Fashioned from Nature จากแล่เนื้อเถือธรรมชาติ สู่แฟชั่นเพื่อความยั่งยืน
Fashioned from Nature จากแล่เนื้อเถือธรรมชาติ สู่แฟชั่นเพื่อความยั่งยืน
Fashioned from Nature จากแล่เนื้อเถือธรรมชาติ สู่แฟชั่นเพื่อความยั่งยืน
Fashioned from Nature จากแล่เนื้อเถือธรรมชาติ สู่แฟชั่นเพื่อความยั่งยืน
Fashioned from Nature จากแล่เนื้อเถือธรรมชาติ สู่แฟชั่นเพื่อความยั่งยืน
  • Lifestyle
  • Jul 11, 2019

ชื่อบางชื่อในโปสเตอร์มีแรงดึงดูดมากพอให้เลี้ยวออกจากเส้นทางเดิมที่ตั้งใจไว้

สายวันหนึ่งในโคเปนฮาเกน จากที่เรามุ่งหน้าจะไป Statens Museum for Kunst กลับถูกชื่อ V&A ดึงไปชมนิทรรศการ Fashioned from Nature ที่สร้างสรรค์โดย V&A – Victoria and Albert Museum มิวเซียมชื่อดังแห่งลอนดอน ซึ่งจัดแสดง ณ Geological Museum ของกรุงโคเปนฮาเกน ประเทศเดนมาร์ก

เราเป็นคนหนึ่งที่เห็นเครื่องแต่งกายโบราณแล้วใจเต้นแรง ก็เสื้อผ้าไม่เคยทำหน้าที่แค่ห่อหุ้มปกป้องร่างกายมนุษย์ แต่เป็นเครื่องแสดงสถานะ ตัวตน และสื่อสารวัฒนธรรม ยิ่งมาถึงปัจจุบันที่คนเปิดเผยตัวตนต่อสาธารณะมากขึ้น ใครๆ ก็กลายเป็น Influencer ได้ เสื้อผ้าก็ยิ่งทำหน้าที่แสดง Statement หรือจุดยืนที่คุณเลือกประกาศออกไปต่อโลก

และธรรมชาติซึ่งส่งอิทธิพลกับชีวิตเราตลอดเวลา ระหว่างที่แฟชั่นนำวัตถุดิบและแรงบันดาลใจจากธรรมชาติมาใช้ ก็สร้างผลกระทบต่อธรรมชาติด้วย ในนิทรรศการนี้พาย้อนประวัติศาสตร์ 400 ปีของแฟชั่นที่ธรรมชาติมีส่วนร่วมมาตลอด ตั้งแต่ผ้าที่ทอจากใยธรรมชาติ การใช้ปีกแมลงทับมาตกแต่ง ขนสัตว์สารพัดที่แล่มาหุ้มห่ม อุตสาหกรรมฝ้ายที่สร้างคาร์บอนฟุตพรินท์มหาศาล แฟชั่นเพื่อรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการผลิตใหม่ด้วยวัสดุที่ยั่งยืน เพื่อลดความเสียหายต่อธรรมชาติในที่สุด

ไม่อาจพาชมได้ทั้งนิทรรศการ แต่ขอเล่าถึงบางชิ้นที่สะดุดความรู้สึกด้วยเรื่องราวที่อยู่เบื้องหลัง

แฟชั่นอันเกี่ยวพันกับธรรมชาติโดยตรง

ไม่เพียงแค่ได้แรงบันดาลใจ แต่การผลิตนั้นใช้ทรัพยากรธรรมชาติทุกอย่าง ก่อนศตวรรษที่ 18 เสื้อผ้าถูกผลิตด้วยมือ เส้นใยธรรมชาติอย่างไหม ขนสัตว์ ป่าน ฝ้าย มีความสำคัญที่สุด ตามด้วยวัสดุจากสัตว์ เช่น เปลือกหอยมุก กระดองเต่า ขากรรไกรวาฬ  ฯลฯ รวมถึงพลังงานธรรมชาติ

ช่วงนั้นแหล่งผลิตวัสดุมีศูนย์กลางอยู่ที่ยุโรป กระทั่งการค้าขายระหว่างประเทศขยายวงกว้าง และมีความต้องการจากผู้บริโภคมากขึ้น มีการนำเข้าวัตถุดิบเป็นจำนวนมากจากเอเชีย แอฟริกา และอเมริกา แฟชั่นจึงเติบโตมาก จากในวงสังคมชั้นสูงสู่คนทั่วไป ก็ยิ่งมีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติหนักขึ้นตามการพัฒนาของเทคโนโลยีการผลิต ผลักดันให้อุตสาหกรรมเติบโต มีเทคนิคการออกแบบและผลิตเสื้อผ้าเกิดขึ้นมากมาย ธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าการตลาด การโฆษณาล้วนส่งเสริมผลักดันการอุปโภคบริโภคให้เติบโตเต็มที่ และอุตสาหกรรมนั้นแหละที่กระทบกับสิ่งแวดล้อมโดยตรง

แมวน้ำโดนก่อน เพราะให้ลุคอันเลอค่า สัมผัสอันนุ่มนวล และให้ความอบอุ่นเป็นเลิศ หนังแมวน้ำจึงเป็นหนังสัตว์แรกๆ ที่ถูกนำมาใช้ตั้งแต่เพื่อความอบอุ่นไปจนถึงตัดเย็บเป็นแฟชั่นชั้นสูง หนังแมวน้ำป๊อบปูลาร์มาก ตั้งแต่ช่วงปี 1890 – 1910 แมวน้ำในแคนาดาถูกล่าอย่างหนักเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด ประชากรแมวน้ำในแคนาดาลดจาก 5 ล้านตัวเหลือ 300,000 ตัวในปี 1911 จากแมวน้ำ สัตว์อื่นๆ ที่มีหนัง ขน เปลือก ปีกงดงามก็ถูกทึ้งมาประดับประดาแฟชั่นเต็มที่

ฝ้ายอาบยาฆ่าแมลง ตั้งแต่ปี 1945 เป็นต้นมา เพื่อเพิ่มผลผลิตฝ้ายป้อนเข้าอุตสาหกรรมเสื้อผ้าทั่วโลก (แหล่งผลิตฝ้ายใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ที่อเมริกา) อเมริกาจึงมีการใช้ยาฆ่าแมลงอย่างหนักหน่วงซึ่งเป็นอันตรายต่อทั้งคนและระบบนิเวศ ปี 1962 Rachel Carson นักชีววิทยาได้ตีพิมพ์หนังสือเรื่อง Silent Spring ซึ่งเผยการใช้สารเคมีอันตรายอย่างไม่ยั้งคิดในไร่ฝ้าย ที่ทำลายสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชาวไร่ไปจนถึงชุมชนโดยรอบ หนังสือของเธอส่งผลให้รัฐบาลควบคุมการใช้ DDT และส่งเสริมงานวิจัยหาทางเลือกใหม่ในการกำจัดแมลงที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

Cat Woman ชุด Evening Gown จาก Russia Collection ปี 1997 ของ Jean Paul Gaultier ซึ่งทำจากหนังเสือดาวทั้งตัวหัวจรดหางเย็บไปกับกระโปรงบานยาว ตัวหนังเสือปักทับด้วยเลื่อมตามลายจริง จัดวางจังหวะให้ขับเน้นทรวดทรงของหญิงสาว ชุดนี้ใช้เวลาสร้างกว่า 1,000 ชั่วโมง ส่วนเสือดาวตัวนี้ถูกล่ามาจากเคนยา ในปี 1935

ไม่ใช่แต่การแล่หนัง ปลิดปีก ทึ้งขน เลาะกระดูก ตัดงา ฯลฯ จากสัตว์สารพัดสปีชีส์ กระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมแฟชั่น (ที่จริงคือทุกกิจกรรมของมนุษย์) ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ยิ่งหลังยุค 1900 อุตสาหกรรมเฟื่องฟูจากแฟชั่นเมดทูออเดอร์ในแวดวงคนชั้นสูง มาถึงเสื้อผ้าสำเร็จรูป สู่ฟาสต์ แฟชั่น ซึ่งลดต้นทุนการผลิตทำให้เสื้อผ้าราคาถูก หนุนการซื้อขายที่หมุนเวียนเร็ว การผลิตขยายฐานไปในประเทศต่างๆ เกิดการใช้สารเคมีกับวัสดุธรรมชาติและผลิตเส้นใยสังเคราะห์เพื่อผลลัพธ์ใหม่ๆ ผลที่ตามมาคือการก่อมลภาวะ อีกทั้งโรงงานเหล่านี้สูบใช้พลังงานจากถ่านหิน น้ำมัน เคมี และวัตถุดิบต่างๆ อย่างหนัก ยิ่งการบริโภคเฟื่องฟูผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมก็ยิ่งสูงขึ้นตลอดทั้งกระบวนการ

แฟชั่นเพื่อการประท้วงและเปลี่ยนแปลง

ตั้งแต่ยุค 1970 เป็นต้นมา ความเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมได้ก่อร่างขึ้นมาเป็นส่วนสำคัญของนโยบายการเมืองทั้งในระดับชาติและนานาชาติ หน่วยงานรัฐด้านสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นในหลายประเทศ สหประชาชาติจัดการประชุมใหญ่ด้านสิ่งแวดล้อมนานาชาติขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1972 และวันที่ 22 เมษายน ของทุกปีถือเป็นวัน Earth Day ตั้งแต่ปี 1970 ตามด้วยอีเวนท์ Earth Day ที่หลายประเทศในโลกตอบรับพร้อมกันครั้งแรกในปี 1990

ส่วนในวงการแฟชั่น ดีไซเนอร์และองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมเริ่มเคลื่อนไหวนี้ในช่วงยุค 1980 เป็นต้นมา ได้เกิดรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ถึงผลที่ตามมาของแฟชั่นในสังคมบริโภคนิยม ดีไซเนอร์มากมายใช้แฟชั่นเป็นแพลตฟอร์มในการสะท้อนปัญหาสังคมเพื่อสร้างให้เกิดประเด็นถกเถียงขึ้นมา

ความคิดเรื่องผลกระทบจากการผลิตเส้นใยที่มีต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดองค์กรต่างๆ อย่าง World Wildlife Fund (1961), Friends of the Earth (1971),Greenpeace (1971), People for the Ethical Treatment of Animals (PETA 1980) และองค์กรเหล่านี้ก็ได้ออกแคมเปญรณรงค์มากมาย เช่น กรีนพีซสร้างแคมเปญ Detox ขึ้นเพื่อรณรงค์การกำจัดการใช้เคมีที่สร้างมลภาวะในโรงงานผลิตผ้า เป็นต้น

ฟากดีไซเนอร์อย่างเช่น Vivian Westwood ซึ่งเป็นนักกิจกรรมด้านประเด็นสังคมตัวยง ก็ได้เชื่อมโยงแฟชั่นกับผู้ชมของเธอถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น การชักชวนผู้ทรงอิทธิพลมาใส่เสื้อยืด “Save the Arctic” และให้นางแบบใส่ในโชว์บนแคทวอล์คด้วย

นอกจากนี้ปัญหาต่างๆ จากอุตสาหกรรมแฟชั่นได้เกิดการปฏิวัติแฟชั่น ตั้งแต่การใช้พลังงานทางเลือก วัตถุดิบที่ลดผลกระทบ กระบวนการที่ยั่งยืน และการใช้แรงงานที่เป็นธรรมด้วย

แฟชั่นวันนี้เพื่ออนาคต

แฟชั่นในปัจจุบันมีแนวโน้มลดผลกระทบต่อธรรมชาติให้มากที่สุด มีการสร้างการรับรู้ถึงวงจรชีวิตของแฟชั่นแบบเดิมและแบบใหม่ ให้ผู้คนตระหนักรู้ รวมถึงแฟชั่นดีไซน์ใหม่ๆ ที่ทั้งสร้างสรรค์และยั่งยืน

แฟชั่นชั้นสูงจากกองขยะ Trash Couture ก่อตั้งโดย Ann Wiberg ดีไซเนอร์ชาวเดนนิช เป็นแบรนด์ที่เลือกใช้แต่วัสดุที่ผ่านการใช้งานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผ้า ลูกไม้วินเทจ เลื่อม ลูกปัด ฯลฯ ในเมื่อในแต่ละปีมีเสื้อผ้าถูกทิ้งเป็นขยะมหาศาล แบรนด์นี้จึงขอคืนชีวิตให้กับวัสดุเหล่านี้

แฟชั่นอัพไซคลิ่ง เช่นเดียวกับ Trash Couture ปรัชญาการออกแบบของ Christopher Raeburn ก็เลือกเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุทิ้งแล้ว เหลือใช้จากอุตสาหกรรมต่างๆ มาดีไซน์ใหม่ เช่น เดรสและหมวกที่ออกแบบใหม่จากการนำแผนที่จากยุค 1950s ซึ่งพิมพ์บนผ้าไหมอันแข็งแรงทนทาน เพื่อให้ทหารที่ออกรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 ใช้ เป็นต้น

เส้นใยไฮเทค เพื่อลดการใช้เส้นใยจากพืชไร่ที่สร้างคาร์บอนฟุตพรินท์สูงในการเพาะปลูก มีนวัตกรรมเส้นใยใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่น แฟชั่นจากรากหญ้า ที่ Diana Scherer ใช้ ‘รากหญ้า’ จริงๆ มาทอใหม่ให้กลายเป็นผืนผ้าที่มีโครงสร้างสวยแปลกตา ไม่ต้องปลูกใหม่ แถมยังกำจัดวัชพืชไปในตัว หรือ Bolt Thread ซึ่งนำเทคโนโลยีชีววิศวกรรมมาผลิตเส้นใย โดยใช้ยีสต์ น้ำตาล น้ำ และเกลือ มาออกแบบเป็นโปรตีนชนิดใหม่ สร้างโครงสร้างทางชีววิศวกรรมเลียนแบบใยแมงมุม โดยไม่ต้องใช้สารเคมีที่เป็นพิษ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี ไม่ต้องใช้ผืนดินในการปลูก ซึ่งในปี 2017 Stella McCartney ได้จับมือกับ Bolt Thread ออกคอลเลคชั่นแฟชั่นแรกที่ใช้เส้นใยไฮเทคนี้

นอกจากวัสดุ ก็ยังมีการเคลื่อนไหวของคนดังที่เป็นกระบอกเสียงให้กับแฟชั่นสายยั่งยืน เช่น ในงาน MET Gala 2016 ที่ทั่วโลกจับตา นักแสดงชื่อดัง Emma Watson ผู้อุทิศตัวกับการรณรงค์ด้านประเด็นสังคม สิ่งแวดล้อม รวมถึงแฟชั่นเพื่อความยั่งยืน เธอสวมเดรสของ Calvin Klein ซึ่งตัดขึ้นจากผ้าที่ทอด้วยเส้นใยจากขวดพลาสติกรีไซเคิล เพื่อร่วมมือกับแบรนด์ในการส่งเสียงดังๆ ถึงโลก ว่าด้วยการรีไซเคิล

นิทรรศการนี้ตอบข้อสงสัยเราตั้งแต่แรกเห็นว่า ‘แฟชั่นจากธรรมชาติ’ คงไม่ใช่แค่การนำแรงบันดาลใจรวมถึงการสูบกลืนทรัพยากรธรรมชาติมาเล่า (เพราะมันเป็นการสวนกระแสโลกอย่างมาก) แต่รวบรวมทางเลือกของแฟชั่นเพื่อความยั่งยืนไว้มากมาย แม้เทียบกับอุตสาหกรรมแฟชั่นทั้งหมดแล้วยังเป็นส่วนน้อย แต่ก็เป็นเส้นทางที่แบรนด์ซึ่งต้องการสร้างคุณค่าให้มากกว่าขายของต้องเดินหน้าไป เพื่ออนาคตของแบรนด์และอนาคตของโลกเราด้วย

นิทรรศการ Fashioned from Nature จัดแสดงที่ Geological Museum ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Natural History Museum of Denmark กรุงโคเปนฮาเกน ระหว่างวันที่ 13 เมษายน – 1 กันยายน 2562

เรื่องและภาพ: อาศิรา พนาราม

ตลอด 400 ปีของประวัติศาสตร์แฟชั่นได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ และสูบใช้ธรรมชาติในทุกมิติ แต่แฟชั่นก็ปรับตัว สร้างแนวโน้มในการลดมลภาวะต่อธรรมชาติ แม้ยังเป็นทางเลือกอยู่ แต่ในอนาคตควรจะเป็นทางหลักในที่สุด

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?