แห่นาคโนนเสลา บ้านเราโหดนะ!
  • Lifestyle
  • Jun 30, 2019

เช้าวันอาทิตย์กลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา อาจจะเป็นเพียงเช้าธรรมดาๆ ที่หลายคนขอนอนพักผ่อนตื่นสาย เพราะเป็นเช้าสุดสบายของสัปดาห์ แต่ที่บ้านโนนเสลา ตำบลหนองตูม อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ หลายบ้านได้ตระเตรียมข้าวของเพื่อประกอบพิธีบวชนาคให้กับลูกชายที่อายุครบบวชแล้ว ปีนี้มีนาค 7 นาคที่เข้าพิธีอุปสมบท พ่อแม่แต่ละบ้านต้องเตรียมงานกันมาเป็นเดือนเพื่อวันนี้ของลูกชาย

ที่บ้าน ‘นาคโดโด้’ หรือ จิรวัฒน์ เข็มภูเขียว ในวัย 23 ปี วันนี้ คุณแม่รจนา เข็มภูเขียว วัย 50 ปี แต่งตัวสวยงามยิ้มแย้มแจ่มใสดูท่าสุขใจที่สุดเพื่อรอต้อนรับบรรดาแขกเหรื่อชาวบ้านที่จะมาช่วยงานบุญ ชาวบ้านแต่ละหลังก็แต่งตัวด้วยชุดผ้าไหมทอมือสวยงาม พร้อมถือหมอนขิดลายเฉพาะถิ่นที่แต่ละบ้านทำเองติดมือมาร่วมโฮมบุญด้วย ในขณะที่นาคโดโด้เองกำลังนั่งพนมมือให้ญาติผู้ใหญ่และเพื่อนรักขลิบเล็มผมก่อนจะโกนให้เกลี้ยงเกลาในสายวันนี้

ขณะที่แม่กับลูกชายง่วนอยู่กับพิธีการของตนเอง พ่อของนาคโดโด้กับเพื่อนบ้านผู้ใหญ่อีกหลายคนที่เป็นชายก็กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมบาตร ที่จะต้องใช้ในพิธีอุปสมบทและเป็นบาตรที่นาคโดโด้เมื่อบวชเป็นพระแล้วใช้ในการบิณฑบาตรด้วย

การเตรียมบาตรของหมู่บ้านนี้ถือเป็นขั้นตอนที่ไม่ธรรมดา เพราะบาตรใบนี้จะต้องบรรจุสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ของดี ของขลัง ลงไปในบาตรด้วย ก่อนจะพันด้วยผ้าฝ้ายด้ายดิบทำเป็นรูปคล้ายกับพญานาค และพันทับด้วยเส้นฝ้ายอีกทีหนึ่ง งานนี้จึงเป็นงานสำคัญไม่แพ้ขั้นตอนอื่นๆ และบาตรนี้จะต้องถูกเอาไปสวดมนต์ประกอบพิธี 3 วัน 3 คืน ถึงจะนำไปใช้ได้

พอนาคโดโด้โกนผมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปเป็นขั้นตอนสำคัญที่หลายคนน้ำตาซึม เพราะเป็นเวลาที่นาคโดโด้จะต้องล้างเท้าให้พ่อแม่ ซึ่งเล่นเอาคนดูและคนที่อยู่ในพิธีน้ำตาไหลกันเลยทีเดียว

“ดีใจมากที่ลูกชายได้บวชในวันนี้ แม่กับพ่อเตรียมงานมานานเป็นเดือน เตรียมข้าวของ เตรียมเครื่องบวช เพราะงานบวชที่บ้านเราไม่เหมือนบ้านอื่น มีพิธีกรรมที่ทำให้หลายคนอยากมาดู เพราะเรายังยึดถือประเพณีและพิธีกรรมแบบโบราณที่สืบทอดกันมานานเอาไว้ จนทำให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยพานักท่องเที่ยวมาชม สำหรับแม่เองภูมิใจที่ปีนี้เป็นปีที่ลูกชายเราบวช ทุกปีมีแต่ไปดูบ้านอื่น เอาหมอนไปโฮมบุญบ้านอื่น” แม่รจนาเล่าถึงความปลื้มปิติ ที่วันนี้ได้เห็นลูกชายโกนหัวบวชนาคเพื่อทดแทนบุญคุณพ่อแม่ แต่นี่ยังไม่ใช่ขั้นตอนสำคัญมากนัก เพราะพิธีกรรมที่ทำให้นักท่องเที่ยวแห่มาเยือนหมู่บ้านนี้ในวันสำคัญช่วงเดือน 6 คือ พิธีกรรม ‘แห่นาคโหด’ ที่จะมีขึ้นในบ่ายวันนี้

หมู่บ้านโนนเสลาแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องการทำผ้าลายขิดแบบอีสานโบราณที่เป็นสินค้าโอท็อปส่งออกมานาน หลังเที่ยงบ้านนาคแต่ละหลังได้ทยอยนำเอาหมอนขิดซึ่งมีลวดลายงดงามมาไว้บนศาลาวัดประจำหมู่บ้านคือ วัดตาแขก ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2220 การบวชของหมู่บ้านนี้เป็นประเพณีที่จะต้องบวชพร้อมกัน ไม่แยกบวชกันคนละวัน หากลูกชายบ้านไหนอายุครบบวชและพร้อมจะบวชก็จะต้องทำพิธีทั้งหมดพร้อมกันเพื่อความสามัคคี

เมื่อนำหมอนขิดมารวมกันบนศาลาแล้ว จากนั้นพ่อนาคแต่ละบ้านก็จะทยอยเดินทางมาบนศาลาเช่นกัน โดยบ่ายนี้จะมีพิธีกรรมอีกหลายอย่าง อย่างแรกคือ ให้พ่อนาคไปขอขมาศาลปู่ตาประจำหมู่บ้าน ซึ่งต้องเดินเท้าไกลออกไปกว่า 1 กิโลเมตร ก่อนจะกลับมาไหว้ขอขมาพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ซึ่งอยู่ในสิม หรือโบสถ์อายุเก่าแก่หลายร้อยปีของวัด ก่อนจะพากันขึ้นมาที่ศาลาวัดอีกครั้งเพื่อทำพิธีบายศรีสู่ขวัญ โดยพ่อพราหมณ์จะให้นาคทั้ง 7 นาค นั่งล้อมวงและพนมมือโดยมีพ่อแม่และญาติสนิทนั่งล้อมอีกชั้น ก่อนจะพูดบรรยายบุญคุณพ่อแม่ให้พ่อนาคฟัง

ขั้นตอนนี้เล่นเอาทั้งพ่อนาคและแม่ของพ่อนาคร้องไห้กอดคอต้องเช็ดน้ำตากันเลยทีเดียว นอกจากเช็ดน้ำตาแล้ว พ่อแม่ยังคอยนั่งพัดวีให้ลูกชาย พร้อมทั้งคอยเช็ดหน้า เช็ดน้ำตา ทาแป้ง ด้วยเกรงว่าลูกจะร้อน ซึ่งเป็นภาพที่หลายคนเห็นแล้วอดน้ำตารื้นไม่ได้ และทำให้นาคหลายคนร้องไห้โฮออกมาเลยทีเดียว

โดยเฉพาะ นาคธีระวัฒน์ เนตรชัยภูมิ วัย 21 ปี ที่วันนี้ร้องไห้หนักที่สุดในบรรดานาคทั้งหมด เจ้าตัวบอกว่า ดีใจที่พ่อกับแม่มาพร้อมหน้ากันในวันที่เขาบวช เพราะที่ผ่านมาพ่อกับแม่แยกทางกันตั้งแต่อายุได้ 2 ขวบเศษๆ แม้ที่ผ่านมาพ่อจะมาเยี่ยมตลอดแต่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน พอวันนี้เห็นหน้าทั้งพ่อและแม่พร้อมเพรียงก็เลยทำให้ปลื้มใจจนอดร้องไห้ไม่ได้ และยอมรับว่า "ดีใจจนร้องไห้หนักมาก” คำสารภาพของลูกผู้ชายที่ร้องไห้ไม่อายใครบอกเล่า เพราะวันนี้เป็นอีกวันที่เขาปลื้มใจที่สุด

ในขณะที่นาคกำลังทำพิธีบายศรีสู่ขวัญอยู่บนศาลานั้น เพื่อนนาคเริ่มทยอยเดินทางเข้ามายังลานวัดตาแขก พร้อมกับเสลี่ยง หรือแคร่ที่ทำและออกแบบพิเศษ โดยทำจากไม้ไผ่ที่ดูแข็งแรงและมีขนาดใหญ่ นำมาทำเป็นคานหามและมีที่นั่งตรงกลาง ในขณะเดียวกันแคร่ไม้ไผ่ที่วางไว้ตรงกลางสำหรับพ่อนาคนั่งก็จะต้องดูแข็งแรงและทนทาน อีกทั้งมีการร้อยเชือกเพื่อใช้เป็นที่ให้พ่อนาคจับอีกด้วย และนี่แหละคือองค์ประกอบใน ‘พิธีแห่นาคโหด’ ที่สร้างชื่อเสียงให้หมู่บ้านแห่งนี้

“หมู่บ้านแห่งนี้ก่อตั้งเมื่อปี 2433 สมัยก่อนก็บวชกันปกติมีพิธีแห่นาคกันธรรมดา แต่พอปี 2514 ก็มีการแห่นาคที่พิเศษออกไป เพราะการแห่จะมีการโยนนาคที่นั่งอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ เขย่าเพื่อให้นาคแสดงความอดทนและความแข็งแรงออกมา นาคแต่ละคนที่จะมาเข้าพิธีต้องฝึกซ้อมร่างกายตัวเองให้พร้อม ต้องอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ให้ได้ครบระยะทางที่แห่ไป บางคนตกลงมาก็มี แต่หากตกลงมาแล้วแขนขาไม่หัก ไม่บาดเจ็บมากนักก็บวช" พ่อสนิท ศรีบุดดา วัย 67 ปี ปราชญ์ชุมชนบอกเล่าความเป็นมาของการแห่นาค

และยังบอกอีกว่า การทำแบบนี้เป็นกุศโลบายเพื่อให้ลูกที่บวชเห็นความอดทนและความเสียสละของแม่ ที่เคยนอนอยู่บนแคร่อยู่ไฟแบบคนอีสาน ไม่สามารถลุกไปไหนได้เลยหลังคลอดลูกตลอด 15 วัน มันทรมานและยาวนานมาก จึงอยากให้ลูกได้รับรู้ความรู้สึกนั้น โดยใช้แคร่ที่เลียนแบบแคร่ไม้ไผ่ที่แม่อยู่ไฟมาให้พ่อนาคนั่ง และต้องเจอกับอุปสรรคปัญหานานาประการเหมือนที่แม่เคยเจอ ในที่สุดถ้าเอาชนะได้ก็คือจะได้เข้าใจความรู้สึกของแม่ที่เคยมี

ส่วนการแห่นาคแบบโหด ที่เพิ่งมามีเมื่อตอนปี 2514 นั้น คู่ แขมภูเขียว วัย 57 ปี นักข่าวอาวุโส ที่เป็นคนบ้านนี้เล่าว่า ประวัติการแห่นาคโหดเริ่มเมื่อ นายโอด ขวัญกล้า นายไสว ขวัญมา และนายนิรันดร์ ขวัญยืน 3 นักเลงประจำหมู่บ้านได้เข้าพิธีบวชนาคพร้อมกันเมื่อปี 2514 พอขึ้นไปนั่งบนแคร่เพื่อเข้าพิธีแห่ ปรากฎว่านายโอดบอกเพื่อนที่มาหามบอกว่า แห่เร็วๆ ให้มันเร้าใจ ยกขึ้น ยกลง โยกสลับกับจังหวะกลองยาวตามสไตล์นักเลงจนทำให้มีการทำเลียนแบบกันต่อมา เมื่อวันเวลาผ่านไป จากกลองยาวและรถเครื่องขยายเสียงเปิดเพลงแบบธรรมดาก็พัฒนาเป็นรถแห่ประชันความดังกัน จังหวะดนตรีก็เร้าใจปลุกเร้าให้จังหวะการแห่โหดขึ้นทุกปี

ในขณะที่นาคธีระวัฒน์ ที่ร้องไห้อย่างหนักในพิธีบายศรีสู่ขวัญ ซึ่งกำลังนั่งรอเพื่อไปขึ้นแคร่ให้เพื่อนหามในพิธีแห่นาคโหด เล่าถึงการเตรียมพร้อมว่า ก่อนหน้านี้จะต้องมาอยู่วัดเพื่อทำพิธีเข้านาค ต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่อมาวิ่งและออกกำลังกายทุกวันเพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อม

“ผมตั้งใจมากว่าจะต้องนั่งให้ครบระยะทาง 2 กิโลเมตรให้ได้ เพราะอยากแสดงให้แม่เห็นว่าผมทำได้ ผมโตแล้ว ที่ผ่านมาก็ออกกำลังกายอย่างหนัก เตรียมตัวให้พร้อม โดยเฉพาะกำลังแขนที่จะต้องเกาะยึดเชือกให้อยู่และนั่งอยู่บนแคร่ให้ตลอดระยะทาง ซึ่งวันนี้ทั้งพ่อและแม่มาเฝ้าดูทั้งสองคน ผมจะต้องทำให้สำเร็จ” คำบอกเล่าของนาคธีระวัฒน์ ที่มองไปยังแคร่ไม้ไผ่ที่วางอยู่ข้างรั้ววัดด้วยสายตามุ่งมั่น

ในขณะที่เพื่อนนาคธีระวัฒน์ ที่จะต้องมารับหน้าที่ในการหามแคร่วันนี้ก็บอกว่า จะต้องฟิตซ้อมร่างกายเช่นกัน เพราะการแบกแคร่ไม้ไผ่ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากเฉพาะแคร่ไม้ไผ่ก็หนักอยู่แล้วน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 60-100 กิโลกรัม แถมยังต้องรับน้ำหนักนาคหนุ่มเข้าไปอีกไม่ต่ำกว่า 70 กิโลกรัม คนที่หามต้องออกกำลังกายและเตรียมพร้อมแต่หากไม่ไหวก็มีคนสับเปลี่ยน และการโยก การแห่เวลาจะโยน เวลาจะยกก็จะมีการบอกจังหวะกัน ไม่เช่นนั้นคนหลายคนที่มาหามแคร่จะทำไม่พร้อมเพรียงอาจทำให้บาดเจ็บได้

ในที่สุดเวลาบ่าย 2 โมงแก่ๆ ก็เป็นเวลาที่ทุกคนรอคอย วันนี้พระอาทิตย์ไปซ่อนตัวอยู่หลังเมฆก้อนใหญ่ ลานวัดตาแขกที่คราคร่ำไปด้วยประชาชนที่อยากจะมาชมพิธีกรรมสำคัญหนึ่งเดียวในโลก ยกกล้องถ่ายรูปเตรียมพร้อมบันทึกภาพประวัติศาสตร์ พร้อมๆ กับพี่นาคที่ถูกหามไปขึ้นเสลี่ยงหรือแคร่ไม้ไผ่ที่ได้เตรียมเอาไว้แล้ว จากนั้นเครื่องเสียงขนาดใหญ่ก็เปิดเพลงเสียงดังกระหึ่มตามสมัยนิยม ก่อนจะมีเสียงโห่ร้องและให้จังหวะทั้งคนหามและพ่อนาคที่อยู่ด้านบน 

คนหามแห่เอียงแคร่ไปซ้ายที ขวาที ก่อนจะยกขึ้นลง ทำเอาพ่อนาคที่นั่งอยู่ต้องกระเด้งกระดอนลอยตัวเหนือแคร่อยู่หลายจังหวะ พร้อมมือที่จับตรึงกับเชือกที่ผูกอยู่กับแคร่ โดยนาคทุกคนสวมถุงมือเพื่อทำให้การจับยึดไม่เจ็บมาก ท่ามกลางเสียงโห่ลุ้นของผู้ชม และนี่คือไฮไลท์ของวันที่ทุกคนรอคอย

จากนั้นขบวนแห่นาค พร้อมรถเครื่องเสียงที่เจ้าภาพจ้างมาคันละไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นบาทได้ทยอยออกจากวัดไปทีละขบวน ความยาวของขบวนนาคทั้ง 7 นาค ยาวไม่ต่ำกว่า 2 กิโลเมตร และกว่าขบวนเหล่านี้จะกลับมาถึงวัดอีกครั้งคงเมื่อฟ้าสิ้นแสงฉานไปแล้ว

เรื่อง : สุมาลี สุวรรณกร
ภาพ : ทวีศักดิ์ กุสุมาลย์

จากการแห่สุดโหดของ 3 นาค อดีตนักเลงแห่งบ้านโนนเสลา สู่ประเพณีไม่เหมือนใครที่แฝงกุศโลบาย รำลึกถึงความลำบากของแม่ พิธีแห่นาคโหดที่มีมาเกือบ 50 ปีนี้ กลายเป็นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ผู้สนใจไปดูพิธีกรรมนี้ในเดือน 6 ปีหน้า 2563 รับรองความโหดที่เพิ่มขึ้นทุกจังหวะ

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์