จุดจบสายหวาน! เมื่อช็อกโกแลตกำลังจะหมดโลก
  • Lifestyle
  • Nov 18, 2019

ช็อกโกแลต กำลังจะกลายเป็น "ปัญหาระดับโลก" ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเนื่องจาก ภาวะโลกร้อน!

เรื่องนี้ได้รับการเปิดเผยจากนักวิทยาศาสตร์ของ สถาบันจีโนมิกส์นวัตกรรมแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ที่กำลังเร่งทำงานวิจัยเพื่อรับมือกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมส่วนใหญ่ของโลกในช่วงกลางศตวรรษนี้

ช็อกโกแลตส่วนใหญ่ของโลกมักนิยมปลูกในแถบเส้นศูนย์สูตร ด้วยสภาพภูมิศาสตร์ที่เหมาะสม ดินมีไนโตรเจนสูง และฝนตกชุกทำให้มีความชื้นในอากาศสูง โดยเฉพาะในแถบแอฟริกาตะวันตก และแอฟริกากลางที่มีการปลูกต้นโกโก้มากถึง ร้อยละ 70 ของไร่โกโก้ทั่วโลก

สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบและกำลังเป็นห่วงก็คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่จะส่งผลต่อการผลิตช็อกโกแลตในพื้นที่ดังกล่าวอย่างชัดเจนในช่วงปี 2050 หรืออีก 30 ปีข้างหน้า นอกจากอุณหภูมิจะสูงขึ้น ทำให้อากาศแห้งมากขึ้น และมีการแพร่ระบาดของโรคพืชรุนแรงขึ้น เหตุผลทางสภาพภูมิอากาศเหล่านี้จึงไม่เหมาะกับการปลูกโกโก้อีกต่อไป!

แต่ในข่าวร้ายก็ยังมีข่าวดีซ่อนอยู่ นั่นคือ ขณะนี้มีความร่วมมือในการทำวิจัยจาก มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ และซานฟรานซิสโก ในการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงมาปรับปรุงพันธุกรรมของต้นโกโก้ให้รับมือกับโรคภัย และสภาพอากาศที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรงในอนาคตได้

เหตุการณ์นี้ไม่ได้สำคัญสำหรับเหล่าช็อกโกแลตเลิฟเวอร์เท่านั้น แต่ยังผูกพันกับผู้คนอีกกว่า 50 ล้านคนทั่วโลกที่ผูกโยงอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ รวมทั้งเกษตรกรที่เพาะปลูกต้นโกโก้อีกกว่า 5 ล้านชีวิต

งานวิจัยของ National Oceanic and Atmospheric Administration พบว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกษตรกรต้องปรับตัวย้ายพื้นที่ไปเพาะปลูกในพื้นที่ที่สูงขึ้นไปอีกอย่าง ไอเวอรี่ โคสต์ และกานา ที่จากเดิมเคยมีการเพาะปลูกที่ 100-250 เมตร ต้องขยับขึ้นไปเป็น 450-500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล จึงจะสามารถหยุดการเจริญเติบโตของโรคพืชบางชนิดได้

แต่นั่นก็เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพราะอย่างที่ประเทศกานา การย้ายขึ้นไปเพาะปลูกบนพื้นที่สูงขึ้นก็อาจหมายถึงการรุกพื้นที่ป่าสงวน และมีปัญหาอื่นๆ ตามมา 

การใช้เทคโนโลยีทางวิศวพันธุกรรมเข้ามาช่วยจะทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถปรับแต่งดีเอ็นเอบางส่วนในต้นโกโก้ได้ ซึ่งหากได้ผลก็จะช่วยให้ผู้ผลิตไม่ต้องย้ายพื้นที่เพาะปลูกไร่โกโก้ ซึ่งเทคโนโลยีนี้เคยถูกใช้มาแล้วเมื่อปี 2017 ในการปรับเปลี่ยนพันธุ์องุ่นเพื่อให้ทนต่อโรคราน้ำค้างได้

อย่างไรก็ตาม นี่คงไม่ใช่การจบปัญหาการสูญพันธุ์ของโกโก้ เพราะนักวิทยาศาสตร์ได้แต่หวังว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศจะไม่รุนแรงจนส่งผลกระทบกับเกษตรกรชาวไร่โกโก้รุ่นต่อไป

สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบและกำลังเป็นห่วงก็คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่จะส่งผลต่อพื้นที่ดังกล่าวอย่างชัดเจนในช่วงปี 2050 หรืออีก 30 ปีข้างหน้า นอกจากอุณหภูมิจะสูงขึ้น ทำให้อากาศแห้งมากขึ้น และมีการแพร่ระบาดของโรคพืชรุนแรงขึ้น เหตุผลทางสภาพภูมิอากาศเหล่านี้จึงไม่เหมาะกับการปลูกโกโก้อีกต่อไป!

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์