ตำนานมงกุฎดอกไม้ของสวีเดน
  • Lifestyle
  • Jun 29, 2019

เห็นภาพญาญ่า - ณเดชน์ ซึ่งไปพักผ่อนกับครอบครัวที่สวีเดน แล้วร้อยมงกุฎดอกไม้กิจกรรมประจำหน้าร้อนของชาวสวีดิชกันแสนน่ารัก ทำให้เรานึกถึงความเชื่อเรื่องมงกุฎดอกไม้ ที่ไม่ใช่แค่กิจกรรมร้อยกันสนุกสนาน แต่มีความเชื่อโรแมนติกและวิถีชีวิตซ่อนอยู่ด้วย

เราไปร้อยมงกุฎดอกไม้แบบนี้มาเหมือนกันเมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายน เป็นกิจกรรมหลังจากจบงาน Democratic Design Days 2019 ที่ทางอิเกีย ผู้จัดงานพาผู้ร่วมงานไปสัมผัสวิถีดั้งเดิมของการเลี้ยงฉลองในฤดูร้อนของสวีเดน ประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ที่ปีหนึ่งมีหน้าร้อนแค่ 2 เดือนเท่านั้น เมื่อฟ้ากระจ่างแดดแรง อุณหภูมิอบอุ่น ก็ถึงฤดูกาลแห่งการผลิบานของพืชพันธุ์ และผู้คนก็พากันออกมาทำกิจกรรมนอกบ้านอย่างแจ่มใส

นั่งรถออกนอกเมืองไปยัง Barkhult ที่ Goaroije Barkhult Östregård ฟาร์มและโรงนาเก่าซึ่งนำมาปรับปรุงเป็นสถานที่จัดอีเวนท์ ให้บริการอาหารและกิจกรรมเลี้ยงฉลองในแบบชนบทสวีดิช ท่ามกลางบรรยากาศบ้านไร่กสิกรรม ก่อนจะถึงมื้อค่ำ ก็มีกินดื่มแบบเบาๆ และกิจกรรมทำมงกุฎดอกไม้ ซึ่งสาวๆ ส่วนใหญ่ตั้งหน้าตั้งตาทำกันอย่างจริงจัง เราก็ไปทำกับเขาด้วย

มารู้ทีหลังว่าทำไมพวกเธอจริงจังกันขนาดนี้ ก็เพราะมีความเชื่อว่าหากร้อยมงกุฎดอกไม้ให้ครบ 7 ชนิด (ถ้าดอกไม้ไม่พอเติมชนิดใบไม้ได้) แล้วสวมมงกุฎเต้นรำในค่ำคืนนั้น ก่อนนอนก็เอามงกุฎดอกไม้ไว้ใต้หมอน อธิษฐานแล้วจะได้แต่งงานกับผู้ชายดีๆ เราก็ลองทำตาม แต่ไม่รับประกันผล เพราะทำไม่ครบขั้นตอน เกิดกลัวว่าจะนอนไม่สบายถ้ามีมงกุฎดอกไม้อยู่ใต้หมอนขึ้นมา

งานฉลองกลางแจ้ง และสวมมงกุฎดอกไม้ เหมือนเป็นความสนุกในช่วงหน้าร้อน นานๆ ทีชาวสวีดิชจะออกมาใส่เสื้อบางๆ ปาร์ตี้กันนอกบ้านสบาย ที่จริงแล้ว กิจกรรมนี้ผูกพันกับธรรมชาติและความเชื่อดั้งเดิมของคนพื้นถิ่นมายาวนาน

'มงกุฎดอกไม้' (Midsommarkrans - Midsummer Crown) เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมกลางฤดูร้อนซึ่งอยู่ระหว่างวันที่ 19 - 26 มิถุนายน เป็นช่วงที่กลางวันยาวนานมาถึงเวลากลางคืน ชาวสวีดิชจะเฉลิมฉลองการมาถึงของฤดูร้อนอันอบอุ่นที่เหมาะสำหรับการเพาะปลูก เป็นฤดูแห่งความอุดมสมบูรณ์ นี่คือความเชื่อของสังคมเกษตรซึ่งเป็นรากของสังคมสวีดิช ที่มีชีวิตเกี่ยวพันกับธรรมชาติ

เพราะต้องอยู่กับความมืดและเหน็บหนาวยาวนาน ฤดูร้อนจึงเป็นช่วงเวลาแสนสำคัญ แต่เดิมฉลองวันกลางฤดูร้อนในวันที่ 24 มิถุนายน ที่เรียกกันว่า Midsummer’s Eve ซึ่งตรงกับวันสำคัญทางคริสต์ศาสนา คือวันเกิดของนักบุญจอห์น เดอะ แบ๊บติสท์ แต่ประเพณีฉลองนี้มีมายาวนานก่อนการมาถึงของศาสนา เป็นความเชื่อของลัทธิเพเกิน (Pagan) ซึ่งคนมักเข้าใจว่าเป็นลัทธิแม่มดพ่อมด ที่จริงแล้วความเชื่อนี้สัมพันธ์กับธรรมชาติและการเปลี่ยนของฤดูกาล ที่ส่งอิทธิพลกับการเพาะปลูก และชีวิตของมนุษย์ในสังคมเกษตร ก่อนที่จะเข้ายุคอุตสาหกรรม แต่เพื่อการเผยแพร่ศาสนา ก็ต้องอาศัยวันสำคัญดั้งเดิมมาทับซ้อนความสำคัญใหม่เข้าไป แต่ถึงอย่างไร การฉลองต้อนรับฤดูร้อนก็ยังคงสำคัญยิ่งกว่า (คริสต์ศาสนาจึงเน้นฉลอง Christmas’s Eve แทน โดยกำหนดวันเกิดของพระเยซูคริสต์ให้ใกล้เคียงกับวันเหมายัน - Winter Solstice จนมีความสำคัญอย่างมาก)

ภายหลังปี 1952 รัฐบาลสวีเดนประกาศว่าควรฉลองเทศกาลกลางฤดูร้อนกันในช่วงสุดสัปดาห์ เลยทำให้วันฉลองคาบเกี่ยวหลายวันในช่วงนั้น แต่วันที่ถือว่ากลางฤดูร้อนจริงๆ คือ วันครีษมายัน (Summer Solstice) วันที่กลางวันยาวนานกว่ากลางคืนที่สุดแห่งปี จากวันสำคัญในชนบทก็ส่งมาถึงเมือง ชาวเมืองรับเอาสัญลักษณ์ต่างๆ มาฉลองไปด้วย นอกจากการทำมงกุฎดอกไม้มาสวมแล้ว ก็ยังมีการเต้นรำรอบเสาที่ประดับประดาด้วยดอกไม้ เป็นความสนุกสนานเมื่อกลางวันนั้นยาวนาน กว่าอาทิตย์จะตกดินก็หลัง 3 ทุ่ม ซึ่งไม่ใช่แต่ในสวีเดน หลายประเทศก็มีงานฉลองวันครีษมายันแบบนี้เช่นกัน เป็นการเต้นรำรอบกองไฟ จัดงานรื่นเริงด้วยวิธีต่างๆ จนกลายมาเป็นงานคอนเสิร์ต และกิจกรรมร่วมสมัยที่ยังคงเห็นร่องรอยของชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติ

เรื่อง: อาศิรา พนาราม
ภาพ: อาศิรา พนาราม, IG keaw_jung

มงกุฎดอกไม้ที่หญิงสาวในอดีตเก็บดอกไม้ 7 ชนิดมาร้อยแล้วสวมศีรษะ เพื่ออธิษฐานต่อเทพเจ้า (ธรรมชาติ) ให้ประทานสามีดีๆ มาให้ เพราะยุคนั้นผู้หญิงต้องพึ่งพาผู้ชาย มาถึงยุคนี้ ไม่ว่าหญิงหรือชายก็สวมมงกุฎดอกไม้ได้ เหลือเพียงแค่ความสนุกสนานในวาระพิเศษ เพราะคำอธิษฐานคงเปลี่ยนไปตามยุคสมัยแล้ว

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?