ทัวร์บ้านท่านทูตสหรัฐฯ อายุ 100 กว่าปี แวะฟังดนตรีกอสเปล
  • Lifestyle
  • Sep 12, 2019

ย้อนกลับไปเมื่อ 100 กว่าปีก่อน คุณอยากรู้มั้ยว่ากรุงรัตนโกสินทร์สมัยนั้นหน้าตาเป็นยังไง? ไม่ได้หมายถึงหน้าตาของผู้คนหรอกนะ แต่เรากำลังพูดถึงวิถีชีวิต ชุมชน บ้านเรือนและที่อยู่อาศัย รวมไปถึงวัฒนธรรมทางศิลปะและดนตรีที่มีการผสมผสานระหว่างของไทยและต่างชาติเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืนมากขึ้น

หนึ่งในศิลปวัฒนธรรมที่สะท้อนถึง Culture Blending ของต่างชาติที่เข้ามามีบทบาทในเมืองไทยอย่างเห็นได้ชัดเจนและจับต้องได้ก็คือ ทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย (USEmbassy) หรือที่เรียกกันว่า บ้านท่านทูตสหรัฐฯ ซึ่งเร็วๆ นี้ ที่นี่กำลังเข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนผ่าน รอต้อนรับท่านทูตคนใหม่มาประจำการ โอกาสนี้ Bottom Line ขอพาคุณไปเที่ยวชมพร้อมเจาะลึกที่มาบ้านโบราณหลังนี้กัน

ย้อนประวัติบ้านโบราณ สู่การเป็นบ้านท่านทูตฯ

รู้หรือไม่? บ้านท่านทูตสหรัฐฯ หลังนี้มีอายุกว่า 100 ปี แต่ยังคงงดงามด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์โคโลเนียลแบบตะวันตก ผสมผสานกับบ้านสไตล์มาเลและบ้านเรือนไทยโบราณ โดยผู้ออกแบบบ้านหลังนี้คือ นายโฮเรชีโอ วิกเตอร์ เบลีย์ (Horatio Victor Bailey) วิศวกรชาวอังกฤษ ที่เข้ามาทำงานและอาศัยอยู่ในเมืองไทยในช่วงปี พ.ศ. 2456

สมัยนั้นเป็นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) เป็นยุคที่เมืองไทยเปิดรับความศิวิไลซ์ของต่างชาติเข้ามามากมายหลายด้าน เพื่อพัฒนาให้ประเทศไทยทันสมัยเทียบเท่านานาอารยประเทศ หนึ่งในนั้นคือการทำสนามแข่งม้าและสนามกีฬาขึ้นที่ผืนดินฝั่งตะวันออกของเกาะรัตนโกสินทร์ โดยมีนาย Franklin Hurst ชาวอังกฤษยื่นหนังสือต่อราชสำนักสยาม เสนอให้จัดสร้างสนามม้าแข่งแห่งนี้ขึ้นภายใต้ชื่อ Royal Sports Club (รอยัลสปอร์ตคลับ)

จากนั้นบริเวณรอบๆ สนามแข่งม้าจึงถูกปรับปรุงให้มีภูมิทัศน์ที่สวยงาม ร่มรื่น สะอาดตา เพื่อให้พื้นที่ย่านนี้ดูน่าอยู่มากขึ้น (ก่อนหน้านั้นที่นี่เป็นทุ่งหน้าโล่งกว้าง วังเวง และดูไม่เจริญหูเจริญตานัก) ต่อมาเมื่อพื้นที่นี้ดูสวยงามน่าอยู่ นายโฮเรชีโอ วิกเตอร์ เบลีย์ วิศวกรชาวอังกฤษ และในฐานะที่เป็นผู้จัดการดูแลทรัพย์สินของรอยัลสปอร์ตคลับและชื่นชอบการขี่ม้า ได้มาเห็นที่ดินตรงนี้แล้วชอบ จึงได้ขออนุญาตสร้างบ้านพักของเขาที่นี่

สถาปัตกรรมยุโรปผสมเอเชีย

นายเบลีย์เลือกพื้นที่ขนาดประมาณ 33 ไร่ แล้วเริ่มขุดคูน้ำรอบพื้นที่และออกแบบบ้านด้วยตัวเอง เขาปลูกบ้านลึกเข้าไปทางท้ายของพื้นที่ สามารถมองเห็นบ้านจากถนนได้แต่ก็ห่างจากถนนพอควร เพื่อให้ไม่มีเสียงรบกวน เมื่อเดินจากประตูหน้าและมองไปทางด้านทิศใต้ของตัวบ้านจะเห็นศาลาอาบน้ำเด่นเป็นสง่า อยู่ข้างๆ ริมสระน้ำสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่

สำหรับสถาปัตยกรรมของตัวเรือนหลัก นายเบลีย์เลือกการผสมผสานสถาปัตยกรรมโคโลเนียลในยุคอาณานิคมยุโรป เชิงชายลายขนมปังขิง ผสมผสานเข้ากับแบบบ้านเมืองร้อนสไตล์มาเลเซียและความประณีตสง่างามของสถาปัตยกรรมสยาม ซึ่งบ้านสไตล์นี้มีลักษณะเดียวกันกับบ้านอื่นๆ จำนวนมากในพระนครสมัยนั้น

ตัวเรือนสร้างบนเสาไม้แข็งแรงแบบยกใต้ถุนสูง ป้องกันน้ำท่วมในฤดูฝน หลังคาตัวเรือนมีชายคากว้างและใต้ชายคาคือระเบียงไม้สักที่มีราวลูกกรงกั้นแล่นรอบตัวเรือนโดยมาบรรจบที่เฉลียงกว้างหน้าเรือน ปูพื้นเรือนด้วยไม้สัก พัดลมติดเพดานและหน้าต่างบานเกล็ดยาวจรดพื้น ส่วนด้านบนของกรอบไม้เหนือราวลูกกรงเป็นไม้โค้งมุมและมีรูปปั้นหน้าคนเชื้อชาติยุโรปและเอเชียเสมือนเป็นขั้นยื่นรองรับคานปีกทรงโค้งเหล่านี้ ซึ่งแต่ละใบหน้าก็ไม่ซ้ำกันด้วย

บ้าน 100 ปี เปลี่ยนผ่านหลายรุ่น

จากวันนั้นถึงวันนี้ บ้านหลังนี้มีผู้อยู่อาศัยเป็นชาวต่างชาติมาแล้วทั้งสิ้น นับตั้งแต่นายเบลีย์ (ที่เป็นผู้สร้างและออกแบบบ้าน) จากนั้นบ้านถูกส่งต่อมายัง Baron de Villenfagne อัครราชทูตที่ปรึกษาเบลเยียมประจำกรุงสยาม สี่ปีต่อมาตกเป็นบ้านพักของนายเรย์มอนด์ บี. สตีเวนส์ ที่ปรึกษาชาวอเมริกันของกระทรวงการต่างประเทศ ต่อมาก็ถูกส่งต่อให้นายเฟดเดอริค อาร์. โดลแบร์ ที่ปรึกษาชาวอเมริกันอีกคนของสยาม จากนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้บ้านนี้ถูกทิ้งร้างไปนาน

หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองสงบลง บ้านหลังนี้ก็ได้รับการฟื้นฟูและซ่อมแซมอีกครั้ง โดยนายเอ็ดวิน เอฟ. สแตนตัน อัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยในตอนนั้น ได้ขออนุญาตให้ทางการมาซ่อมแซมให้ พร้อมจ่ายเงินค่าเช่าบ้าน ครอบครัวสแตนตันย้ายเข้ามาอาศัยที่บ้านเลขที่ 108 ถนนวิทยุ และตกหลุมรักบ้านหลังนี้ ต่อมาในเดือนเมษายน พ.ศ. 2490 สถานอัครราชทูตสหรัฐฯ ได้เลื่อนฐานะขึ้นเป็นสถานเอกอัครราชทูตเต็มรูปแบบ โดยอัครราชทูตสแตนตันได้รับตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็ม บ้านเลขที่ 108 ถนนวิทยุ จึงกลายเป็นทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยอย่างเป็นทางการมาจนถึงทุกวันนี้

ปัจจุบัน ทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง มีการปรับปรุงพื้นที่ด้านล่างให้กลายเป็นบ้านสองชั้น พื้นที่ด้านบนปรับปรุงบริเวณที่เคยเป็นเฉลียงนอกชาน ให้เป็นส่วนหนึ่งของตัวบ้าน ด้วยการติดบานไม้ บานหน้าต่าง และกระจกโอบล้อมชานบ้าน เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอย พื้นที่ชั้นบนจึงประกอบไปด้วย 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ 1 ห้องครัว 1 ห้องอาหาร และ 2 ห้องรับแขก และทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ยังได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อปี พ.ศ. 2527 อีกด้วย

จากสถาปัตยกรรม สู่บทเพลงเชื่อมวัฒนธรรม

ทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ยังทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมระหว่างไทยกับอเมริกันได้อย่างดีตลอดมา โดยมีการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมอยู่เสมอ ล่าสุด...ก็เพิ่งจะมีการจัดแสดงดนตรีของชาวแอฟริกัน-อเมริกัน อย่างการขับร้อง ดนตรีกอสเปล (Gospel Music) ที่หาฟังยาก นำโดย ออสการ์ วิลเลียม ศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับโลกและวงดนตรี Band of Life มาโชว์ผลงานเพลงให้คนไทยได้ฟังกัน 

สำหรับคนไทยอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับเพลงแนวนี้มากนัก ขออธิบายให้เข้าใจกันมากขึ้นสักนิดว่า กอสเปล คือแนวเพลงที่เน้นเสียงร้องเป็นหลัก กอสเปลจะมีลักษณะการร้องประสานเสียง การร้องเฉลิมฉลอง และใส่ความเชื่อทางศาสนาในเนื้อร้อง โดยกอสเปลได้ซึมเข้าไปดนตรีหลายๆ ประเภทอย่าง เพลงสไตล์คันทรี แจ๊ส บลูส์ และฮิปฮอป เป็นต้น เชื่อว่าเพลงกอสเปลมีที่มาจากโบสถ์ชาวแอฟริกัน-อเมริกัน ตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20

อย่างที่บอกไปว่าบ้านท่านทูตฯ แห่งนี้เป็นจุดเชื่อมโยงวัฒนธรรมของชาวไทยและชาวอเมริกัน ทางสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย จึงได้เชิญ ออสการ์ วิลเลียม และวงดนตรี  Band of Life มาเยือนประเทศไทยในฐานะทูตทางวัฒนธรรมของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อเผยแพร่และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมดนตรีให้แก่คนไทยและนักเรียนนักศึกษาไทย โดยมีการเล่าประวัติศาสตร์สหรัฐที่มีแนวเพลงที่แสดงถึงความหลากหลายวัฒนธรรม พร้อมๆ กับทำเวิร์คช็อปด้านดนตรีแก่นักเรียนโรงเรียนและมหาวิทยาลัยหลายแห่งทั้งในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่

ศิลปินกลุ่มนี้ ได้รวบรวมแนวเพลงหลากหลายประเภทเข้าด้วยกันเพื่อสร้างสรรค์ผลงานดนตรีที่มีความกลมกลืนระหว่างสไตล์และการแสดง พวกเขาโด่งดังจากการแสดงบทเพลงกอสเปลที่สดใหม่และเข้าถึงจิตวิญญาณผู้ชม พร้อมนำพาผู้ชมทุกท่านร่วมเดินทางไปในเส้นทางสายดนตรีด้วยบทเพลงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากคำสอนของพระเป็นเจ้า ผ่านรากเหง้าดนตรีกอสเปลจากจุดเริ่มต้นในปี 1999

ที่ผ่านมา ออสการ์ วิลเลียมและวงดนตรีแห่งชีวิต ถูกรับเชิญให้เดินทางไปเปิดการแสดงต่อหน้าผู้ชมในประเทศต่างๆ มากกว่า 20 ประเทศทั่วโลก พวกเขาได้รับเกียรติอย่างสูงในการเป็นหนึ่งในนักดนตรีที่ได้แสดงต่อหน้าพระพักตร์พระสันตะปาปาจอห์นพอลที่สอง ในคอนเสิร์ตคริสต์มาสวาติกัน
ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในตัวแทนทูตด้านดนตรีของสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 2011 มีผลงานเพลงที่ติดอันดับ 40 เพลงยอดนิยมในชาร์ตบิลบอร์ด มีการถ่ายทอดสดการแสดงของพวกเขาผ่านโทรทัศน์ทั้งในและต่างประเทศ

ออสการ์เชื่อว่าดนตรีเป็นภาษาสากลที่สามารถรวมมนุษย์ทุกคนให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ว่าแต่ละคนจะมีชาติพันธุ์ เชื้อชาติ ความเชื่อหรือภูมิหลังเป็นอย่างไร และเขามีคติในใจว่าคำพูดสามารถเปลี่ยนโลกได้ ดังนั้นจงพูดด้วยวาจาอันเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งชีวิต

หนึ่งในศิลปวัฒนธรรมที่สะท้อนถึง Culture Blending ของต่างชาติที่เข้ามามีบทบาทในเมืองไทยอย่างเห็นได้ชัดเจนและจับต้องได้ก็คือ ทำเนียบเอกอัคราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย (USEmbassy) ซึ่งที่นี่กำลังเข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนผ่าน รอต้อนรับท่านทูตสหรัฐฯ คนใหม่มาประจำการ

นักข่าว นักหนังสือพิมพ์ ที่ทำงานในแวดวงสื่อสารมวลชนทั้งในแพลตฟอร์มหนังสือพิมพ์และออนไลน์ ชอบท่องโลกกว้างเป็นชีวิตจิตใจ ไม่พลาดที่จะค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ จากการกิน ดื่ม เที่ยว ไปพร้อมกับเพิ่มทักษะ Self-Development ในทุกๆ จังหวะของชีวิต

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?