เบื้องหลังความขัดแย้งอิหร่าน - สหรัฐอเมริกา
  • Explicit
  • Jan 6, 2020

ข่าวกองทัพสหรัฐส่งโดรนไปสังหารนายทหารคนสำคัญของอิหร่าน พลตรี กอซิม สุไลมานี ขณะอยู่ในขบวนรถใกล้กับสนามบินแบกแดด เมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2563 ไม่เพียงแต่สร้างความตกตะลึงให้กับชาวอิหร่าน และอิรักเท่านั้น แต่ยังทำให้ชาวโลกตกตะลึงตามไปด้วย และพากันคาดการณ์ไปว่า นี่มันจะเป็นการจุดชนวนให้เกิดเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 หรือไม่! ถึงขนาดขึ้นเทรนด์ในทวิตเตอร์ ติดแฮชแท็ก #WWIII ในบ้านเราเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

เหตุโจมตีทางอากาศครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 10 คน นอกจาก พลตรี กอซิม สุไลมานี แล้ว มีรายงานว่ายังมีบุคคลสำคัญที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์เดียวกันนี้ คือ อะบู มะห์ดี อัลมุฮันดิส รองผู้บัญชาการกองกำลังฮาชิด หน่วยทหารที่นิยมอิหร่าน ทหารหน่วยนี้เคยเป็นกองกำลังติดอาวุธ แต่ต่อมาได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกองทัพอิรัก ตามนโยบายสร้างความสมานฉันท์ของรัฐบาลแบกแดด

ไม่นานนัก สถานีโทรทัศน์ของทางการอิหร่าน อ่านแถลงการณ์ของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ระบุว่า สหรัฐฯ จะถูกอิหร่านตอบโต้อย่างรุนแรง

"ผู้ใดก็ตามที่ปลิดชีวิตของนายพลโซเลมานีและพรรคพวก จงรอคอยการแก้แค้นอย่างสาสม"

พลตรี กอซิม สุไลมานี ถือเป็นผู้นำทางทหารที่สำคัญของอิหร่าน และมีบทบาททางการเมืองเป็นอันดับ 2 เคียงคู่กับ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี   มาโดยตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา

หลังจากนั้น อิหร่านได้ชักธงสีแดงบนยอดสุเหร่าศักดิ์สิทธิ์ จามคาราน (Jamkaran Mosqu)  เพื่อประกาศให้โลกรู้ว่าพร้อมเข้าสู่ภาวะสงครามแล้ว และพลตรี จัตวา เอสมาอิล คารี ผู้บัญชาการของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติของอิหร่านคนใหม่ได้ประกาศกร้าวว่า

อิหร่านจะปฏิบัติการลงโทษชาวอเมริกันไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหน!!

ความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน อิรัก และสหรัฐ กลายเป็นสถานการณ์โลกที่หลายฝ่ายเฝ้าจับตามองอย่างใกล้ชิดหลังจากเปิดสวัสดีศักราชใหม่มานี้ มีการวิเคราะห์กันไปต่างๆ นานาว่าที่สุดแล้ว สถานการณ์นี้จะไปต่อหรือลงเอยอย่างไร

มีการประเมินกันว่าหากสถานการณ์เลวร้ายอาจนำไปสู่สงครามอ่าวเปอร์เซียรอบใหม่หรือไม่ อิหร่านจะปิดเส้นทางลำเลียงน้ำมันออกสู่ตลาดโลกหรือเปล่า บรรดากลุ่มติดอาวุธในตะวันออกกลางที่อิหร่านหนุนหลังอาจจะลุกขึ้นมาปฏิบัติการตอบโต้ด้วยวิธีต่างๆ ไปจนถึงขนาดที่ใหญ่ที่สุด คือ สงครามโลกครั้งที่ 3

ยังไม่ต้องคิดไปถึงสงครามอ่าวเปอร์เซียหรือสงครามโลกรอบใหม่หรอก สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วและคนไทยอย่างเราๆ ต้องเจอแน่นอนคือ ผลกระทบด้านราคาน้ำมันที่ปรับราคาขึ้นทุกชนิด ตอนนี้ก็เริ่มบ่นๆ กันแล้วว่า ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นในระยะนี้

อย่างที่รู้กันว่า ดินแดนที่เกิดความขัดแย้งกันอยู่นั้นเป็นบ่อน้ำมันใหญ่ของโลกที่ในอดีตชาติมหาอำนาจต่างหวังครอบครองน้ำมันในบริเวณนี้กันทั้งนั้น อันที่จริงความขัดแย้งที่เป็นอยู่ปัจจุบันนี้อาจมองย้อนกลับไปได้ไกลถึง 100 กว่าปี ในประวัติศาสตร์อิหร่านสมัยใหม่ ซึ่งจะทำให้เห็นชนวนความขัดแย้ง ที่กลายเป็นรอยร้าวลึกระหว่างอิหร่านกับมหาอำนาจ โดยเฉพาะสหรัฐ  ว่าแท้จริงแล้วทำไมถึงไม่ลงรอยกัน และทำไมอิหร่านถึงพยายามต่อต้านมหาอำนาจอยู่ตลอดเวลาที่ผ่านมา

เมื่อเราย้อนดูประวัติศาสตร์โลกจะพบว่าเต็มไปด้วยการทำสงครามแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน น้ำ แร่ธาตุฯ การที่ทรัพยากรที่ต่างต่อสู้แย่งชิงกันนั้นมันมีอยู่อย่างจำกัด เพื่อนำมาใช้ในระบบเศรษฐกิจที่กำลังเจริญเติบโต จึงเป็นตัวเร่งให้เกิดความตึงเครียดเพิ่มมากขึ้น

เฉกเช่นเดียวกัน จุดเริ่มความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจกับประเทศในอ่าวเปอร์เซียก็เริ่มมาจากทรัพยากรธรรมชาตินี่แหละ

ค.ศ. 1908

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มจาก ค.ศ. 1908 อังกฤษประกาศค้นพบน้ำมันในอิหร่าน ตอนนั้นอังกฤษกับรัสเซียร่วมกันครอบงำอิหร่าน บริษัทน้ำมันอังกฤษ Anglo-Iranian Oil Company (AIOC) ได้รับสัมปทาน บ่อน้ำมัน แต่แบ่งผลประโยชน์ให้แก่อิหร่านเพียงน้อยนิด เช่น บางช่วงให้ร้อยละ 16 อีกทั้งยังไม่ยินยอมให้รัฐบาลอิหร่านดูบัญชีบริษัทด้วย

ครั้นเมื่อเรือรบเริ่มเปลี่ยนมาใช้น้ำมัน รัฐบาลอังกฤษเล็งเห็นคุณค่าของน้ำมันในฐานะยุทธปัจจัย จึงต้องการควบคุมบ่อน้ำมันที่นี่ให้ได้ ในยุคต้นของการใช้น้ำมันเป็นพลังงานแทนถ่านหิน บ่อน้ำมันขนาดใหญ่ที่ค้นพบในโลกมีไม่กี่แห่ง ทำให้แต่ละแหล่ง มีคุณค่าสูงมากสำหรับประเทศอุตสาหกรรม และการเป็นก้าวขึ้นเป็นชาติมหาอำนาจ

บ่อน้ำมันอิหร่าน จึงเป็นแหล่งน้ำมันสำคัญที่สุดของอังกฤษ คนที่ได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มที่คือ อังกฤษ ในขณะที่ชาวอิหร่านมีเพียงราชวงศ์อิหร่านเท่านั้นที่ได้ปันผลประโยชน์น้ำมันบ้าง แต่ก็เป็นเพียงประโยชน์อันน้อยนิด ในช่วงนี้พบว่าอังกฤษได้ตักตวงผลประโยชน์จากอิหร่านอย่างเต็มที่

ค.ศ. 1921

รัฐบาลอังกฤษกับรัสเซียร่วมกันสนับสนุนพันเอก Reza Khan ยึดอำนาจรัฐบาลเก่า ยุติราชวงศ์ Qajar dynasty ฝ่าย Reza Khan สถาปนาตัวเองเป็นกษัตริย์ มูฮัมหมัด เรซา ชาห์ ปาห์ลาวี (Mohammad Reza Shah Pahlavi) ปฐมกษัตริย์แห่ง ราชวงศ์ปาห์ลาวี (Pahlavi) เมื่อปี 1925 ในตอนแรกๆ กษัตริย์ปาห์ลาวีอยู่ใต้อิทธิพลอังกฤษกับรัสเซีย แต่เมื่อรวบอำนาจเป็นที่เรียบร้อย เห็นว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไปได้ดี จึงหันไปผูกมิตรกับเยอรมนี หวังลดทอนอิทธิพลของอังกฤษ จึงสร้างความไม่พอใจให้แก่อังกฤษ และรัสเซียเป็นอย่างมาก

สงครามโลกครั้งที่ 2

รัฐบาลของกษัตริย์ปาห์ลาวีประกาศตัวเป็นกลางไม่ฝักฝ่าย ตอนนั้น อังกฤษกับรัสเซียส่งทหารรุกรานอิหร่านอ้างว่า เพื่อต้านอำนาจของเยอรมนี แต่เป้าหมายซ่อนเร้นที่แท้จริงคือ ต้องการรักษาแหล่งน้ำมัน อังกฤษกับรัสเซียเห็นพ้องต้องกันว่า ควรขับไล่กษัตริย์เรซา ชาห์ ปาห์ลาวี ออกนอกประเทศ และให้ลูกของ Mohammad Reza ในวัย 22 ปี ขึ้นรั้งตำแหน่งแทน

ช่วงนี้ เกิดสนธิสัญญา Tripartite Agreement 1942 สาระสำคัญคือ เมื่อสงครามโลกยุติลง กองกำลังต่างชาติต้องถอนตัวออกจากประเทศ แลกกับการที่ประเทศเหล่านี้ได้ตักตวงทรัพยากรของอิหร่าน นี่ก็ถึงขนาดว่ายอมเสียทรัพยากรเพื่อรักษาเอกราช เหมือนกับที่ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทยก็เคยยอมเสียดินแดนบางส่วนเพื่อรักษาเอกราชไว้เหมือนกัน แต่ที่เลวร้ายกว่า คือ การเข้ามาตักตวงน้ำมันในอิหร่านของมหาอำนาจในสมัยนั้นได้ทำให้คนอิหร่านโกรธแค้น และก่อเกิดเป็นรอยร้าวขึ้นมา

ยุคสงครามเย็น

บุคคลสำคัญที่มีบทบาทสำคัญในช่วงนี้ คือ มูฮัมหมัด มอสซาเดก (Mohammad Mossadegh) นักชาตินิยม ซึ่งมีความรู้ทั้งด้านการเงิน และรัฐศาสตร์ เขาก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่ง chairman of the government's Oil Committee และเห็นว่า AIOC เป็นสัญลักษณ์จักรวรรดินิยม ซึ่งขัดขวางอธิปไตยและความมั่งคั่งของชาติ มอสซาเดกกับพรรคพวกจึงเริ่มลุกขึ้นมาต่อสู้ เพื่อขอแบ่งผลประโยชน์ที่ได้จากน้ำมันเสียใหม่

เมื่อมอสซาเดกได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยความยินดีของประชาชน งานแรกสุดที่เขาทำ คือ การออก พ.ร.บ.ยึดกิจการน้ำมัน (Oil Nationalisation Bill) ทำให้รัฐเข้าถือครองบ่อน้ำมันแทน AIOC แนวทางของเขาสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนอิหร่าน แต่นั่นทำให้รัฐบาลชาติตะวันตกร่วมกันต่อต้านมอสซาเดก เพราะกลัวว่ากระแสการยึดคืนจะเป็นตัวอย่างขยายผลไปทั่วตะวันออกกลาง จึงร่วมกันคว่ำบาตรอิหร่าน เพราะถ้าขืนปล่อยไปจะทำให้รัฐบาลตะวันตกไม่สามารถควบคุมราคาน้ำมันโลกในขณะนั้นได้ ซึ่งจะทำให้พวกเขาเสียผลประโยชน์

รัฐบาลอังกฤษเห็นว่า ต้องลงมือทำอะไรสักอย่างเพราะได้มองเห็นแล้วว่า การขึ้นมาของมอสซาเดกจะทำให้ผลประโยชน์ที่เคยได้รับเสียหายเป็นแน่ จึงวางแผนโค่นล้มรัฐบาลมอสซาเดกที่ขึ้นมาเป็นรัฐบาลด้วยความชอบธรรมทุกประการ

เมื่อรัฐบาลมอสซาเดกถูกคว่ำ ก็ทดแทนด้วยระบอบกษัตริย์ที่รัฐบาลสหรัฐกับอังกฤษหนุนหลังอยู่  รัฐบาลสหรัฐกับอังกฤษชูนโยบายเสรีนิยมประชาธิปไตย หลังยึดอำนาจแล้ว รัฐบาลสหรัฐเป็นผู้นำแบ่งปันผลประโยชน์ บริษัทน้ำมันของสหรัฐควบคุมน้ำมันอิหร่านร้อยละ 40 AIOC ของอังกฤษได้ร้อยละ 40 ส่วนที่เหลือร้อยละ 20 เป็นของฝรั่งเศสกับเนเธอร์แลนด์

ตอนนั้น รัฐบาลอังกฤษใช้เหตุผลว่าสังคมเสรี โลกเสรีจะถูกกระทบหากสูญเสียผลประโยชน์จากน้ำมันในอิหร่าน จึงจำเป็นต้องล้มรัฐบาลมอสซาเดก ในขณะที่สหรัฐก็เห็นดีเห็นงามด้วยกับอังกฤษทุกอย่าง ต่อมาอังกฤษ และสหรัฐยก กษัตริย์มูฮัมหมัด เรซา ชาห์ ปาห์ลาวี ซึ่งเป็นคนของตัวเอง ขึ้นเป็นกษัตริย์ ส่งผลให้การปกครองเต็มด้วยปัญหา ประชาชนไม่พอใจ ทำให้รัฐบาลปราบปรามฝ่ายตรงข้ามอย่างรุนแรง ในที่สุดนำมาสู่การปฏิวัติอิสลาม

ปฏิวัติอิสลาม ค.ศ. 1979

การปฏิวัติอิสลามหรือการปฏิวัติอิหร่านเป็นเหตุการณ์การโค่นราชวงศ์ปาห์ลาวีภายใต้พระเจ้าชาห์ มูฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐและแทนที่ด้วยสาธารณรัฐอิสลามภายใต้ รูฮุลลอฮ์ โคมัยนี ผู้นำการปฏิวัติ ที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์การฝ่ายซ้าย และอิสลามหลายแห่ง และขบวนการนักศึกษาอิหร่าน ซึ่งเริ่มการเดินขบวนต่อต้านชาห์ในเดือนตุลาคม 1977

ต่อมาพัฒนาเป็นการรณรงค์ดื้อแพ่ง ซึ่งมีทั้งภาคฆราวาส และศาสนา เหตุการณ์บานปลายในเดือนมกราคม 1978 ระหว่างเดือนสิงหาคม และธันวาคม 1978 มีการนัดหยุดงาน และการเดินขบวนทำให้ประเทศเป็นอัมพาต

ส่งผลให้ชาห์เสด็จออกนอกประเทศอิหร่าน เพื่อลี้ภัย เมื่อวันที่ 16 มกราคม 1979 นับเป็นพระมหากษัตริย์เปอร์เซียพระองค์สุดท้าย เปิดทางให้ รัฐบาลเชิญ รูฮุลลอฮ์ โคมัยนี กลับประเทศอิหร่าน และกลับสู่กรุงเตหะราน มีชาวอิหร่านหลายล้านคนรอต้อนรับ และขึ้นสู่อำนาจอย่างเป็นทางการ

อิหร่านออกเสียงลงประชามติทั่วประเทศให้เป็นสาธารณรัฐอิสลามเมื่อวันที่ 1 เมษายน 1979 และรับรองรัฐธรรมนูญเทวาธิปไตย-สาธารณรัฐนิยมฉบับใหม่ โดยมีโคมัยนีกลายเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศ ในเดือนธันวาคม 1979

กล่าวง่ายๆ คือ ปลดคนของสหรัฐแล้วเอาคนอิหร่านขึ้นมาแทน มีนักวิชาการมองว่าการปฏิวัติอิสลามนี่ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องการใช้ต่อกรกับสหรัฐ

มาถึงตรงนี้  ถามว่าทำไมต้องมองย้อนกลับไปไกลถึงเมื่อ 100 กว่าปีก่อนด้วย

เมื่อมองย้อนเข้าไปในประวัติศาสตร์อิหร่านสมัยใหม่ ประเด็นการต่อต้านขัดขืนชาติมหาอำนาจโดยเฉพาะสหรัฐอย่างที่เป็นเช่นทุกวันนี้ เราจะเห็นสายธารความคิดที่ดำเนินเรื่อยมากว่า 112 ปี (จาก 1908 ถึง 2020)  ทำให้เห็นว่า มันคือการต่อต้านขัดขืนชาติมหาอำนาจที่หวังจะเข้ามาตักตวงผลประโยชน์

ซึ่งแท้จริงแล้วมันก็เป็นเรื่องอาณานิคมที่เราเข้าใจกัน ที่ชาติมหาอำนาจเข้าไปตักตวงผลประโยชน์โดยเฉพาะทรัพยากรธรรมชาติทั้งใต้ดินหรือบนดิน จากประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ทำให้ต้องเข้าแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่นๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่กระทบต่อผลประโยชน์ของตน!!

เมื่อร้อยปีก่อนเป็นเช่นไร ปัจจุบันนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้น

เพียงแต่เปลี่ยนตัวแสดงตามกาลเวลา และเพิ่มตัวละครอิสราเอล เพิ่มเรื่องนิกายศาสนา แต่ไม่ว่าจะมีปฏิวัติอิสลามหรือไม่ จะมีอิสราเอลหรือไม่ ชาติมหาอำนาจต้องการครอบงำอิหร่าน เป็นเช่นนี้นับตั้งแต่ค้นพบน้ำมันแล้ว!

 

เรื่อง : นทนท

                 

อ้างอิง :

newworldencyclopedia.org/entry/Anglo-Iranian_Oil_Company

iranicaonline.org/articles/anglo-persian-oil-company

pri.org/stories/2020-01-03/history-us-iran-relations-timeline

history.com/tag/iran

ที่ชาติมหาอำนาจเข้าไปตักตวงผลประโยชน์โดยเฉพาะทรัพยากรธรรมชาติทั้งใต้ดินหรือบนดิน จากประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ทำให้ต้องเข้าแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่นๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่กระทบต่อผลประโยชน์ของตน

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์