วันเพ็ญเดือน 12 ได้เวลา "ลอยกระทง" ขอขมาพระแม่คงคา
  • Lifestyle
  • Nov 8, 2019

พอถึงวันลอยกระทงทีไร สิ่งที่พ่วงมากับประเพณีเก่าแก่นี้ก็คือ จำนวนกระทงมหาศาลที่ลอยค้างเติ่งตามแหล่งน้ำต่างๆ ทั่วประเทศไทย ในสมัยก่อนกิจกรรมลอยกระทงลงแม่น้ำแบบนี้อาจไม่ได้เป็นปัญหามากนัก แต่เมื่อย้อนกลับไปช่วง 5-10 ปีก่อน ประเพณีลอยกระทงกลายเป็นการจัดอีเวนท์ยิ่งใหญ่ ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติให้หลั่งไหลมาร่วมสัมผัสวัฒนธรรมประเพณีไทยทั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ต่างๆ ทั่วประเทศ แต่ยิ่งคนมากก็ยิ่งมีการใช้กระทงจำนวนมากตาม เช้าวันถัดมาก็กลายเป็นขยะกองใหญ่ลอยอืดเต็มบึงและแม่น้ำ สร้างมลพิษให้แหล่งน้ำมาตลอด  เอาเป็นว่าวันลอยกระทง ในปี 2562 นี้ อยากเชิญชวนให้ทุกคนงดลอยกระทง งดเพิ่มขยะให้แหล่งน้ำ โดยลอยประทีปหรือกระทงขนาดเล็กในสระน้ำปิดเพื่อเก็บขยะได้ง่าย หรืออีกวิธีคือ หันมาสวมมนต์ขอขมาพระแม่คงคาโดยไม่ต้องลอยกระทงก็ได้

ว่าแต่...ทำไมเราต้องขอขมาพระแม่คงคาในวันลอยกระทง? Bottom Line จะพาย้อนกลับไปดูตำนาน ความเชื่อ รวมถึงเปิดบทสวดมนต์ขอขมาพระแม่คงคาที่คุณเองก็สามารถทำได้ โดยไม่ต้องลอยกระทงไปเพิ่มขยะให้แหล่งน้ำ

  • เมื่อถึงวันเพ็ญเดือน 12 น้ำนองเต็มตลิ่ง

วันลอยกระทงตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย หรือถ้าเป็นปฏิทินจันทรคติล้านนาจะตรงกับเดือนยี่ และหากเป็นปฏิทินสุริยคติจะราวเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเดือน 12 นี้เป็นช่วงต้นฤดูหนาว อากาศจึงเย็นสบาย อีกทั้งวันขึ้น 15 ค่ำซึ่งเป็นช่วงฤดูน้ำหลาก มีน้ำขึ้นเต็มฝั่ง ทำให้เห็นสายน้ำอย่างชัดเจน สามารถชมวิวแม่น้ำที่มีแสงจันทร์ส่องกระทบลงมาดูงดงามเหมาะแก่การไปลอยกระทงและเที่ยวชมงานวัดหรืองานประเพณีที่มีการจัดขึ้นอย่างสวยงาม

  • "ลอยกระทง" มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย

สำหรับต้นกำเนิดของประเพณีลอยกระทงไม่มีหลักฐานระบุแน่ชัดว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อใด แต่เชื่อว่าประเพณีนี้ได้สืบต่อกันมายาวนานตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหง เรียกประเพณีลอยกระทงนี้ว่า “พิธีจองเปรียญ” หรือ “การลอยพระประทีป” และมีหลักฐานจากศิลาจารึกหลักที่ 1 กล่าวถึงงานเผาเทียนเล่นไฟว่าเป็นงานรื่นเริงที่ใหญ่ที่สุดของกรุงสุโขทัย ทำให้เชื่อกันว่างานดังกล่าวน่าจะเป็นต้นกำเนิดของประเพณีลอยกระทงในปัจจุบัน สมัยก่อนพิธีลอยกระทงจะเป็นการลอยโคม โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงสันนิษฐานว่า พิธีลอยกระทงเป็นพิธีของพราหมณ์ จัดขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้า 3 องค์ คือ พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม ต่อมาได้นำพระพุทธศาสนาเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงให้มีการชักโคมเพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุ และลอยโคมเพื่อบูชารอยพระบาทของพระพุทธเจ้า ก่อนที่นางนพมาศ หรือ ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ สนมเอกของพระร่วงจะคิดค้นประดิษฐ์กระทงดอกบัวขึ้นเป็นคนแรกแทนการลอยโคม ดังปรากฏในหนังสือนางนพมาศที่ว่า

“ครั้นวันเพ็ญเดือน 12 ข้าน้อยได้กระทำโคมลอย คิดตกแต่งให้งามประหลาดกว่าโคมสนมกำนัลทั้งปวงจึงเลือกผกาเกษรสีต่างๆ มาประดับเป็นรูปกระมุทกลีบบานรับแสงจันทร์ใหญ่ประมาณเท่ากงระแทะ ล้วนแต่พรรณดอกไม้ซ้อนสีสลับให้เป็นลวดลาย…”

เมื่อสมเด็จพระร่วงเจ้าได้เสด็จฯ ทางชลมารค ทอดพระเนตรกระทงของนางนพมาศก็ทรงพอพระราชหฤทัย จึงโปรดให้ถือเป็นเยี่ยงอย่าง และให้จัดประเพณีลอยกระทงขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยให้ใช้กระทงดอกบัวแทนโคมลอย ดังพระราชดำรัสที่ว่า “ตั้งแต่นี้สืบไปเบื้องหน้า โดยลำดับกษัตริย์ในสยามประเทศถึงกาลกำหนดนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือน 12 ให้ทำโคมลอยเป็นรูปดอกบัว อุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมมทานทีตราบเท่ากัลปาวสาน” พิธีลอยกระทงจึงเปลี่ยนรูปแบบตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ประเพณีลอยกระทงสืบต่อกันเรื่อยมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ในช่วงประมาณสมัยรัชกาลที่ 1 - รัชกาลที่ 3 พระบรมวงศานุวงศ์ตลอดจนขุนนางนิยมประดิษฐ์กระทงใหญ่เพื่อประกวดประชันกัน ซึ่งต้องใช้แรงคนและเงินจำนวนมาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลือง จึงโปรดให้ยกเลิกการประดิษฐ์กระทงใหญ่แข่งขัน และโปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์ทำเรือลอยประทีปถวายองค์ละลำแทนกระทงใหญ่ และเรียกชื่อว่า “เรือลอยประทีป” ต่อมาในรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ได้ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีนี้ขึ้นมาอีกครั้ง

  •  ตำนานบูชารอยพระพุทธบาท

มีตำนานหนึ่งเกี่ยวกับต้นกำเนิดของพิธีลอยกระทงว่าเป็นการบูชารอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า เล่าต่อๆ กันว่ามีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ารอยหยึ่ง ที่ปรากฏอยู่ริมฝั่งแม่น้ำนัมมทานที โดยมีความเป็นมาเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ คือ ครั้งหนึ่งพญานาคทูลอาราธนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เสด็จไปแสดงธรรมโปรดในนาคพิภพ เมื่อพระองค์จะเสด็จกลับ พญานาคทูลขออนุสาวรีย์ไว้กราบไหว้บูชา พระพุทธองค์จึงทรงประดิษฐานรอยพระพุทธบาทไว้ที่หาดทรายริมฝั่งแม่น้ำนัมมทานที เพื่อให้บรรดานาคทั้งหลายได้สักการะบูชา หลังจากนั้นก็มีการสักการะบูชารอยพระพุทธบาทนี้ตามแหล่งน้ำตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นอกจากนี้ตำนาน การลอยกระทงทีมีความเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติอีก 2 ตำนานคือ การลอยกระทงเพื่อบูชาพระจุฬามณีบนสวรรค์ และการลอยกระทงเพื่อต้อนรับพระพุทธองค์ในวันที่เสด็จกลับจากเทวโลก

  • พระแม่คงคาและการลอยกระทง

นอกจากนี้ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับพระแม่คงคาที่คอยดูแลปกปักสายน้ำต่างๆ เป็นความเชื่อที่มาจากทางศาสนาฮินดูที่อธิบายถึงพระแม่คงคาเอาไว้ว่า พระแม่คงคาแต่เดิมสถิตอยู่ที่สวรรค์ เป็นลูกสาวขององค์พระศิวะและเป็นพี่สาวของพระแม่อุมา พระแม่คงคาเป็นเทพธาตุน้ำมีหน้าที่ในการรักษาแม่น้ำบนสวรรค์ แต่เมื่อพบว่าโลกมนุษย์เกิดความแห้งแล้งไม่มีน้ำ พระศิวะจึงขอให้พระแม่คงคาลงจากสวรรค์ไปช่วยมนุษย์โลก แต่เนื่องจากพระแม่คงคามีฤทธิ์เดชอย่างมหาศาล หากเสด็จลงไปทั้งองค์อาจไปทำลายล้างโลกมนุษย์ได้ นางจึงขอร้องให้พระศิวะเป็นตัวกลางในการส่งพลังของนางลงไปยังโลกมนุษย์แทน โดยส่งพลังไปเป็นสายน้ำให้ไหลจากหมวยผมของพระศิวะแล้วไหลงลงไปยังโลกโดยฝั่งขวาให้ไหลลงมากลายเป็นแม่น้ำคงคา ส่วนฝั่งซ้ายจะไหลลงไปทางจีนออกมาทางธิเบตและหิมาลัย กลายเป็นแม่น้ำโขง ด้วยเหตุนี้ผู้คนที่นับถือพาหมณ์ฮินดูจึงมีคติความเชื่อเกี่ยวกับการบูชาและขอขมาพระแม่คงคาในทุกๆ ปี ซึ่งก็มีการส่งต่อความเชื่อนี้มายังคนไทยด้วย ทั้งนี้สามารถสรุปตำนานและความเชื่อของคนไทยเกี่ยวกับการลอยกระทง ได้ดังนี้

- เพื่อแสดงความสำนึกถึงบุญคุณของแม่น้ำที่ให้เราได้อาศัยน้ำกิน น้ำใช้ ตลอดจนเป็นการขอขมาต่อพระแม่คงคา ที่ได้ทิ้งสิ่งปฏิกูลต่างๆ ลงไปในน้ำ อันเป็นสาเหตุให้แหล่งน้ำไม่สะอาด 

- เพื่อเป็นการสักการะรอยพระพุทธบาทนัมมทานที เมื่อคราวที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปแสดงธรรมโปรดในนาคพิภพ และได้ทรงประทับรอยพระบาทไว้บนหาดทรายแม่น้ำนัมมทานที ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหนึ่งอยู่ในแคว้นทักขิณาบถของประเทศอินเดีย ปัจจุบันเรียกว่าแม่น้ำเนรพุทท 

- เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ เพราะการลอยกระทงเปรียบเหมือนการลอยความทุกข์ ความโศกเศร้า โรคภัยไข้เจ็บ และสิ่งไม่ดีต่างๆ ให้ลอยตามแม่น้ำไปกับกระทง คล้ายกับพิธีลอยบาปของพราหมณ์

- เพื่อเป็นการบูชาพระอุปคุต ที่ชาวไทยภาคเหนือให้ความเคารพ ซึ่งบำเพ็ญเพียรบริกรรมคาถาอยู่ในท้องทะเลลึกหรือสะดือทะเล โดยมีตำนานเล่าว่าพระอุปคุตเป็นพระมหาเถระรูปหนึ่งที่มีอิทธิฤทธิ์มาก สามารถปราบพญามารได้  

- เพื่อรักษาขนบธรรมเนียมของไทยไว้มิให้สูญหายไปตามกาลเวลา และยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เกิดขึ้นทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ และเพื่อความบันเทิงเริงใจ เนื่องจากการลอยกระทงเป็นการจัดงานรื่นเริงไปคู้กันด้วย เช่น งานวัด

  • บทสวดขอขมาพระแม่คงคา

ส่วนใครที่อยากไปขอขมาพระแม่คงคาตามความเชื่อ สามารถสวดบทขอขมาจากพระเทพปฏิภาณวาที (เจ้าคุณพิพิธ) วัดสุทัศนเทพวราราม ได้ดังนี้ 

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต

ข้าแต่คงคา ลูกขอวันทา ด้วยประทีปกระทง
พระแม่คงคา มีความเมตตา ต่อลูกสูงส่ง
คือน้ำในกาย สามส่วนมั่นคง กายจึงยืนยง  ชุ่มชื่นยืนนาน

พระแม่คงคา กำเนิดจากฟ้า โปรยปรายลงมา เป็นกระแสธาร
เกิดเป็นแม่น้ำ หลายนามขนาน ปิง, วัง, ยม, น่าน คือเจ้าพระยา

ท่าจีน, ตาปี นครชัยศรี โขง, ชี, มูล, ละหาร ห้วยหนองคลองบึง
จนถึงแก่งกว๊าน น้ำใต้บาดาล อีกทั้งประปา

ลูกลูกทั้งหลาย เดินทางขายค้า สำเร็จกิจจา คมนาคม
นำมากินใช้ ได้ดั่งอารมณ์ ยามร้อนประพรม ชุ่มชื่นกายใจ

ชำระมลทิน โสโครกทั้งสิ้น สะอาดสดใส ผุดผ่องพราวตา
แลเลิศวิไล แม่น้ำรับไว้ สกปรกโสมม

น้ำเสียเรือนชาน ซักผ้าล้างจาน เททิ้งทับถม
ไหลลงคงคา ธาราระทม สารพิษสะสม เน่าคลุ้งฟุ้งไป

วันนี้วันเพ็ญ พระจันทร์ลอยเด่น เป็นศุภสมัย
ลูกจัดกระทง ประสงค์จงใจ นำมากราบไหว้ พระแม่คงคา

เทวาทรงฤทธิ์ ซึ่งสิงสถิต ทุกสายธารา ทั้งผีพรายน้ำ
อย่าซ้ำโกรธา ลูกขอขมา อโหสิกรรม

ทำกิจใดใด อุทกภัย อย่าได้เติมซ้ำ อย่าพบวิบัติ
ข้องขัดระกำ อย่าให้ชอกช้ำ น้ำท่วมพสุธา

อย่าให้สินทรัพย์ ต้องพลันย่อยยับ เพราะสายธารา
อย่าให้ชีวิต ต้องปลิดชีวา พระแม่คงคา รับขมาลูก เทอญ

------------------------------------

อ้างอิง:

http://www.parwat.com/282

http://www.finearts.go.th/nlt-korat/index.php/parameters/km

https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/dhamma/71941.html

http://www.dhammathai.org/articles/dbview.php?No=1454

วันลอยกระทงตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย สำหรับต้นกำเนิดของประเพณีลอยกระทงไม่มีหลักฐานระบุแน่ชัดว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อใด แต่เชื่อว่าประเพณีนี้ได้สืบต่อกันมายาวนานตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหง เรียกประเพณีลอยกระทงนี้ว่า “พิธีจองเปรียญ” หรือ “การลอยพระประทีป” และมีหลักฐานจากศิลาจารึกหลักที่ 1 กล่าวถึงงานเผาเทียนเล่นไฟว่าเป็นงานรื่นเริงที่ใหญ่ที่สุดของกรุงสุโขทัย ทำให้เชื่อกันว่างานดังกล่าวน่าจะเป็นต้นกำเนิดของประเพณีลอยกระทงในปัจจุบัน

นักข่าว นักหนังสือพิมพ์ ที่ทำงานในแวดวงสื่อสารมวลชนทั้งในแพลตฟอร์มหนังสือพิมพ์และออนไลน์ ชอบท่องโลกกว้างเป็นชีวิตจิตใจ ไม่พลาดที่จะค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ จากการกิน ดื่ม เที่ยว ไปพร้อมกับเพิ่มทักษะ Self-Development ในทุกๆ จังหวะของชีวิต

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?