ฮาลา บาลา อะแมซอนแห่งอาเซียน
  • Social
  • Dec 24, 2019

ป่าฮาลา บาลา ครอบคลุมพื้นที่ อ.เบตง อ.ธารโต อ.บันนังสตา จ.ยะลา และ อ.ศรีสาคร อ.สุคิริน และ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส มีเนื้อ ที่ทั้งหมด 836,000 ไร่ เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ประมาณ 687,500 ไร่ มีลักษณะพื้นที่เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน ความชื้นสูงตลอดปี โดยมีแนวป่าต่อเนื่องกับผืนป่าเบลุ่มของประเทศมาเลเซีย เมื่อรวมกับพื้นที่เข้าด้วยกัน จัดได้ว่า เป็นผืนป่าฝนเขตร้อนที่มีพื้นที่ใหญ่สุด บนคาบสมุทรมาลายา

ที่สำคัญ ที่แห่งนี้ยังรวมเรื่องราวของความรักด้วยความรักษ์เอาไว้อย่างแนบแน่น

ภายในฐานเฉพาะกิจที่ทำขึ้นอย่างง่ายๆ ของเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน ที่ 445 กก.ตชด.ที่ 44 ชป.พิทักษ์ป่าพระนามาภิไธย ส่วนที่ 2 ซึ่งตั้งอยู่ส่วนในสุดของต้นน้ำคลองฮาลากลางป่าลึก หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันในนาม ป่าฮาลา บาลา หรือ ป่าพระนามาภิไธย ส่วนที่ 2 พื้นที่ ต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา ที่มีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วโลก จนถูกขนานนามว่าเป็น อะเมซอนแห่งอาเซียน นับป่าฝนเขตร้อนที่ยังคงความสมบูรณ์และหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ตำรวจตระเวนชายแดนเริ่มภารกิจอย่างเป็นทางการที่นี่ หลังจากมีการเจรจากับโจรคอมมิวนิสต์มาลายูหรือ จคม. ออกจากป่ามาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยเมื่อประมาณปีพ.ศ. 2533 จากความมีชื่อเสียงของผืนป่าแห่งนี้ ซึ่งขณะนั้นน้อยคนนักที่จะมีโอกาสเข้ามาสัมผัสนอกเหนือจากเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง คนที่ออกไปได้ส่วนใหญ่ต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่าเมืองไทยยังคงมีพื้นที่ป่าเช่นนี้หลงเหลืออยู่อีกหรือ และในปี 2539 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินมายังผืนป่าแห่งนี้โดยทางเรือ ได้ทรงมีพระราชเสาวนีย์กับผู้บังคับบัญชาของตำรวจตระเวนชายแดนในขณะนั้นว่า ให้ ตชด.ช่วยกันดูแลผืนป่าแห่งนี้ไว้ อย่าให้ถูกทำลาย

"ตชด.ที่นี่มีภารกิจการทำงานหลายมิติแตกต่างจากพื้นที่อื่น นอกจากมีหน้าที่หลักดูแลรักษาความปลอดภัยชุมชนที่อาศัยรอบเขื่อนบางลาง หรือรอบๆ ทะเลสาบฮาลาบาลาแล้ว เราต้องดูแลรักษาป่าแห่งนี้ด้วย"

พ.ต.ต.สุเทพ ชูแก้ว ผบ.กองร้อยตชด.ที่ 445 เบตง หัวหน้าชุดเฝ้าดูแลพื้นที่ป่าต้นน้ำแห่งนี้เล่า

ผู้กองหนุ่มคนเดิมขยายความต่อว่า เจ้าหน้าที่ตั้งจุดสกัดไว้ที่ฐานฯ นางนวล ซึ่งเป็นด่านแรกที่เข้าสู่ป่าชั้นในโดยทางเรือ ที่นี่จะวางทุ่นกั้นแนวคลองฮาลาเอาไว้เพื่อตรวจสอบเรือที่จะเข้าไปเนื่องจากเป็นพื้นที่หวงห้ามไม่ให้เข้าไปทำการประมงเพราะเป็นพื้นที่อนุบาลพันธุ์ปลา และสัตว์ป่าหายากหลายชนิดอาศัยพื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งหากิน โดยเฉพาะ กระทิง

ถึงแม้ว่าตชด.จะไม่มีหน้าที่โดยตรงในการดูแลสัตว์ป่าทุกชนิดในผืนป่าแห่งนี้ แต่ด้วยพันธกิจและสัจจะที่เคยให้ไว้ต่อกันรุ่นแล้วรุ่นเล่านับตั้งแต่ตั้งฐานฯ ใหม่ๆ เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วว่า พวกเขาจะไม่ยิงสัตว์ป่าทุกชนิดเป็นอาหาร

...หากใครละเมิดในสัจจะข้อนี้ ขอให้มีอันเป็นไป

สิ่งนี้กลายเป็นแนวทางปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน แต่จะมีบ้างคือปลา และหอยเพื่อประกอบอาหารและความอยู่รอดยามภาวะความขัดสนกลางป่าลึกในบางครั้งเท่านั้น

จากความรู้สึกที่เป็นมิตรสามารถรับรู้ถึงกันได้ ทำให้ฝูงกระทิงที่นี่ไม่กลัวตชด. หลายครั้งที่ฝูงกระทิงพากันลงจากป่ามากินหญ้าริมคลองฮาลาหรือเป็นที่รับรู้กันว่าเป็นลานกระทิง หรือวังปลาช่อน ในช่วงเช้าและเย็น ตชด.ขับเรือผ่านมาใกล้ๆ พวกมันเชิดหน้าขึ้นมาดู และก้มหน้าก้มตากินหญ้าต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

"วันไหนพวกมันอารมณ์ดีก็จะพากันมานอนเล่นอยู่ริมตลิ่ง ครั้งหนึ่งผมขับเรือกลับมาตอนมืดค่ำ  นึกว่าใครเอาก้อนหินมาวางเรียงกันริมตลิ่งเห็นเป็นเงาตะคุ่มๆ พอส่องไฟดู ที่ไหนได้กระทิงทั้งฝูง พวกนี้คุ้นชินกับเครื่องยนต์ของเรือ โดยเฉพาะเรือของ ตชด.มันจำได้ แต่หากเป็นเสียงที่ไม่คุ้นหูมันจะตกใจ บ้างครั้งก็หนีเตลิดเข้าป่าไปเลย " ด.ต.วีระพงษ์ ประไพวรรณ หรือ ครูเทา ครูฝึกจากหน่วยพลร่มรบพิเศษค่ายนเรศวร ที่ลงมาใช้ชีวิตสมบุกสมบันอยู่ในผืนป่าแห่งนี้เป็นเวลาหลายปี เล่าถึงความผูกพันระหว่างคนกับกระทิง

เหมือนอย่างกระทิงตัวหนึ่งที่พวกเขาเรียกว่า "ไอ้โทน" เพราะชอบหากินอยู่ตัวเดียว ไอ้โทนคุ้นเคยกับ ตชด. ดีบ่อยครั้งที่มันลงมาหากินหญ้าอยู่รอบๆ ฐานฯ บริเวณต้นน้ำฮาลา จากนั้นก็มานอนอยู่บนลานจอดเฮลิคอปเตอร์เล็กๆ ริมคลอง บางทีก็เดินเข้าไปสำรวจภายในฐานฯ บ้าง

"ตื่นขึ้นมาตอนเห็นร้อยเท้าที่ย่ำไว้ และขี้สดๆ เต็มไปหมด เป็นที่รู้กันว่าเมื่อคืนไอ้โทนลงมาตรวจงานเพื่อสังเกตว่าหลับยามหรือเปล่า" เขาเล่าเคล้าเสียงหัวเราะ

หรือครั้งหนึ่งมีกระทิงแก่ตัวหนึ่งตายลงขณะลงมากินหญ้ากับฝูงใหญ่กว่า 10 ตัวที่ลานกระทิง ฝูงกระทิงทั้งหมดก็นอนเฝ้าซากเหมือนเพื่อไว้อาลัยต่อตัวที่ตายไป เพราะธรรมชาติของกระทิงเป็นสัตว์ที่อยู่รวมฝูง เกือบ 10 วัน จ่าฝูงจึงนำฝูงเข้าป่าไปและลงมาหากินตามปกติอีกครั้งในที่เดิม

ครูเทาบอกว่า เคยเห็นการล่ากระทิงเมื่อ 10 ปีมาแล้ว ขณะลาดตระเวณในป่า พบลวดสลิงขดอยู่ในถุงปุ๋ย สันนิษฐานว่านักล่าทั้งหลาย ดักแร้วเอาไว้เมื่อกระทิงติดบ่วง ก็จะปล่อยให้เสือกินแล้วค่อยไปตัดเอาเขาทีหลังเนื่องเป็นที่ต้องการของนักนิยมของป่าเและมีราคาสูงมาก

ทำไมกระทิงถึงไม่กลัวตชด. ?

"ก็ ตชด.ไม่เคยทำอะไรกระทิง" เขาตอบโดยไม่ต้องคิด

และน่าจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะจากคำบอกเล่าตชด.ที่เคยมาปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่นี่ เคยมีกระทิงถูกเสือกัดได้รับบาดเจ็บหลบมารักษาตัวอยู่ใกล้ๆ ฐานตชด. มันคงรู้ว่าที่นี้ปลอดภัยเสือคงไม่กล้าเข้ามาขย้ำซ้ำ กระทิงตัวนั้นหลบๆ ซ่อนๆ บริเวณป่าอยู่ข้างฐานฯหลายวันอยู่รักษาตัวจนบาดแผลหายสนิทจึงจากไป

นอกจากกระทิงกับตำรวจตระเวนชายแดน ยังมีคนกลุ่มหนึ่งซึ่งอาศัยลึกเข้าไปในป่าต้นน้ำ ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในป่าฮาลาบาลา ก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดป่าต้นน้ำแห่งนี้ไม่แพ้กัน

พวกเขาคือ กลุ่มคนเผ่าโอรังค์อัสรี หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า ซาไก แต่เจ้าตัวไม่ชอบให้เรียกซาไก เพราะหมายถึงคนป่าเถื่อน เขานิยมให้เรียก อัสรี ซึ่งหมายถึงคนที่อาศัยอยู่ในป่ามากกว่า

ชนเผ่าอัสรีนับเป็นเจ้าของผืนป่าฮาลาบาลาที่แท้จริง เพราะพวกเขาตั้งรกรากอาศัยอยู่ที่นี่ก่อนใคร

...กับฝูงกระทิงไม่รู้ว่าใครมาอยู่ก่อนกัน

ครั้งแรกที่พบกัน หมวดเป็ด หรือ ร.ต.ท.สุรินทร์ อุปมัยรัตน์ ตชด.รุ่นแรกๆ ที่เข้ามาปฏิบัติภารกิจในผืนป่าแห่งนี้เล่าให้ฟังว่า ขณะลาดตระเวนโดยทางเรือล่องขึ้นไปทางต้นน้ำคลองฮาลาประมาณปี 2535 เห็นผู้ชายคนหนึ่งตัวดำร่างเล็กๆ ผมหยิกนุ่งผ้าเตี่ยวไม่สวมเสื้อนั่งอยู่บนเนินดินริมคุ้งน้ำ ซึ่งเรียกว่าเวิ้งซาไกในปัจจุบัน จึงแวะเข้าไปตรวจสอบทีแรกนึกว่าเป็นพวกชาวบ้านเข้ามาหาของป่า  มารู้เมื่ออีกทีเมื่อเจอหน้ากันจังๆ ว่าเป็นชนเผ่าอัสรี ชื่อดิง โชคดีที่พอสื่อสารกันเป็นภาษาไทยได้ จึงติดต่อผูกความสัมพันธ์กันเรื่อยมา

จนถึงปัจจุบันอัสรีกลุ่มดังกล่าวมีอยู่ประมาณ 70 คน และย้ายพื้นที่ไปไหนไม่ไกล เนื่องจากต้องพึ่งพาขอรับการช่วยเหลือจากตชด.ทั้งเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มตลอดจนอาหารการกิน

"เราอยู่กันแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ธรรมชาติของคนพวกนี้จะขุดหัวเผือกหัวมันในป่ากินเป็นอาหารหลัก มีอาวุธประจำกายคือ กระบอกตุด หรือ กระบอกเลา ใส่ลูกดอกอาบยาพิษที่หาได้จากยางไม้ชนิดหนึ่งในป่าเป่ายิงสัตว์เล็กๆ เช่น ลิง ค่าง กระจง ย่างกินเป็นอย่างเดียว

"ปัจจุบัน บางครั้งคนพวกนี้ไปรับจ้างถางป่ายางชาวบ้านที่อยู่รอบนอก ได้ค่าแรงกลับมาไม่กี่บาท หรือได้ข้าวสารอาหารแห้งเป็นเครื่องแลกเปลี่ยน พวกนี้จะกินจนหมด กินกันทั้งวันไม่มีการสะสมอาหารเพิ่มเติม เมื่อของกินหมดค่อยลงไปรับจ้างใหม่ ขณะที่ยังมีของกินใครมาว่าจ้างไปทำอะไร จะไม่ทำทั้งสิ้นคอยให้ของเดิมหมดก่อนมันเป็นเรื่องปกติธรรมชาติของคนกลุ่มนี้" หมวดเป็ดขยายความ

การดูแลพวกเขาจึงถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปโดยปริยายเหมือนกัน

"เราไม่เคยคิดว่าเป็นภาระ พวกเขาก็อยู่อย่างสันโดษกันมานาน แต่เมื่อมาเจอตชด.ที่เข้ามาตั้งฐานฯที่นี่ พฤติกรรมของพวกเขาก็เปลี่ยนไป แล้วคนกลุ่มนี้ก็ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร แถมขี้กลัวอีกต่างหาก ทุกครั้งที่เราออกไปซื้อเสบียงหรือรับของที่ผู้บังคับบัญชาฝากมาให้ ตลอดจนของบริจาค ส่วนหนึ่งจะต้องกันและเก็บไว้ให้พวกเขาด้วยเสมอ โดยเฉพาะข้าวสาร อาหารแห้ง เสื้อผ้า ใบจากยาเส้น และที่ขาดไม่ได้คือยา ทุกครั้งที่มีคนไม่สบายเขาจะลงมาขอยาไปกิน แม้พวกนี้จะเก่งเรื่องสมุนไพรก็ตาม"

ครูเทา เสริม และแอบกระซิบต่อว่าเดี๋ยวนี้ สิ่งที่ต้องการเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะสาวๆ คือลิปสติกสีแดง ได้รับความนิยมมาก ไม่แพ้ดอกราแนสีแดงที่ใช้ทัดหู แซมผมแทน อย่างที่เคยเห็นกันมา

ความผูกพันสามเส้าที่ไม่มีจุดจบ ระหว่าง ตชต. อัสรี และกระทิง เชื่อมโยงกับการอนุรักษ์ กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่หลายฝ่ายซึ่งรับผิดชอบในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ผืนป่าแห่งนี้ต้องใคร่ครวญอย่างหนัก

ทำอย่างไรให้ธรรมชาติของป่ายังคงความอุดมสมบูรณ์ดังเดิม สามารถเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหายากโดยเฉพาะ กระทิง หรือนกเงือก

ตลอดจนถึงชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมได้ใช้เป็นที่อยู่อาศัยไม่อพยพย้ายถิ่น เมื่อกระแสการท่องเที่ยวรุกคืบเข้ามา

 

เรื่องและภาพ : จรูญ ทองนวล
 

หมายเหตุ : สารคดีเชิงข่าวชิ้นนี้ เผยแพร่ครั้งแรกใน เซคชั่นจุดประกาย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจวันที่ 7 พฤษภาคม 2557 

ตชด.ที่นี่มีภารกิจการทำงานหลายมิติแตกต่างจากพื้นที่อื่น นอกจากมีหน้าที่หลักดูแลรักษาความปลอดภัยชุมชนที่อาศัยรอบเขื่อนบางลาง หรือรอบๆ ทะเลสาบฮาลาบาลาแล้ว เราต้องดูแลรักษาป่าแห่งนี้ด้วย

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์

Bottom Line เป็น News Magazine Onlineที่ยึด “ความน่าเชื่อถือ” บนพื้นฐานความเป็น “สื่อสารมวลชน” ผ่านการนำเสนอในรูปแบบ Story Telling อันเป็นเอกลักษณ์ เราจะเป็น “เพื่อน” ที่คนอ่านทั้ง “เอามัน” และ “เอาเรื่อง”

เชื่อใจได้ตลอดเวลา ในวันที่ทุกคนเล่นบท “สื่อ” บนพื้นที่ข่าวสารอันเชี่ยวกรากในโลกออนไลน์ แต่ “ความน่าเชื่อถือ” มักเป็นสิ่งที่ผู้คนมองหาเสมอเมื่อต้องการ “ใช้ข่าว” สักชิ้น ไม่ว่าจะเพื่อ “บอกเล่า-อ้างอิง-วิเคราะห์” ก็ตาม

  • About
  • Contact
  • For Advertiser
  • Want to become an author?