เพราะลิ้นเปลี้ยหรือแค่หัวไว เอกลักษณ์การใช้คำ
  • Lifestyle
  • Oct 15, 2019

คำผวน คือ คำพูดที่เกิดจากการเล่นภาษาอย่างหนึ่งของคนไทย ใช้วิธีกลับเสียงของคำโดยการสลับเสียงระหว่างคำหรือพยางค์ เมื่ออ่านย้อนกลับสระกันแล้วจะได้คำที่มีความหมายใหม่เกิดขึ้น ลักษณะของคำผวนต้องมีจำนวนพยางค์ที่ใช้ในการผวนตั้งแต่ 2 พยางค์ขึ้นไป จนถึงเป็นประโยคยาวๆ เช่น ชอกี ผวนเป็น ชีกอ ค่าบน ผวนเป็น คนบ้า แต่เราก็ต้องยอมรับว่าคำผวนที่เราใช้จะส่อไปใน เรื่องเพศ ซะเป็นส่วนใหญ่

หลีเกี่ยวฮวด ผีขยุ้มหัว แอกี่ คำผวนคุ้นหู สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคกลาง ระบุไว้ว่าวัตถุประสงค์ของคำผวนเพื่อให้เกิดความสนุกสนานมากกว่าทำให้เกิดความคิดเกี่ยวกับ อารมณ์เพศ ดังนั้นบางครั้งก็ถูกใช้เพื่อลดนัยทางเพศลง ดังเช่น ในการเล่นเพลงปฏิพากย์หรือลิเก เมื่อต้องการจะกล่าวพาดพิงถึงเรื่องเพศก็มักจะเลี่ยงใช้คำผวนแทน ซึ่งก็เป็นวิธีที่นิยมใช้กันมาก เนื่องจากวัฒนธรรมไทยถือกันว่าเรื่องเพศเป็นของสกปรก ไม่สมควรพูดในที่สาธารณะ เมื่อพูดตรงๆ ไม่ได้ ก็ต้องหาทางเลี่ยงแทน

คำผวนตรึงเครียดหรือเปลี่ยนบรรยากาศที่น่าเบื่อในกิจกรรม ที่ทำอยู่ เช่น ชาวบ้านที่ร่วมแรงกันลงแขกทำงานมักจะร้องเพลงต่างๆ โดยมีคำผวนใน เนื้อเพลง บางโอกาสก็มีจะประสงค์เพื่อแสดงศิลปะของการประพันธ์ในรูปร้อยกรองหรือปริศนา คำทายที่มีความคล้องจองกัน ทั้งนี้เพราะคนไทยมีนิสัยเจ้าบทเจ้ากลอนสืบมาแต่โบราณ ฉะนั้นแทนที่จะผูกคำประพันธ์หรือปริศนาคล้องจองโต้ตอบกันอย่างธรรมดา ก็ใช้คำผวนแทรกเข้าไปแทนคำพูดที่มีความหมายตรงไปตรงมา เพื่อให้เกิดความสนุกสนาน

นครังยังมีเท่าผีแหน

กว้างยาวแสนหนึ่งคืบสืบยศถา

เมืองห้างกวีรีหับระยับตา

พันหญ้าคาปูรากเป็นฉากบัง

จากบทประพันธ์ที่กล่าวมาข้างต้น เป็นบทเปิดเรื่องของสรรพลี้หวน วรรณกรรมท้องถิ่นทางภาคใต้ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะในการใช้คำผวน หรือคำที่นำมาสลับเสียงสระและพยัญชนะภายในคำแล้วมีความหมายที่ต่างจากคำเดิม แทรกอยู่ในตัวบท คำผวนในสรรพลี้หวนนั้นก็ยังขึ้นชื่อในเรื่องความหมายไปในทางเพศจนอาจจะเรียกได้ว่าเป็นความทะลึ่งลามก ซึ่งความทะลึ่งลามกก็เป็นสิ่งที่ถูกนำมาล้อเลียนให้กลายเป็นเรื่องชวนขับขันหรือกลายเป็นเรื่องตลกสำหรับผู้อ่านวรรณกรรมเรื่องนี้

แน่นอนว่าสำหรับสังคมโดยทั่วไปการนำเรื่องเพศมากล่าวล้อเลียนในวงสังคมถือว่าเป็นเรื่องตลกขบขัน หรือเป็นการเสริมอรรถรสในการพูดกันในหมู่เพื่อนฝูงคนสนิท แต่ในทางกลับกันเป็นสิ่งที่สังคมเองก็ไม่ได้ให้การยอมรับเสียส่วนใหญ่ และถือว่าคำเหล่านี้ (ที่สื่อในเรื่องเพศ) เป็นคำที่หยาบคาย ถึงกระนั้นการพูดในเชิงล้อเลียนเรื่องเพศก็ยังคงมีอยู่ในสังคม สรรพลี้หวนจึงเป็นวรรณกรรมที่เรียกเสียงหัวเราะและสร้างความขบขันให้กับผู้อ่านที่ชื่นชอบในเรื่องเหล่านี้

เนื้อหาของวรรณกรรมเรื่องสรรพลี้หวนก็เป็นเรื่องตามแบบวรรณกรรมไทยจักรๆ วงศ์ๆ ทั่วไป แต่จะแตกต่างจากเรื่องอื่นตรงที่การแต่งโดยมีคำผวนเข้ามาแทรกในบท อย่างที่ทราบกันดีว่าคำผวนในสรรพลี้หวนล้วนเป็นคำที่สื่อไปในทางเพศ และไม่ได้ปรากฎเป็นเพียงแค่คำที่นำมาเสริมในตัวบท แต่มันยังเป็นคำที่ใช้เรียกชื่อตัวละครในเรื่อง เช่น ท้าวโคตวย เจ้าคีแหม เจ้าชายใดหยอ นางไหหยี ฤษีแหบ เป็นต้น หรือการนำคำผวนมาใช้ในการบรรยายอาหาร เช่น “หอยกับหมียีหำยำให้พอ ดาวให้ยอไข่เป็ดเด็ดให้ยำ” ซึ่งคำผวนที่ปรากฎล้วนส่งอิทธิพลกับตัวเนื้อเรื่องของวรรณกรรม จึงทำให้วรรณกรรมเรื่องนี้มีเนื้อหาที่ล้อเลียนของสงวนของเพศ

แต่ถ้าหากมองในทางกลับกัน วรรณกรรมที่แต่งคำประพันธ์โดยใช้กลอนสุภาพ หรือกลอนแปด ก็มีมากมายและหลากหลายเรื่อง และการแต่งก็จะเน้นในเรื่องของคำและเสียงที่ไพเราะในตัววรรณกรรม สำหรับสรรพลี้หวนกลับฉีกขนบการแต่งที่เน้นความไพเราะของเสียงตามแบบวรรณกรรมทางภาคกลาง โดยใช้คำผวนเป็นจุดเด่นแต่ยังคงไว้เรื่องเสียงของตัววรรณกรรม ซึ่งแสดงให้เห็นความสามารถของผู้แต่ง (ไม่ปรากฎว่าผู้แต่งเป็นใคร) ที่มีความเป็นอัจฉริยะในการใช้ภาษาและสามารถดึงผู้อ่านตลกขับขันไปกับเรื่อง

สะท้อนให้เห็นว่าผู้แต่งเป็นคนที่มีอุปนิสัยที่แสนจะขบขัน ทั้งยังเข้าใจความตลกขบขันของคนที่มักจะเป็นเรื่องล้อเลียนของสงวนทางเพศโดยการนำมาปรับใช้ในการแต่งวรรณกรรมขึ้นมาในรูปแบบคำผวนที่ปรากฏในเรื่อง และการนำคำในภาษาถิ่นภาคใต้มาใช้ที่แสดงให้เห็นเป็นเอกลักลัษณ์ของวรรณกรรมภาคใต้

สรรพลี้หวน ไม่ได้เป็นเพียงแค่วรรณกรรมคำกลอนที่ชวนให้ขบขันเสมอไป แต่มันยังสะท้อนจิตใต้สำนึกของมนุษย์ที่มีความรุนแรงและความขบขันในเรื่องเพศ แม้ว่าสังคมจะคิดว่าเรื่องเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ “ต่ำทรามหรือหยาบคาย” กระนั้นสังคมก็ยังมีเรื่องพวกนี้ปรากฎอยู่ในวงสนทนาของสังคม

หากย้อนดูประวัติความเป็นมาของการเล่นคำผวนแล้ว ไม่มีหลักฐานที่บ่งบอกว่าคำผวนกำเนิด มาแต่เมื่อใด แต่อาจสันนิษฐานถึงที่มาได้เป็น 2 ประการ คือ ประการแรกอาจเป็นเพราะความสนุกปาก ประการที่สอง เนื่องจากสังคมไทยปิดกั้นความรู้เรื่องเพศ จึงโต้ตอบและแสดงออกในทางตรงข้าม คือการฝ่าฝืนข้อห้าม ซึ่งตรงกับหลักการทางจิตวิทยาซึ่งถือว่า "การปกปิดเป็นการเร้าความสนใจ"

ประวัติความเป็นมาของคำผวนเท่าที่มีหลักฐานปรากฏพบว่ามีการเล่นคำผวนมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย มีเรื่องเล่าว่าในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ศรีปราชญ์ กวีเอกในสมัยนั้นได้เคยแต่งโครงกระทู้คำผวนเอาไว้ 1 บท มีความว่า

เป ทะลูอยู่ถ้ำ มีถม (ปูทะเล)  

แป สะหมูอยู่ตาม ไต่ไม้ (ปูแสม) 

มา แดงแกว่งหางงาม หาคู่ (แมงดา)  

นา ปล้ำน้ำจิ้มให้ รสลิ้มชิมบอล (น้ำปลา) 

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีหลักฐานว่า สุนทรภู่ ปรมาจารย์ด้านกลอนของไทยได้แต่งโคลงคำผวนโต้ตอบผู้ที่สบประมาทกล่าวหาว่าท่านแต่งได้แต่กลอนเท่านั้นโคลงแต่งไม่ได้ สุนทรภู่จึงแต่งด่าผู้สบประมาท ดังนี้

เฉน็งไอมาเวิ่งเว้า วู่กา (เฉน็งไอ-ไฉนเอ็ง, วู่กา-ว่ากู) 

รูกับกาวเมิงแต่ยา มู่ไร้ (ราวกับกูมาเแต่เยิง ไม่รู้) 

ปิดเซ็นจะมู่ซา เคราทู่ (เป็นศิษย์จะมาสู้ ครูเฒ่า) 

เฉะแต่จะตอบให้ ชีพม้วยมังรณอ (ชอบแต่จะเตะให้, มรณัง)

นอกจากเรื่องเพศแล้ว การเล่นคำผวนถือเป็นศิลปะการเล่นคำทางภาษาอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงวัมนธรรมไทย วัฒนธรรมการใช้ภาษา เนื่องจากคำผวนเป็นศิลปะการเล่นคำโดยการพลิกแพลงได้อย่างหนึ่ง ที่สะท้อนให้เห็นว่าภาษาไทยมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยหยุดนิ่ง และความเป็นอยู่ปรากฏในรูปของปริศนาคำทายที่สะท้อนถึงการดำรงชีพ อาหารการกิน และเครื่องใช้ไม้สอย

รวมถึงสะท้อนวัฒนธรรมด้านความรู้สึกนึกคิด ความเชื่อและทัศนคติของคนไทยที่สะท้อนออกมาในรูปของปริศนาคำทาย และลักษณะนิสัยของคนไทย ได้แก่ ความสนใจในเรื่องเพศแต่ไม่เอ่ยถึงตรงๆ มักใช้วิธีพูดเลี่ยงๆ ให้เป็นเรื่องสนุก ซึ่งนับเป็นความเฉลียวฉลาดและมีสติปัญญา ช่างคิดช่างสังเกต ช่างเปรียบเทียบ 


อ้างอิง: 

สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคกลาง (เล่ม 3). กรุงเทพฯ : มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพานิชย์, 2542.

ศิลปวัฒนธรรม.com

วัฒนธรรมไทยถือกันว่าเรื่องเพศเป็นของสกปรก ไม่สมควรพูดในที่สาธารณะ เมื่อพูดตรงๆ ไม่ได้ ก็ต้องหาทางเลี่ยงแทนด้วยการใช้คำผวน

เพราะบอนชอนและโบท็อกซ์ คือสิ่งที่ทำให้มีกำลังใจใช้ชีวิตในประเทศที่ประยุทธเป็นนายกรัฐมนตรี

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?