos/?ref=page_internal

วันนี้หน้าที่ชองเชฟคือ เราต้องเอาองค์ความรู้ที่เรามีมาตอบแทนสังคม มารับผิดชอบในสิ่งที่ใหญ่ขึ้น อะไรที่เราคืนให้สังคมได้ก็ต้องทำ ควรทำอาหารที่ดี อาหารปลอดภัยและถูกสุขอนามัยให้คนไทยได้ทาน มีคุณค่าทางอาหาร และอาหารต้องเป็นยา

นักข่าว นักหนังสือพิมพ์ ที่ทำงานในแวดวงสื่อสารมวลชนทั้งในแพลตฟอร์มหนังสือพิมพ์และออนไลน์ ชอบท่องโลกกว้างเป็นชีวิตจิตใจ ไม่พลาดที่จะค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ จากการกิน ดื่ม เที่ยว ไปพร้อมกับเพิ่มทักษะ Self-Development ในทุกๆ จังหวะของชีวิต