กระแสอุษาคเนย์ (2) : นกอมตะมัณฑะเลย์ จากเมืองโบราณ สู่ Smart City
  • Lifestyle
  • Aug 17, 2019

ในหนังสือ When the wind blows from Taungthaman Lake ตีพิมพ์ใน ค.ศ.1999 โดย เมียะ ตาน ติ้น (Mya Than Tint) เขียนถึงประวัติของเมืองมัณฑะเลย์โดยยกเปรียบมัณฑะเลย์เหมือนกับ นกฟีนิกซ์ ในเทพปกรณัมของกรีก  

ตามตำนานเล่าว่านกฟีนิกซ์มีอายุขัย 500 ปี เมื่อถึงเวลาที่ใกล้จะหมดอายุขัย ฟีนิกซ์จะล่วงรู้ถึงชะตากรรม มันจะสร้างรังจากไม้เครื่องเทศที่มีกลิ่นหอม แล้วนั่งคอยที่กองฟืนไม้หอมและร้องเพลงอย่างสำราญใจ เมื่อแสงอาทิตย์แรกสาดส่อง ฟีนิกซ์จะเผาตัวเองจนกลายเป็นเถ้าถ่าน และมันจะถือกำเนิดใหม่จากเถ้าถ่านกองนั้นเป็นนกหนุ่ม 

ภารกิจแรกที่ฟีนิกซ์หนุ่มต้องกระทำคือ การรวบรวมเถ้าถ่านของผู้ให้กำเนิดตัวเองแล้วนำไปฝังที่วิหารเฮลิโอโปลิสหรือเทวาลัยแห่งดวงอาทิตย์ในอียิปต์ จากนั้นก็จะบินกลับมาที่อาระเบีย และใช้ชีวิตอยู่จนกว่าจะเปลี่ยนร่างอีกครั้ง

ด้วยเหตุที่ฟีนิกซ์ผุดเกิดขึ้นมาใหม่ได้จากเถ้าถ่านของตัวเองจึงกลายเป็นตัวแทนของการฟื้นคืนจากความตาย

ตำนานนกฟีนิกซ์ได้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่กวีและนักประพันธ์ในชั้นหลังหลายต่อหลายคน จนเรื่องราวของนกฟีนิกซ์แทรกซึมเข้าไปอยู่ในวรรณกรรมตะวันตกหลายต่อหลายเรื่อง  ในขณะที่ เมียะ ตาน ติ้น ก็ได้นำเอาตำนานนกฟีนิกซ์มาเปรียบกับเมืองมัณฑะเลย์ในหนังสือของเขา

เมียะ ตาน ติ้น สังเกตเห็นว่ามัณฑะเลย์ถือกำเนิดขึ้นใหม่จากเถ้าถ่านสองครั้ง ครั้งแรกใน ค.ศ.1945 หลังจากช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเมืองมัณฑะเลย์โดนทิ้งระเบิดเพลิง ทำให้ไฟไหม้เมืองเสียหายอย่างใหญ่หลวง และอีกครั้งหนึ่งใน ค.ศ. 1984 หลังจากเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ลุกลามกระจายไปทั่วเมืองเป็นบริเวณกว้าง ทำให้อาคารบ้านเรือนมอดไหม้เหลือแต่กองเถ้าถ่าน

ทว่า หลังเหตุการณ์ไฟไหม้ใหญ่ทั้งสองครั้งนั้น เมืองมัณฑะเลย์ก็ได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ทุกครั้งเหมือนนกฟีนิกซ์และได้รับการเดินหน้าพัฒนาเมืองอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา

ต่อมาใน ค.ศ. 2016 การพัฒนาเมืองมัณฑะเลย์ได้กลับมาโดดเด่นอีกครั้ง มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่ชาวเมืองมัณฑะเลย์ว่าในช่วงก่อน ค.ศ. 2016 ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลทหารปกครองนั้น มิได้มีแนวทางการปรับปรุงคุณภาพชีวิตประชากร และทำให้เมืองยั่งยืนกว่าเดิมอย่างจริงจัง อีกทั้งพื้นที่สีเขียวของเมืองก็ยังมีน้อย

เมืองมัณฑะเลย์กำลังจะเป็นนกฟีนิกซ์ที่ผุดเกิดขึ้นมาใหม่อีกครั้งตามทัศนะของเมียะ ตาน ติ้น หลังจากรัฐบาลเมียนมาผลักดัน “เมืองรอง” อย่าง มัณฑะเลย์ อดีตเมืองหลวงเก่าในยุคราชวงศ์ของประเทศที่มีอายุกว่า 160 ปี ให้เป็นสมาร์ทซิตี้ (Smart City) หรือเมืองอัจฉริยะ เมืองแรกของประเทศ  

มัณฑะเลย์เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายเมืองอัจฉริยะอาเซียน (ASEAN Smart Cities Network : ASCN) ที่ริเริ่มขึ้นครั้งแรกในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 32 (32nd ASEAN Summit) จัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 – 28 เมษายน 2561 โดยมีสาธารณรัฐสิงคโปร์ เป็นประธานในการจัดการประชุม มีจุดประสงค์เพื่อให้ ASCN เป็นแพลตฟอร์มสำหรับเมืองต่างๆ ในอาเซียน ที่จะทำงานร่วมกันภายใต้เป้าหมายการพัฒนาเมืองอัจฉริยะอย่างยั่งยืน และมุ่งให้เกิดการยกระดับความเป็นอยู่ของประชากรในอาเซียนด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม

มีเมืองในกลุ่มประเทศอาเซียนเข้าร่วมนำร่องทั้งสิ้น 26 เมือง  ได้แก่ บันดาร์เสรีเบกาวัน กรุงเทพมหานคร  บันยูวังงี  พระตะบอง  เซบู  ชลบุรี  ดานัง  ดาเวา  จาการ์ตา  ฮานอย โฮจิมินห์  ยะโฮร์บาห์รู  โกตากินะบะบู  กัวลาลัมเปอร์  กูซิง หลวงพระบาง  มะกัสซาร์  มัณฑะเลย์ มะนิลา เหน่ปี่ด่อ  พนมเปญ  ภูเก็ต  เสียมราฐ  สิงคโปร์  เวียงจันทน์ และย่างกุ้ง 

รอยเตอร์ส (Reuters) รายงานความก้าวหน้าของการพัฒนาเมืองมัณฑะเลย์ให้กลายเป็นสมาร์ทซิตี้แห่งแรกของเมียนมาว่าเดิมทีเมียนมาได้ส่ง 3 เมืองเข้าร่วม คือ ย่างกุ้ง เหน่ปี่ด่อและมัณฑะเลย์

แต่เพราะศักยภาพที่ดีของมัณฑะเลย์ ทำให้ขึ้นแท่นเป็นเมืองอัจฉริยะ นำหน้าไปก่อน โดยการผลักดันของ แย ลวิน (Ye Lwin) อดีตจักษุแพทย์ที่ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีของมัณฑะเลย์ หลังรัฐบาลพลเรือนของเมียนมาชนะการเลือกตั้งใน ค.ศ. 2015 และเขาทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการพัฒนาเมืองมัณฑะเลย์ หรือ MCDC (Mandalay City Development Committee)

ทีมงานของเขาประกอบด้วยนักเขียน นักข่าว วิศวกร  นักกฎหมาย และผู้เชี่ยวชาญด้านไอที  ซึ่งน่าสังเกตว่าสมาชิกใน MCDC มิได้เป็นนักการเมืองอาชีพมาก่อน

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ความร่วมมือของชาวมัณฑะเลย์และผู้บริหารเมืองได้พยายามผลักดันให้การพัฒนาเป็นไปอย่างก้าวไกลกว่าเมืองอื่น มีการใช้เทคโนโลยีติดต่อสื่อสารกันโดยตรงระหว่างชาวเมืองกับราชการ

นายกเทศมนตรี แย ลวิน รับฟังความคิดเห็นและตอบกลับประชาชนรวมถึงประสานงานกับผู้ใต้บังคับบัญชาผ่านทางอีเมล์ และโซเชียลมีเดีย  ซึ่งแตกต่างจากเมืองอื่นๆ ที่รับข้อร้องเรียนผ่านแบบฟอร์มในรูปแบบกระดาษเท่านั้น

โปรเจกต์การพัฒนาเมืองมัณฑะเลย์ได้รับเงินทุนส่วนหนึ่งจากธนาคารพัฒนาเอเชีย แต่เงินทุนส่วนใหญ่มาจากการจัดเก็บภาษีภายในเมืองด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น การที่ผู้บริหารเมืองใช้ภาพสามมิติที่ถ่ายจากโดรน  ร่วมกับข้อมูลจากเจ้าหน้าที่เทศบาลที่สำรวจเมืองด้วยระบบจีพีเอสทำให้สะท้อนภาพครัวเรือนและธุรกิจที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินอย่างชัดเจน

เงินทุนเหล่านี้ถูกนำไปพัฒนาระบบการจัดเก็บค่าไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยีโดยไม่ต้องอ่านค่าที่มิเตอร์วัดการใช้ไฟฟ้าของบ้านแต่ละหลังโดยตรง นอกจากนี้ยังมีระบบควบคุมการจราจรภายในเมืองด้วยรีโมตเซ็นเซอร์ โดยเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งไว้กับกล้องวงจรปิดบนถนนทำหน้าที่ตรวจจับความแออัด และปรับลำดับของสัญญาณไฟจราจรให้เหมาะสม

นอกจากนี้ยังมีระบบการบริหารจัดการขยะมูลฝอยภายในเมืองด้วย จีพีเอสที่ติดตั้งในรถเก็บขยะเพื่อควบคุมการขนส่งขยะจากหลายๆ แหล่งไปรวบรวมไว้จุดเดียวอย่างมีประสิทธิภาพ 

ปัจจุบันชาวมัณฑะเลย์ยังสามารถชำระสินค้าด้วย คิวอาร์โค้ด (QR Code) รวมถึงอีกหลายเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากกว่าเมืองอื่น และเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการเสนอข้อตกลงความร่วมมือระหว่างเมืองมัณฑะเลย์กับหัวเว่ย บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีน เพื่อติดตั้งกล้องวงจรปิดที่มีเทคโนโลยีจดจำใบหน้า และอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยภายในเมือง ตามโครงการเมืองปลอดภัย (Safe City) แบบไฮเทค ด้วยงบประมาณ 1.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

แต่เรื่องนี้ก็มีนักเคลื่อนไหวออกมาคัดค้าน เพราะมีความกังวลกับกรณีที่หัวเว่ยโดนอเมริกาแบนและมองว่าเทคโนโลยีนี้จะไปละเมิดสิทธิของชาวเมียนมา

อย่างไรก็ดี การขึ้นแท่นเป็นสมาร์ทซิตี้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เห็นได้จากเมืองใหญ่หลายเมืองต่างเจอปัญหาด้านข้อจำกัดเรื่องโครงสร้าง และระบบของเมืองที่ปรับเปลี่ยนได้ยาก การสร้างเมืองอัจฉริยะในเมืองรองซึ่งมีระบบยืดหยุ่นมากกว่าเมืองใหญ่ จึงกลายเป็นอีกทางเลือกที่บางประเทศใช้  

การก้าวกระโดดขึ้นแท่นเป็นสมาร์ทซิตี้ของเมืองมัณฑะเลย์  ซึ่งเป็นเมืองแรกของเมียนมานั้นถือว่าไม่ธรรมดา ถ้าเทียบกับเมืองหลวงทางเศรษฐกิจอย่างย่างกุ้งและเมืองหลวงทางการปกครองอย่างเหน่ปี่ด่อที่ยังไม่มีการนำเทคโนโลยีบางอย่างมาใช้งาน เพราะข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ

ผู้เขียนเห็นด้วยกับการยกเปรียบเมืองมัณฑะเลย์ของ เมียะ ตาน ติ้น เพราะถ้าเราย้อนดูประวัติเมืองมัณฑะเลย์จะเห็นว่ามันผุดเกิดคืนชีพขึ้นมาใหม่เหมือนนกฟีนิกซ์ 

ตามประวัติศาสตร์ มัณฑะเลย์คือเมืองใหม่ที่สร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้ามินดง (ค.ศ.1853-1878) แห่งราชวงศ์คองบอง เมื่อ ค.ศ. 1857 โดยมีสถานภาพเป็นราชธานีสืบต่อจากกรุงอมรปุระและเป็นศูนย์กลางของโลกจักรวาลตามคติความเชื่อแบบพุทธ-พราหมณ์ของรัฐเมียนมายุคโบราณ สำหรับเหตุผลของการสร้างเมืองมัณฑะเลย์ มีการตีความกันไปหลากหลายแนวทาง ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม โหราศาสตร์และการทหาร

สารานุกรมเมียนมา และนักวิชาการหลายท่านได้อธิบายว่า ในสมัยพระเจ้ามินดง เรือกำปั่นอังกฤษสามารถเดินทางตามลำแม่น้ำเอยาวดีขึ้นไปได้ไกลถึงเมืองอังวะและอมรปุระ และหากมีสงครามเกิดขึ้น กองทัพอังกฤษอาจนำปืนใหญ่ใส่เรือกำปั่นเพื่อใช้โจมตีราชธานีเมียนมาตามลำแม่น้ำเอยาวดี 

แรงบีบคั้นทางยุทธศาสตร์ส่งผลให้พระเจ้ามินดงประกาศโยกย้ายราชธานีเพื่อหลบหนีจากวิถีเรือปืน ทำเลที่ตั้งของเมืองมัณฑะเลย์จัดว่าอยู่ห่างจากลำแม่น้ำเอยาวดีมากกว่าเมืองอมรปุระ ซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่า พระเจ้ามินดงอาจทรงรู้สึกปลอดภัยกว่า หากมีการตั้งศูนย์อำนาจแห่งใหม่ ณ เมืองมัณฑะเลย์ซึ่งอยู่ห่างจากฝั่งน้ำเอยาวดีประมาณ 5 ไมล์

ใน ค.ศ. 1885  หลังสงครามเมียนมา-อังกฤษครั้งที่ 3   เมียนมาเสียเมืองมัณฑะเลย์แก่อังกฤษและอังกฤษได้ยกเลิกสถานะการเป็นเมืองหลวงของมัณฑะเลย์นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และตลอดช่วงสมัยอาณานิคม อังกฤษได้ใช้เมืองย่างกุ้งเป็นเมืองหลวงแทนมัณฑะเลย์ 

อย่างไรก็ดี ถึงวันนี้ มัณฑะเลย์กำลังถือกำเนิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยในครั้งนี้ได้ก้าวขึ้นแท่นของการเป็นสมาร์ทซิตี้  เมืองแรกของเมียนมา  และเป็นไปตามวลีที่เมียะ ตาน ติ้น ยกเปรียบไว้ว่า

“เกิดใหม่จากเถ้าถ่านเหมือนนกฟีนิกซ์”

 

 

มัณฑะเลย์ คือ เมืองใหม่ที่สร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้ามินดง หลังสงครามเมียนมา-อังกฤษครั้งที่ 3   เมียนมาเสียเมืองมัณฑะเลย์แก่อังกฤษและอังกฤษได้ยกเลิกสถานะการเป็นเมืองหลวงของมัณฑะเลย์นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ถึงวันนี้ มัณฑะเลย์กำลังถือกำเนิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยในครั้งนี้ได้ก้าวขึ้นแท่นของการเป็นสมาร์ทซิตี้  เมืองแรกของเมียนมา

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?